คลังความรู้

GOFX > คลังความรู้

3 สุดยอด เทรดเดอร์ และ นักลงทุน ระดับตำนาน ตอนที่ 1


เกริ่นนำ

ผลิตภัณฑ์ในตลาดการเงิน (Financial Products) หรือ สินค้าในตลาดการเงิน (Financial Market) ประกอบไปด้วย ตราสารทางการเงิน 3 ชนิด ได้แก่ ตราสารหนี้ ตราสารทุน และตราสารอนุพันธ์ ตัวอย่างเช่น ตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร ตลาดฟอเร็กซ์ ตลาดอนุพันธ์ และตลาดคริปโทเคอเรนซี่ เป็นโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่จะสะสมความมั่งคั่งได้อย่างรวดเร็วขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เพียงทำการเทรดหรือทำการลงทุนถูกจังหวะก็สามารถเปลี่ยนชีวิตของเราได้

เพื่อให้มองเห็นแนวทางว่าคนที่ประสบความสำเร็จบนเส้นทางนี้เขามีแนวทาง หรือผ่านประสบการณ์อะไรมาบ้างจนเป็นเทรดเดอร์ (trader) ที่ได้รับการยกย่องว่ามีฝีมือระดับตำนาน ผมจึงทำการรวบรวมเทรดเดอร์ที่ผมประทับใจและติดตามไว้ 3 คน ไว้ในบทความนี้ ประกอบไปด้วย Richard Dennis, Paul Tudor Jones และ Jesse Livermore มาติดตามอ่านกันได้เลยครับ


Richard Dennis ตำนาน Trend-following system

Richard Dennis #1

เรื่องราวของ Richard Denis นั้นเป็นตำนานและเป็นแรงจูงใจให้สำหรับเทรดเดอร์ที่มีความทะเยอทะยาน เมื่อเขาอายุราว ๆ 23 ปี เขาเคยยืมเงิน 1600 เหรียญ จากครอบครัว แล้วเปลี่ยนมันให้เป็นเงิน 200 ล้านเหรียญ ในช่วงระยะเวลา 10 ปี ผ่านการซื้อขายสินค้าสินค้าโภคภัณฑ์ เมื่อเขามีอายุเพียง 26 ปี เขาได้กลายเป็นเทรดเดอร์ที่มีความมั่งคั่งเรียบร้อยแล้ว

เมื่อพูดถึงเทรดเดอร์ที่เทรดในสินค้าโภคภัณฑ์นั้น เขาเป็นระดับตำนาน ฉายาว่า “Prince of the Pit” เขาเกิดในเมืองชิคาโก้ในครอบครัวที่ค่อนข้างยากจน โดยพ่อของเขาทำอาชีพเป็นพนักงานทำความสะอาดในที่สาธารณะเท่านั้น และเดนิสเขาได้กลายเป็นเด็กส่งของในตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าเมื่ออายุ 17 ปี

และในหลายปีต่อมาเขาได้เริ่มเทรดบัญชีของตัวเองที่“Mid-America Commodity Exchange” ซึ่งเป็นการเทรดสัญญาแบบ “Mini” เพื่อหลีกเลี่ยงกฎที่ว่าเทรดเดอร์ต้องมีอายุ 21 ปี เขาได้ทำการการจ้างพ่อและเพื่อนร่วมงานแถว ๆ นั้นเพื่อทำงานร่วมกับเขาที่ใกล้กับหลุมศพ เขาจึงได้รับฉายา เจ้าชายแห่งหลุมศพ หรือ Prince of the Pit

เขาได้รับปริญญาตรีสาขาปรัชญาจาก DePaul University แล้วรับทุนการศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษาสาขาปรัชญาเช่นเดิม จาก Tulane University และมีความคิดที่จะกลับไปเทรดอีกครั้ง เขาจึงได้ยืมเงิน 1600 เหรียญจากครอบครัว โดยนำเงินที่ได้ 1200 ดอลลาร์ไปซื้อตำแหน่งใน Mid-America Commodity Exchange ทำให้เขาเหลือเงินไว้เทรดเพียง 400 เหรียญเท่านั้น

ในปี 1970 เขาสามารถปั้นเงินจาก 400 ดอลลาร์ เป็น 3000 ดอลลาร์ และในปี 1973 ขณะที่เขาอายุเพียง 23 ปี เขาก็มีเงินทุนของเขาเกิน 100,000 เหรียญ (หนึ่งแสนดอลลาร์สหรัฐฯ) และในอีก 1 ปีถัดมา 1974 เขาทำกำไรจากการเทรด ถั่วเหลือง(Soybeans)ได้ถึง 500,000 เหรียญ เขาได้กลายเป็นเศรษฐีได้ตอนที่อายุยังไม่ถึง 26 ปี

ในปี 1983 และ 1984 Richard Denis ได้ทำการฝึกฝนให้กับเพื่อนของเขาและเทรดเดอร์มือใหม่ผู้ที่มีความสนใจ โดยมีทั้งหมด 2 กลุ่ม โดยจะได้รับการฝึกฝนที่เรียกกันว่า “Turtles” ซึ่งจะสอนการเทรดแบบ Simple trend-following เป็นเวลาสองสัปดาห์ ในการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ, FOREX, ทองคำ และตลาดตราสารหนี้ โดยจะทำการซื้อเมื่อราคาสามารถเบรคกรอบบนขึ้นมาและขายเมื่อราคาเบรคกรอบล่างลงไป

นอกจากนี้ เทรดเดอร์มือใหม่ยังสอนให้มีการลดขนาดในการเทรดลงในช่วงที่มีการเทรดเสียติดต่อกัน และทำการเทรดแบบ pyramid ซึ่งระบบการเทรดของเขามักจะขาดทุนอยู่บ่อย ๆ ในสภาวะตลาดที่มีการเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ หรือ sideway แต่จะทำไรได้จากการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของตลาด จนกล่าวได้ว่า Turtles เป็นตำนานของระบบเทรดแบบ Trend-following ที่แท้จริง

เขาได้มอบเงินจำนวน 1 ล้านเหรียญให้กับแต่ละคนไปจัดการหลังเรียนเสร็จ และ 5 ปี ต่อมา Turtles ของเขาก็รายงานว่าได้รับผลกำไรรวมถึง 175 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลการเทรดลัพธ์การเทรดที่สุดยอดในช่วงเวลานั้น

แนวทางการซื้อขายของ Richard Dennis

เมื่อพูดถึงแนวทางของ Turtles system สามารถสรุปประเด็นหลัก คือ อะไร, เท่าไหร่, เมื่อไหร่, ที่ไหน และ ,อย่างไรดังนี้ ซึ่งเป็นต้นแบบของระบบเทรด หรือ system trade ในปัจจุบัน

  1. สินค้าอะไร: เขาศึกษาอย่างหนักเพื่อหาว่า สินค้าที่จะเทรดควรจะเป็นสินค้าอะไรดี ที่มีสภาพคล่องเพียงพอ และเป็นที่นิยม สามารถกระจายความเสี่ยงได้ในหลาย ๆ ตลาด
  2. ซื้อ-ขายเท่าไหร่: เป็นการจัดการความเสี่ยงของเงินทุนให้เหมาะสมกับการเทรดแต่ละครั้ง หรืออาจจะเรียกว่า Money Management
  3. ซื้อเมื่อไหร่: ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจในการเทรดว่าจะเขาโดยใช้กฎเกณฑ์อะไร อาจจะใช้การเบรกของราคาเป็นจุดเข้าซื้อ
  4. จุดหนีอยู่ตรงไหน: รู้ว่าเมื่อไหร่ผิดทางแล้ว
  5. ขายทำกำไรเมื่อไหร่: หากถูกทางจะต้องทราบจุดทำกำไร หรือจุด Take profit

แนวทางของ Turtles system ของ Richard Denis เป็นต้นแบบสำหรับการสร้างระบบเทรดแบบ trend-following ในปัจจุบัน ถึงแม้สภาวการณ์ของตลาดได้แตกต่างไปจากในอดีต แต่การเอาแนวคิดการออกแบบระบบของเขาไปพัฒนาปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น อาจจะช่วยให้เทรดเดอร์ที่เข้ามากลายเป็นเทรดเดอร์ชั้นยอดได้ โดยระบบนั้นอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นระบบที่ซับซ้อน ระบบง่าย ๆ อย่างเช่น Simple trend-following ก็เป็นระบบที่สามารถทำเงินได้


Paul Tudor Jones กับวิธีการทำกำไรจากตลาดสไตล์ Contrarian-Swing Trader

Paul Tudor Jones #1

เหตุการณ์ Black Monday ในปี 1987 ทำให้คนหลายคนรู้จัก Hedge Fund อย่าง Paul Tudor Jones ผู้ที่คาดการณ์เหตุการณ์ที่ตลาดหุ้นจะตกหนักถึง 22% ในจันทร์วันเดียวได้อย่างถูกต้อง ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่จะขาดทุนในเหตุการณ์นี้ แต่ตรงกันข้าม Paul สามารถทำกำไรให้กับกองทุนของเขาถึง 60% ในเดือนนั้น และเกือบ 200% ในปีนั้น

Paul มองตัวเองว่าเป็นเทรดเดอร์มากกว่าเป็นนักลงทุน ในฐานะเทรดเดอร์ระดับมหภาคที่ประสบความสำเร็จ จากการศึกษาผลกระทบของ เหตุการณ์การไหลของเงินทั่วโลก (Money Flow) จิตวิทยามวลชน (Psychology) และการวิเคราะห์ทางเทคนิคและพื้นฐานของสินทรัพย์ (Technical and Fundamental analysis)

แทนที่จะวิเคราะห์หุ้นรายตัว เขามักจะมุ่งเน้นไปที่แนวโน้มใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นจากทั้งโลก โดยดูจาก ทิศทางการไหลของสินทรัพย์ จากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง หรือสินทรัพย์หนึ่งไปยังอีกสินทรัพย์หนึ่ง เช่น คู่สกุลเงิน, สินค้าโภคภัณฑ์ และรวมถึงบิทคอย เป็นต้น

ระหว่างที่เขาเริ่มต้นอาชีพในฐานะเทรดเดอร์ เขาได้เรียนรู้จากเทรดเดอร์ที่ได้ทำการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ว่า เป็นตลาดที่มีความผันผวนสูง และความเชื่อมั่นของแนวโน้มทิศทางของตลาดสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว เขาเห็นเทรดเดอร์มากมายสามารถทำเงินได้อย่างมหาศาลในหนึ่งวันและบัญชีระเบิดไปในวันอื่น ๆ เขาจึงให้ความสำคัญกับการป้องกันความเสี่ยงมากกว่าการทำกำไรมหาศาลจากตลาด

Paul เชื่อว่าหากคุณเข้าทำการเทรดในสินทรัพย์ที่ดี ในตำแหน่งที่ได้เปรียบ คุณไม่จำเป็นต้องไปติดตามหน้าจอมากนัก สินทรัพย์นั้นมันจะดูแลตัวของมันเอง แต่ให้มุ่งเน้นไปที่การหาจุดที่จะเสียเงินเป็นหลัก ซึ่งแตกต่างจากเทรดเดอร์ทั่วไปที่พวกเขามักจะหาจุดที่เข้าทำกำไรเป็นหลัก แต่ละเลยที่จะหาจุดที่จะต้องเสียเงิน

Paul Tudor Jones #2

อย่างไรก็ตาม เขาจะติดตามอย่างใกล้ชิดถ้าราคาสินทรัพย์เคลื่อนไหวใกล้กับจุดที่เขาจะเสียเงิน ทั้งนี้เพื่อต้องการป้องกันไม่ให้ตลาดเอาเงินออกจากบัญชีของคุณ และเพิ่มโอกาสในการชนะในการเทรดให้สูงขึ้น โดยเขาได้สร้างกระบวนการที่จัดการความเสี่ยง ทุกวันที่เขาเดินเข้าไปในสำนักงาน “การควบคุมความเสี่ยง” เป็นวาระสำคัญที่สุดในการประชุม

ตามข้อมูลจากการสัมภาษณ์ เขาจะใช้เส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน เป็นจุดควบคุมความเสี่ยงของบัญชี โดยอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทนของเขาจะต้องได้อยู่ที่ 5:1 หรือ สมมาตร 5:1 เขายินดีจะเสี่ยง $1 เพื่อให้ได้มาซึ่ง $5 ซึ่งการจะหาจุดเหล่านี้ได้จะต้องหาจุดกลับตัวหรือ จุด Contrarian-Swing Trade ที่ดี ซึ่งเขาพยายามจะหาโอกาสในการเข้าออร์เดอร์ที่จุดกลับตัว โดยมุ่งเน้นไปที่ทิศทางหลักของสินทรัพย์ทิศทางเดียว โดยเขามีความเชื่อและกลยุทธ์การเทรดดังนี้

  • เขาถือว่าตัวเองเป็นนักเทรดเดอร์ผู้ฉวยโอกาสในตลาดโดยใช้การเทรดแบบสวิง
  • เขาจะออกจากตำแหน่งการขาดทุนที่เขาอึดอัด
  • เขาจะลดขนาดการซื้อขายของเขาลง เมื่อพบว่ามีแนวโน้มในการสูญเสียเพิ่มขึ้น
  • เขาหยุดโดยอาศัยหลักจิตวิทยา (Mental Stop) ซึ่งเขาไม่เพียงแต่หยุดด้วยราคา แต่เขายังหยุดด้วยเวลาอีกด้วย
  • ติดตามความเคลื่อนไหวของบัญชีแบบ real-time
  • เขาเชื่อว่าการเคลื่อนไหวของราคาจะมาก่อนและปัจจัยพื้นฐานจะตามมาเป็นอันดับถัดไป

ในสถานการณ์วิกฤติโคโรนาไวรัสในปี 2020 ตลาด S&P 500 ได้เคลื่อนที่หลุดค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน โดยตลาดได้ทำจุดสูงสุดที่ 3393.5 ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ และหลุดเส้นค่าเฉลี่ยในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่ราคา 3046.60 ซึ่งถ้าเขาทำการขายสินทรัพย์ทั้งหมดในขณะนั้นเขาจะขาดทุนเพียง 10% แต่ถ้าเขายังทำการถือต่อเขาจะขาดทุนสูงถึง 32% เขาจึงรอดจากวิกฤตครั้งนี้มาได้อย่างสวยงามพร้อมกับผลตอบแทนมหาศาลหลังจากที่ตลาดหุ้นได้ปรับตัวขึ้น

จากการลงทุนในสินทรัพย์ที่ดี ในจุดเข้าที่ดี ด้วย Risk:Reward 5:1 ทำให้ Paul มีสินทรัพย์เติบโตขึ้นอย่างสม่ำเสมอมากว่า 3 ทศวรรษ และในปัจจุบันเขาได้ถือครอง BTC เป็นสัดส่วนถึง 2% เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ที่เขามี จึงถือว่าเขาเป็นเทรดเดอร์ระดับตำนานที่สุดยอดอีกคนหนึ่ง


Jesse Livermore สุดยอดนักเก็งกำไรระดับตำนาน

Jesse Livermore #1

Jesse Livermore เป็นหนึ่งในเทรดเดอร์ที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาล เขาเกิดในปี พ.ศ. 2420 และถึงจุดสูงสุดในปี พ.ศ. 2472 โดยในขณะนั้นเขามีมูลค่าสินทรัพย์สูงถึง 100 ล้านเหรียญ ซึ่งเมื่อเทียบกับมูลค่าเงินในปัจจุบันมันจะมีมูลค่าสูงถึง 2 พันล้านเหรียญ

ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของเขาเป็นเรื่องประหลาดสำหรับผู้คนในยุคนั้น เพราะเขาซื้อขายด้วยเงินทุนของตัวเองเท่านั้น ไม่ได้เทรดในรูปแบบกองทุนหรือบริหารเงินให้คนอื่น ส่วนมากเขาจะเทรดในสินค้าที่เป็นหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเขามักจะใช้กลยุทธ์สร้างความผันผวนให้ตลาดเมื่อเขาพบว่าตลาดในวันนี้มีมูลค่าการซื้อขายที่เบาบางกว่าวันก่อนหน้า เขาจะทำการดันราคาให้หุ้นเลื่อนหลาย ๆ จุดด้วยการซื้อหรือขายหุ้นเพียง 1,000 หุ้นเท่านั้น

แม้เวลาจะผ่านมาเกือบจะ 100 ปีแล้ว วิธีซื้อขายแบบคุณ Jesse Livermore ก็ยังคงใช้ได้ และรูปแบบของการเคลื่อนที่ของราคาที่เขาใช้ยังคงใช้ได้จนถึงปัจจุบัน

เพื่อให้เข้าใจการซื้อขายโดยใช้รูปแบบราคาหรือ Price patterns ที่เขาใช้ ผมต้องขอเท้าความก่อนว่า ในยุคนั้นการสร้างกราฟเชิงเทคนิคยังคงไม่แพร่หลาย ไม่มีคอมพิวเตอร์เหมือนในปัจจุบัน เขาจึงใช้รูปแบบของราคาอย่างง่ายเพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของราคาของสินค้าที่เขาสนใจ โดยเขาชอบที่จะเทรดในหุ้นที่มีแนวโน้มที่ชัดเจน และพยายามหลีกเลี่ยงในตลาดที่เคลื่อนที่อยู่ในกรอบหรือไซด์เวย์ โดยเขาจะรอให้ราคาเคลื่อนที่ผ่าน pivot point ไปเสียก่อนแล้วสังเกตว่าราคาเคลื่อนที่ผ่านจุดนี้ไปอย่างไร

Jesse Livermore #2

ตัวอย่างวิธีการเทรดของเขา เช่น หากราคาหุ้นทำราคาจากราคาต่ำสุด 50 เหรียญเด้งขึ้นไปที่ 60 เหรียญและดีดกลับมาที่ 50 เหรียญเหมือนเดิม เขาจะรอจนถึงจุดสำคัญเพื่อทำการซื้อขาย โดยหากหุ้นนั้นขยับไปที่ 48 เหรียญ เขาจะทำการ short หุ้นนั้น (เก็งกำไรทิศทางลง) และหากหุ้นนั้นขยับไปที่ 52 เหรียญเขาจะเล่นในฝั่ง long (เก็งกำไรทิศทางขึ้น) แล้วเฝ้าดูพฤติกรรมราคาที่ระดับ 60 เหรียญอย่างใกล้ชิด เพราะถือว่าเป็นจุดสำคัญอีกจุดเช่นกัน และจัดการเงินทุนของเขาในรูปแบบพีรามิดเพื่อป้องกันการเคลื่อนแบบ false break โดยเขามีกฎการซื้อขายที่เรียบง่ายสามารถสรุปได้ดังนี้

  • เทรดตามแนวโน้ม ซื้อในตลาดกระทิง และขายในตลาดหมี
  • ไม่เทรดจนกว่าจะมีโอกาสที่ชัดเจน
  • เทรดโดยใช้จุดสำคัญ เช่น pivot point
  • รอให้ตลาดเลือกทิศทางก่อนเข้า และอดทนถือสถานะจนได้เงินก้อนใหญ่
  • Let’s profit run และ Stop loss ให้ไว
  • รู้จุด TP และ SL ก่อนเข้าออร์เดอร์
  • เมื่อมีสัญญาณว่าแนวโน้มกำลังจะหมดไปให้ปิดสถานะที่ถืออยู่
  • เทรดในหุ้นชั้นนำในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม โดยทำการซื้อหุ้นที่แข็งแกร่งที่สุดในตลาดกระทิง และขายหุ้นที่อ่อนแอที่สุดในตลาดหมี
  • ห้ามถัวเฉลี่ยขาดทุน
  • ห้ามโดนบังคับเติมเงิน (Margin Call) แต่ให้ปิดสถานะที่ถืออยู่ออกไปแทน
  • อย่าติดตามหุ้นจำนวนมากเกินไป

ถึงแม้ Jesse Livermore จะเป็นเทรดเดอร์ระดับตำนาน แต่เขาต้องหมดตัวกับการเทรดหลายต่อหลายครั้ง และเขาได้ยอมรับว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้เขาต้องหมดตัวมีอยู่ 2 ข้อ คือ

  1. ในบางครั้งเขาไม่ได้กำหนดกฎการซื้อขายไว้อย่างสมบูรณ์
  2. ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎที่เขียนไว้

โดยสรุป สไตล์การเทรดของ Jesse Livermore เรียบง่าย เขารอให้ราคาผ่านจุดสำคัญก่อนทำการซื้อขาย และเขาซื้อขายตามทิศทางของราคาตลาดในภาพรวม ถ้าเขาถูกทางเขาจะปล่อยให้กำไรโตขึ้นจนเป็นกำไรก่อนใหญ่และจะปิดกำไรก็ต่อเมื่อมีเหตุผลที่ดีในการออกจากการเทรด การขาดทุนควรจะมีขนาดเล็ก และหลีกเลี่ยงการซื้อขายที่มีโอกาสไม่ชัดเจน เมื่อมีโอกาสให้เลือกเทรดในสินค้าที่มีแนวโน้มการเคลื่อนไหวที่แข็งแกร่งที่สุด การทำกำไรจากตลาดในบางครั้งอาจจะไม่ต้องใช้วิธีการที่ซับซ้อนอะไรมาก วิธีการที่เรียบง่ายหลายวิธีก็สามารถทำกำไรจากตลาดได้


บทสรุป

การเรียนรู้จากประสบการณ์คนที่ประสบความสำเร็จจะช่วยให้เราพัฒนาตนเองและเข้าถึงความสำเร็จที่เราต้องการได้เร็วขึ้น ในวงการเทรดเดอร์ก็เช่นเดียวกัน ถ้าเราอยากเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จเราก็ควรดำเนินการตามแนวทางของเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งในบทความนี้ได้ทำการยกตัวอย่างไว้ทั้งหมด 3 คน ได้แก่ Richard Denis, Paul Tudor Jones และ Jesse Livermore

ถึงแม้ว่าทั้ง 3 คนจะมีแนวทางการเทรดที่แตกต่างกัน แต่เราจะสังเกตได้ว่ามีหลายอย่างที่สอดคล้องกัน ซึ่งหลายอย่างอาจจะช่วยเป็นแนวทางให้ท่านต่อยอดในการพัฒนาการเทรดได้


แหล่งข้อมูลสำหรับอ่านเพิ่มเติม

  1. ตลาดการเงิน
  2. Richard Denis
  3. Paul Tudor Jones
  4. Jesse Livermore

วีดีโอประกอบ

ช่อง Wisdomknowledge สอนลงทุนแบบเม่าเม่า

น้ำมัน บทความยอดนิยม ประวัติเทรดเดอร์ พื้นฐาน technical analysis เทรดเดอร์มือใหม่ ์Indicator

*บทความนี้ไม่มีและไม่ควรถูกตีความว่า มีการให้คำปรึกษาด้านการลงทุน ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการลงทุน หรือคำเสนอสำหรับการทำธุรกรรมใดๆ ในเครื่องมือทางการเงินต่างๆ โปรดทราบว่าการวิเคราะห์การซื้อขายดังกล่าวไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ที่เชื่อถือได้สำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปัจจุบันหรืออนาคต เนื่องจากสภาวการณ์อาจมีเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน

Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on email
Email

ข่าวสารเพิ่มเติม​

ปฎิทินเศรษฐกิจวันที่ 12-16/07/2021

Tuesday (13/07/2021)
อเมริกา (USD)
19:30 ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) (ปีต่อปี) ตลาดคาดว่าจะ ‘เพิ่มขึ้น’ เป็น 4.0% (จากครั้งก่อน 3.8% )
19:30 ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) (เดือนต่อเดือน) ตลาดคาดว่าจะ ‘ลดลง’ เป็น 0.4% (จากครั้งก่อน 0.7% )

อ่านเพิ่มเติม

น้ำมันยังคงทรงตัว โดยวันนี้WTIปรับขึ้น 0.14% ขณะที่BRENT ปรับตัวลง -0.04%

น้ำมันยังคงทรงตัวหลังจากที่ขึ้นมาทำจุดสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์ ในสัปดาห์นี้ราคาน้ำมันมีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อ่านเพิ่มเติม