บทนำและขอบเขตของนโยบาย
1.1 บทนำ
นโยบายความเป็นส่วนตัวฉบับนี้ ("นโยบาย") จัดทำขึ้นโดย GOFX LIMITED ("บริษัท", "GOFX", "เรา") เพื่ออธิบายหลักการ วิธีการ และมาตรฐานที่บริษัทใช้ในการเก็บรวบรวม ใช้ บันทึก จัดเก็บ เปิดเผย โอน ลบ หรือประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า ผู้สมัครเปิดบัญชี ผู้ใช้งานเว็บไซต์ ผู้ใช้งานแพลตฟอร์มซื้อขาย ผู้ติดต่อบริษัท ตลอดจนบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับการใช้บริการของบริษัท (รวมเรียกว่า "ลูกค้า" หรือ "ท่าน")
บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความเป็นส่วนตัวของลูกค้า และมุ่งมั่นดำเนินการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลด้วยความโปร่งใส สุจริต และเหมาะสม ภายใต้หลักการที่ข้อมูลจะถูกใช้เท่าที่จำเป็นต่อการให้บริการ การปฏิบัติตามกฎหมาย การบริหารความเสี่ยง และการดำเนินธุรกิจของบริษัท
นโยบายฉบับนี้อธิบายถึงประเภทของข้อมูลที่บริษัทอาจเก็บรวบรวม วิธีการที่บริษัทได้รับข้อมูล วัตถุประสงค์ของการประมวลผล การเปิดเผยข้อมูลแก่บุคคลภายนอก การโอนข้อมูลระหว่างประเทศ ระยะเวลาการเก็บรักษาข้อมูล สิทธิของเจ้าของข้อมูล รวมถึงมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัยที่บริษัทนำมาใช้เพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
บริษัทอาจประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามความจำเป็นเพื่อให้บริการซื้อขายตราสารทางการเงิน การเปิดและบริหารบัญชีลูกค้า การยืนยันตัวตน การปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดด้านการป้องกันการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (AML/CTF) การป้องกันการฉ้อโกง การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบ ตลอดจนวัตถุประสงค์อื่นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัท
นโยบายฉบับนี้มีลักษณะเป็นเอกสารชี้แจงแนวปฏิบัติของบริษัทเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล และไม่เป็นการแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือขยายสิทธิและหน้าที่ของลูกค้าหรือบริษัทที่กำหนดไว้ใน Client Agreement เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอย่างชัดแจ้ง
1.2 วัตถุประสงค์ของนโยบาย
นโยบายฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้
- เพื่ออธิบายหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติของบริษัทในการเก็บรวบรวม ใช้ เปิดเผย และประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
- เพื่อแจ้งให้ลูกค้าทราบถึงประเภทของข้อมูลที่บริษัทอาจเก็บรวบรวม รวมถึงแหล่งที่มาของข้อมูลดังกล่าว
- เพื่ออธิบายวัตถุประสงค์ในการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลและฐานทางกฎหมายที่บริษัทอาศัยในการประมวลผลข้อมูล
- เพื่ออธิบายกรณีที่บริษัทอาจเปิดเผยข้อมูลแก่บริษัทในเครือ ผู้ให้บริการ คู่ค้าทางธุรกิจ หน่วยงานกำกับดูแล หน่วยงานของรัฐ หรือบุคคลที่สามอื่นตามที่กฎหมายกำหนด
- เพื่ออธิบายมาตรการที่บริษัทใช้ในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล
- เพื่อแจ้งสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมายที่ใช้บังคับ
- เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเก็บรักษา การลบ และการทำลายข้อมูลเมื่อพ้นระยะเวลาที่จำเป็น
- เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทให้สอดคล้องกับกฎหมาย ระเบียบ และมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
1.3 ความสัมพันธ์กับ Client Agreement และเอกสารที่เกี่ยวข้อง
นโยบายความเป็นส่วนตัวฉบับนี้เป็นเอกสารประกอบและถือเป็นส่วนหนึ่งของ Client Agreement ของ GOFX LIMITED และต้องอ่านและตีความร่วมกับเอกสาร นโยบาย และข้อกำหนดอื่นของบริษัท ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง
- Client Agreement
- Order Execution Policy
- Risk Disclosure Statement
- AML / KYC Policy
- Cookie Policy
- Trading Conditions
- Product Specifications
- ประกาศ ข้อกำหนด หรือแนวปฏิบัติอื่นที่บริษัทเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ แพลตฟอร์มซื้อขาย หรือ Client Area
เอกสารดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของกรอบการให้บริการของบริษัท และอาจมีการอ้างอิงถึงนโยบายฉบับนี้ตามความจำเป็น
ในกรณีที่ข้อความของนโยบายฉบับนี้ขัดหรือแย้งกับ Client Agreement ให้ Client Agreement มีผลใช้บังคับเป็นหลัก เว้นแต่กฎหมายที่ใช้บังคับกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
1.4 ขอบเขตการบังคับใช้
นโยบายฉบับนี้ใช้บังคับกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ
- ผู้สมัครเปิดบัญชี
- ลูกค้าปัจจุบัน
- อดีตลูกค้า
- ผู้มีอำนาจลงนามแทนนิติบุคคล
- ผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Owner)
- ผู้รับมอบอำนาจ
- ผู้แนะนำลูกค้า (Introducing Broker) ในส่วนที่เกี่ยวข้อง
- ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์
- ผู้ใช้งาน Client Area
- ผู้ใช้งานแพลตฟอร์มซื้อขาย
- บุคคลที่ติดต่อบริษัทผ่านอีเมล โทรศัพท์ แบบฟอร์มออนไลน์ หรือช่องทางอื่นที่บริษัทกำหนด
นโยบายฉบับนี้ครอบคลุมข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทได้รับไม่ว่าจากลูกค้าโดยตรง จากบุคคลที่สาม จากผู้ให้บริการภายนอก หรือจากการใช้บริการของบริษัท รวมถึงข้อมูลที่ได้จากระบบอัตโนมัติ เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน แพลตฟอร์มซื้อขาย และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการของบริษัท
1.5 การยอมรับนโยบาย
ลูกค้ารับทราบและตกลงว่า การดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้ ถือเป็นการรับทราบและยอมรับนโยบายความเป็นส่วนตัวฉบับนี้
- การสมัครเปิดบัญชี
- การส่งข้อมูลหรือเอกสารแก่บริษัท
- การเข้าสู่ระบบ Client Area
- การใช้เว็บไซต์ของบริษัท
- การใช้แพลตฟอร์มซื้อขาย
- การฝากหรือถอนเงิน
- การใช้บริการหรือผลิตภัณฑ์ใด ๆ ของ GOFX LIMITED
การยอมรับนโยบายฉบับนี้ไม่ถือเป็นการสละสิทธิของลูกค้าตามกฎหมายที่ใช้บังคับ และไม่จำกัดสิทธิของบริษัทในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามฐานทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
คำจำกัดความและการตีความ
(Definitions and Interpretation)
2.1 บทนำ
เว้นแต่บริบทจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น คำและวลีที่ใช้ในนโยบายความเป็นส่วนตัวฉบับนี้ ให้มีความหมายตามที่กำหนดไว้ใน Client Agreement ของ GOFX LIMITED และให้ใช้ความหมายดังกล่าวตลอดทั้งนโยบายฉบับนี้ เว้นแต่จะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นโดยชัดแจ้ง
คำจำกัดความในนโยบายฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ
- กำหนดความหมายของคำที่ใช้เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลให้มีความชัดเจน
- ลดความคลุมเครือในการตีความ
- กำหนดขอบเขตสิทธิและหน้าที่ของบริษัทและลูกค้าเกี่ยวกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
- ใช้เป็นหลักในการตีความและบังคับใช้นโยบายฉบับนี้
คำที่กำหนดไว้ในรูปเอกพจน์ให้รวมถึงพหูพจน์ และคำในรูปพหูพจน์ให้รวมถึงเอกพจน์ตามความเหมาะสม เว้นแต่บริบทจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
2.2 คำจำกัดความ
"บริษัท" หมายถึง GOFX LIMITED รวมถึงกรรมการ พนักงาน ผู้รับมอบอำนาจ บริษัทในเครือ ผู้ให้บริการ หรือบุคคลที่บริษัทแต่งตั้งให้ดำเนินการแทนบริษัทในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการหรือการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
"ลูกค้า" หมายถึง บุคคลธรรมดา นิติบุคคล ผู้สมัครเปิดบัญชี ผู้ถือบัญชี ผู้ใช้งานเว็บไซต์ ผู้ใช้งานแพลตฟอร์มซื้อขาย ผู้รับมอบอำนาจ ผู้มีอำนาจลงนาม ตัวแทน ผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Owner) หรือบุคคลอื่นใดที่มีความสัมพันธ์กับบริษัทในการใช้บริการหรือการติดต่อกับบริษัท
"ข้อมูลส่วนบุคคล" (Personal Data) หมายถึง ข้อมูลใด ๆ ที่สามารถใช้ระบุตัวบุคคลได้โดยตรงหรือโดยอ้อม ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบเอกสาร ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ รูปภาพ เสียง วิดีโอ หรือข้อมูลดิจิทัลอื่นใด รวมถึงข้อมูลที่เมื่อรวมกับข้อมูลอื่นแล้วสามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้
"ข้อมูลอ่อนไหว" (Sensitive Personal Data) หมายถึง ข้อมูลส่วนบุคคลที่กฎหมายกำหนดให้ได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษ ซึ่งอาจรวมถึงข้อมูลชีวมิติ ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ เชื้อชาติ ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง หรือข้อมูลประเภทอื่นตามกฎหมายที่ใช้บังคับ
บริษัทจะประมวลผลข้อมูลดังกล่าวเฉพาะในกรณีที่มีความจำเป็นและมีฐานทางกฎหมายรองรับ
"การประมวลผล" (Processing) หมายถึง การดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ว่าจะโดยวิธีการอัตโนมัติหรือไม่อัตโนมัติ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง
- การเก็บรวบรวม
- การบันทึก
- การจัดระเบียบ
- การจัดเก็บ
- การแก้ไข
- การใช้
- การวิเคราะห์
- การเปิดเผย
- การส่งต่อ
- การโอน
- การรวม
- การจำกัดการใช้
- การลบ
- การทำลาย
"การเก็บรวบรวม" หมายถึง การได้รับข้อมูลส่วนบุคคลจากลูกค้า บุคคลที่สาม หรือแหล่งข้อมูลอื่น ไม่ว่าจะได้รับโดยตรงหรือโดยอ้อม รวมถึงการได้รับข้อมูลผ่านเว็บไซต์ แพลตฟอร์ม แอปพลิเคชัน แบบฟอร์ม เอกสาร อีเมล โทรศัพท์ หรือช่องทางอิเล็กทรอนิกส์อื่น
"บุคคลที่สาม" (Third Party) หมายถึง บุคคลหรือนิติบุคคลที่มิใช่ลูกค้าและมิใช่บริษัท ซึ่งอาจได้รับ เปิดเผย หรือประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลตามที่กฎหมายหรือสัญญาอนุญาต รวมถึงผู้ให้บริการ หน่วยงานกำกับดูแล สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการเทคโนโลยี ผู้ให้บริการตรวจสอบตัวตน และผู้ให้บริการระบบต่าง ๆ
"ผู้ให้บริการ" (Service Provider) หมายถึง บุคคลหรือนิติบุคคลที่บริษัทแต่งตั้งให้ดำเนินงานแทนหรือให้บริการแก่บริษัท ซึ่งอาจรวมถึงผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยี ผู้ให้บริการคลาวด์ ผู้ให้บริการจัดเก็บข้อมูล ผู้ให้บริการด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ผู้ให้บริการ KYC ผู้ให้บริการตรวจสอบเอกสาร ผู้ให้บริการชำระเงิน ผู้สอบบัญชี ที่ปรึกษากฎหมาย และผู้ให้บริการอื่นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัท
"เว็บไซต์" หมายถึง เว็บไซต์ของ GOFX รวมถึงเว็บไซต์ โดเมน หรือบริการออนไลน์อื่นที่บริษัทเป็นเจ้าของหรือควบคุม รวมถึงเว็บไซต์ที่ใช้สำหรับการให้บริการลูกค้าและการเปิดบัญชี
"Client Area" หมายถึง ระบบสมาชิก พื้นที่ลูกค้า หรือระบบออนไลน์ที่บริษัทจัดให้ลูกค้าใช้ในการเปิดบัญชี จัดการบัญชี ฝากถอนเงิน ส่งเอกสาร ติดต่อบริษัท หรือใช้บริการอื่นของบริษัท
"แพลตฟอร์มซื้อขาย" หมายถึง ซอฟต์แวร์ แอปพลิเคชัน หรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่บริษัทจัดให้ลูกค้าใช้ในการซื้อขายตราสารทางการเงิน รวมถึง MetaTrader, WebTrader, Mobile Application หรือระบบอื่นที่บริษัทสนับสนุน
"คุกกี้" (Cookies) หมายถึง ไฟล์ข้อมูลขนาดเล็กหรือเทคโนโลยีที่มีลักษณะคล้ายกัน ซึ่งถูกจัดเก็บไว้ในอุปกรณ์ของผู้ใช้งานเพื่อจดจำการตั้งค่า วิเคราะห์การใช้งาน ปรับปรุงประสิทธิภาพของเว็บไซต์ และสนับสนุนการให้บริการของบริษัท
"AML / CTF" หมายถึง มาตรการและข้อกำหนดเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย การคว่ำบาตรระหว่างประเทศ และมาตรการอื่นที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายหรือข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล
"KYC" หมายถึง กระบวนการตรวจสอบและยืนยันตัวตนของลูกค้า รวมถึงการตรวจสอบข้อมูล เอกสาร แหล่งที่มาของเงิน ผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง และข้อมูลอื่นที่บริษัทเห็นว่าจำเป็นเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
"กฎหมายที่ใช้บังคับ" หมายถึง กฎหมาย ระเบียบ ประกาศ คำสั่ง มาตรฐาน แนวปฏิบัติ หรือข้อกำหนดของหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานกำกับดูแล หรือองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทหรือการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
2.3 หลักเกณฑ์การตีความ
เว้นแต่บริบทจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
- การอ้างอิงถึงกฎหมายหรือข้อบังคับใด ให้หมายรวมถึงกฎหมายหรือข้อบังคับที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม ทดแทน หรือประกาศใช้ใหม่ในอนาคต
- หัวข้อของแต่ละหมวดมีไว้เพื่อความสะดวกในการอ้างอิงเท่านั้น และไม่มีผลต่อการตีความนโยบายฉบับนี้
- การใช้คำว่า "รวมถึง" "เช่น" หรือข้อความในลักษณะเดียวกัน มิให้ถือว่าเป็นการจำกัดความหมายเฉพาะรายการที่ยกตัวอย่างไว้
- หากข้อความใดของนโยบายฉบับนี้ขัดหรือแย้งกับกฎหมายที่ใช้บังคับ ให้ตีความและบังคับใช้เฉพาะเท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมายดังกล่าว
- หากบทบัญญัติใดของนโยบายฉบับนี้เป็นโมฆะ ใช้บังคับไม่ได้ หรือไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย บทบัญญัติอื่นยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่กฎหมายอนุญาต
2.4 ความสัมพันธ์กับคำจำกัดความใน Client Agreement
คำที่มิได้กำหนดความหมายไว้ในนโยบายฉบับนี้ ให้มีความหมายตามที่กำหนดไว้ใน Client Agreement ของ GOFX LIMITED เว้นแต่บริบทของนโยบายฉบับนี้จะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
ในกรณีที่มีความแตกต่างระหว่างคำจำกัดความในนโยบายฉบับนี้กับ Client Agreement ให้ใช้คำจำกัดความในนโยบายฉบับนี้เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล และใช้คำจำกัดความใน Client Agreement สำหรับประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้องกับการใช้บริการของบริษัท
ข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทเก็บรวบรวม
(Personal Data Collected by the Company)
3.1 หลักการทั่วไป
บริษัทอาจเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าเท่าที่จำเป็นและเกี่ยวข้องกับการให้บริการ การดำเนินธุรกิจ การปฏิบัติตามกฎหมาย และวัตถุประสงค์อื่นที่ระบุไว้ในนโยบายฉบับนี้
การเก็บรวบรวมข้อมูลอาจเกิดขึ้นก่อน ระหว่าง หรือภายหลังการเปิดบัญชี ตลอดระยะเวลาที่ลูกค้าใช้บริการของบริษัท รวมถึงภายหลังจากการสิ้นสุดความสัมพันธ์ทางธุรกิจในกรณีที่บริษัทมีหน้าที่ตามกฎหมายหรือมีเหตุอันสมควรในการเก็บรักษาข้อมูลต่อไป
บริษัทจะเก็บรวบรวมเฉพาะข้อมูลที่มีความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ในการดำเนินธุรกิจ และจะไม่เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกินกว่าที่จำเป็น เว้นแต่กฎหมายกำหนดหรือได้รับความยินยอมจากลูกค้าในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ต้องขอความยินยอม
3.2 ข้อมูลระบุตัวตน
(Identity Information)
บริษัทอาจเก็บรวบรวมข้อมูลที่ใช้ในการระบุตัวตนของลูกค้า ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง
- คำนำหน้าชื่อ
- ชื่อ
- ชื่อกลาง (หากมี)
- นามสกุล
- ชื่อเดิม (หากมี)
- วัน เดือน ปีเกิด
- อายุ
- เพศ (หากเกี่ยวข้อง)
- สัญชาติ
- ประเทศที่พำนัก
- ประเทศที่มีภาระภาษี
- หมายเลขหนังสือเดินทาง
- หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน
- หมายเลขบัตรประจำตัวที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐ
- หมายเลขใบอนุญาตพำนัก
- เลขทะเบียนบริษัท (กรณีนิติบุคคล)
- เลขทะเบียนภาษี (หากเกี่ยวข้อง)
บริษัทอาจขอเอกสารประกอบ เช่น
- หนังสือเดินทาง
- บัตรประชาชน
- ใบขับขี่
- ใบอนุญาตพำนัก
- หนังสือรับรองบริษัท
- หนังสือบริคณห์สนธิ
- หนังสือมอบอำนาจ
- เอกสารยืนยันผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Owner)
3.3 ข้อมูลการติดต่อ
(Contact Information)
บริษัทอาจเก็บรวบรวมข้อมูลการติดต่อ เช่น
- ที่อยู่ปัจจุบัน
- ที่อยู่ตามทะเบียน
- ที่อยู่สำหรับติดต่อ
- ประเทศ
- จังหวัด
- เมือง
- รหัสไปรษณีย์
- หมายเลขโทรศัพท์
- หมายเลขโทรศัพท์มือถือ
- อีเมล
- บัญชีผู้ใช้ในระบบของบริษัท
- ช่องทางติดต่ออื่นที่ลูกค้าแจ้งแก่บริษัท
ลูกค้ามีหน้าที่แจ้งให้บริษัททราบโดยไม่ชักช้าหากข้อมูลดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลง
3.4 ข้อมูลด้านการเงิน
(Financial Information)
เพื่อให้สามารถให้บริการได้ บริษัทอาจเก็บรวบรวมข้อมูลด้านการเงินของลูกค้า เช่น
- รายได้
- แหล่งที่มาของรายได้
- แหล่งที่มาของทรัพย์สิน
- แหล่งที่มาของเงินลงทุน
- มูลค่าทรัพย์สินโดยประมาณ
- ประสบการณ์การลงทุน
- วัตถุประสงค์ในการลงทุน
- ความสามารถในการรับความเสี่ยง
- สถานะการจ้างงาน
- อาชีพ
- ชื่อนายจ้าง
- ธุรกิจที่ประกอบ
ข้อมูลดังกล่าวอาจถูกใช้เพื่อ
- การประเมินความเหมาะสมในการให้บริการ
- การตรวจสอบ AML/KYC
- การบริหารความเสี่ยง
- การปฏิบัติตามกฎหมาย
3.5 ข้อมูลบัญชีธนาคารและการชำระเงิน
(Payment Information)
บริษัทอาจเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการชำระเงิน ได้แก่
- ชื่อบัญชีธนาคาร
- หมายเลขบัญชี
- ธนาคาร
- ประเทศของธนาคาร
- Swift Code
- IBAN (ถ้ามี)
- รายละเอียดกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์
- ข้อมูลกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใช้ในการฝากหรือถอน
- ประวัติการฝากเงิน
- ประวัติการถอนเงิน
- รายละเอียดธุรกรรม
- ช่องทางการชำระเงิน
ทั้งนี้ บริษัทจะไม่จัดเก็บข้อมูลบัตรเครดิตหรือข้อมูลการชำระเงินเกินกว่าที่จำเป็น หากการประมวลผลดังกล่าวดำเนินการโดยผู้ให้บริการชำระเงินภายนอก
3.6 ข้อมูลการซื้อขาย
(Trading Information)
บริษัทอาจเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อขายของลูกค้า เช่น
- หมายเลขบัญชีซื้อขาย
- ประเภทบัญชี
- ประเภทแพลตฟอร์ม
- ประเภทคำสั่ง
- เวลาที่ส่งคำสั่ง
- เวลาดำเนินการคำสั่ง
- ราคา
- ปริมาณการซื้อขาย
- Margin
- Equity
- Balance
- Free Margin
- Leverage
- Commission
- Swap
- กำไรหรือขาดทุน
- ประวัติคำสั่งซื้อขาย
- ประวัติการเข้าสู่ระบบแพลตฟอร์ม
ข้อมูลดังกล่าวอาจใช้เพื่อการดำเนินคำสั่ง การบริหารความเสี่ยง การป้องกันการฉ้อโกง การตรวจสอบธุรกรรม และการปฏิบัติตาม Order Execution Policy
3.7 ข้อมูลทางเทคนิค
(Technical Information)
เมื่อท่านใช้เว็บไซต์หรือแพลตฟอร์ม บริษัทอาจเก็บข้อมูลทางเทคนิค เช่น
- IP Address
- MAC Address (เมื่อเกี่ยวข้อง)
- Device ID
- Browser Type
- Operating System
- Language Settings
- Device Model
- Session ID
- Cookies
- Log Files
- Crash Reports
- Time Zone
- Referrer URL
- Network Information
ข้อมูลดังกล่าวใช้เพื่อ
- รักษาความปลอดภัยของระบบ
- ตรวจจับการใช้งานผิดปกติ
- ปรับปรุงประสิทธิภาพของเว็บไซต์
- วิเคราะห์การใช้งาน
- ป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต
3.8 ข้อมูลตำแหน่งที่ตั้ง
(Location Information)
บริษัทอาจเก็บข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งของลูกค้าจาก
- IP Address
- GPS (หากลูกค้าอนุญาต)
- ข้อมูลเครือข่าย
- ประเทศที่เชื่อมต่อ
- Time Zone
ข้อมูลดังกล่าวอาจใช้เพื่อ
- ตรวจสอบข้อจำกัดด้านเขตอำนาจศาล
- ป้องกันการฉ้อโกง
- ปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตร
- ป้องกันการเข้าถึงจากประเทศที่บริษัทไม่ให้บริการ
3.9 ข้อมูลจากการสื่อสาร
(Communication Information)
บริษัทอาจเก็บรวบรวมข้อมูลจากการติดต่อระหว่างลูกค้ากับบริษัท เช่น
- อีเมล
- Live Chat
- Ticket Support
- โทรศัพท์
- การประชุมออนไลน์
- แบบฟอร์มติดต่อ
- การร้องเรียน
- การสอบถามข้อมูล
- การสนทนาผ่านช่องทางที่บริษัทกำหนด
บริษัทอาจบันทึกการสนทนาทางโทรศัพท์ การประชุมออนไลน์ หรือการสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้เป็นหลักฐาน การควบคุมคุณภาพ การฝึกอบรม การระงับข้อพิพาท การตรวจสอบภายใน และการปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งนี้เป็นไปตามกฎหมายที่ใช้บังคับและนโยบายของบริษัท
3.10 ข้อมูลที่ได้รับจากบุคคลที่สาม
บริษัทอาจได้รับข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าจากบุคคลที่สามที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการหรือการปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น
- ผู้ให้บริการตรวจสอบตัวตน (KYC Providers)
- ผู้ให้บริการคัดกรองรายชื่อคว่ำบาตร
- ผู้ให้บริการตรวจสอบการป้องกันการฟอกเงิน
- สถาบันการเงิน
- ผู้ให้บริการชำระเงิน
- ผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยี
- หน่วยงานกำกับดูแล
- หน่วยงานของรัฐ
- บริษัทในเครือ
- Introducing Broker หรือพันธมิตรทางธุรกิจ (ในส่วนที่เกี่ยวข้อง)
บริษัทจะใช้ข้อมูลดังกล่าวเฉพาะเท่าที่จำเป็น และภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายอนุญาต
3.11 ข้อมูลที่บริษัทไม่ประสงค์จะเก็บรวบรวม
บริษัทไม่มีนโยบายขอให้ลูกค้าเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่จำเป็นต่อการให้บริการ และขอความร่วมมือไม่ให้ลูกค้าส่งข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเปิดบัญชีหรือการใช้บริการ เช่น ข้อมูลทางการแพทย์ ความคิดเห็นทางการเมือง หรือข้อมูลอ่อนไหวอื่น เว้นแต่กฎหมายกำหนดหรือมีความจำเป็นตามกระบวนการตรวจสอบที่เกี่ยวข้อง
วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล
(Methods of Collecting Personal Data)
4.1 หลักการทั่วไป
บริษัทอาจเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าจากหลายแหล่งและหลายช่องทาง ทั้งโดยตรงจากลูกค้า จากการใช้บริการของบริษัท จากบุคคลที่สาม หรือจากแหล่งข้อมูลที่กฎหมายอนุญาต ทั้งนี้ การเก็บรวบรวมข้อมูลจะดำเนินการเท่าที่จำเป็นสำหรับการให้บริการ การปฏิบัติตามกฎหมาย การบริหารความเสี่ยง การรักษาความปลอดภัยของระบบ และวัตถุประสงค์อื่นที่กำหนดไว้ในนโยบายฉบับนี้
บริษัทจะดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการที่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นธรรม และโปร่งใส โดยหลีกเลี่ยงการเก็บรวบรวมข้อมูลเกินกว่าที่จำเป็นต่อวัตถุประสงค์ของการประมวลผล
4.2 ข้อมูลที่ได้รับจากลูกค้าโดยตรง
(Information Provided Directly by the Customer)
บริษัทอาจได้รับข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรงจากลูกค้าเมื่อมีการดำเนินการ เช่น
- สมัครเปิดบัญชีซื้อขาย
- กรอกแบบฟอร์มบนเว็บไซต์
- ลงทะเบียนผ่าน Client Area
- ส่งเอกสารยืนยันตัวตน
- ส่งเอกสารยืนยันที่อยู่
- ส่งข้อมูลทางการเงิน
- กรอกแบบประเมินความเหมาะสม (หากมี)
- ฝากหรือถอนเงิน
- ติดต่อฝ่ายบริการลูกค้า
- ส่งคำร้องเรียน
- ส่งคำขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูล
- เข้าร่วมกิจกรรม สัมมนา หรือกิจกรรมทางการตลาดของบริษัท
ลูกค้ารับรองว่าข้อมูลที่ส่งให้บริษัทเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน และจะแจ้งให้บริษัททราบโดยไม่ชักช้าหากข้อมูลดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลง
4.3 ข้อมูลที่ได้จากการใช้เว็บไซต์
(Information Collected Through the Website)
เมื่อท่านเข้าใช้งานเว็บไซต์ของบริษัท ระบบอาจเก็บรวบรวมข้อมูลบางประเภทโดยอัตโนมัติ เช่น
- IP Address
- Browser Type
- Operating System
- ภาษา
- วันที่และเวลาที่เข้าใช้งาน
- หน้าเว็บที่เข้าชม
- ระยะเวลาการใช้งาน
- Referrer URL
- Clickstream Data
- Device Information
- Session Information
ข้อมูลดังกล่าวใช้เพื่อ
- ให้เว็บไซต์ทำงานอย่างถูกต้อง
- เพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์
- วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งาน
- ป้องกันการใช้งานที่ผิดปกติ
- ป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์
- ปรับปรุงประสบการณ์ของผู้ใช้งาน
4.4 ข้อมูลที่ได้จากแพลตฟอร์มซื้อขาย
(Information Collected Through the Trading Platform)
เมื่อท่านใช้แพลตฟอร์มซื้อขายของบริษัท ระบบอาจสร้างและจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งาน เช่น
- เวลาเข้าสู่ระบบ
- เวลาออกจากระบบ
- IP Address
- Device ID
- Server Connection
- Trading Logs
- Order Logs
- Execution Logs
- Error Logs
- ประวัติการส่งคำสั่ง
- ประวัติการแก้ไขคำสั่ง
- ประวัติการยกเลิกคำสั่ง
- ประวัติการปิดสถานะ
- ประวัติการใช้ Expert Advisor
- ประวัติการเชื่อมต่อ API (หากรองรับ)
ข้อมูลดังกล่าวใช้เพื่อ
- ดำเนินการคำสั่งซื้อขาย
- ตรวจสอบข้อพิพาท
- วิเคราะห์ปัญหาทางเทคนิค
- ตรวจจับการใช้งานที่ผิดปกติ
- ปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบ
4.5 ข้อมูลจากการติดต่อสื่อสาร
(Communications)
บริษัทอาจเก็บรวบรวมข้อมูลจากการติดต่อระหว่างลูกค้ากับบริษัทผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น
- อีเมล
- โทรศัพท์
- Live Chat
- Ticket Support
- Social Media ที่บริษัทกำหนด
- Video Conference
- แบบฟอร์มออนไลน์
- จดหมาย
- การพบปะกับพนักงานของบริษัท
เพื่อประโยชน์ในการรักษาคุณภาพการให้บริการ การปฏิบัติตามกฎหมาย การตรวจสอบภายใน การป้องกันการฉ้อโกง และการระงับข้อพิพาท บริษัทอาจบันทึกการสนทนา การประชุม หรือการสื่อสารดังกล่าวตามขอบเขตที่กฎหมายอนุญาต
4.6 ข้อมูลที่ได้รับจากบุคคลที่สาม
(Information Received from Third Parties)
บริษัทอาจได้รับข้อมูลส่วนบุคคลจากบุคคลที่สามที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการหรือการปฏิบัติตามกฎหมาย เช่น
- ผู้ให้บริการตรวจสอบตัวตน (KYC Providers)
- ผู้ให้บริการตรวจสอบเอกสาร
- ผู้ให้บริการคัดกรองรายชื่อคว่ำบาตร (Sanctions Screening Providers)
- ผู้ให้บริการตรวจสอบ AML
- ผู้ให้บริการด้านการป้องกันการฉ้อโกง
- ผู้ให้บริการชำระเงิน
- ธนาคาร
- สถาบันการเงิน
- บริษัทในเครือ
- Introducing Broker หรือ Business Partner
- หน่วยงานกำกับดูแล
- หน่วยงานของรัฐ
- ผู้ให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ
บริษัทจะใช้ข้อมูลดังกล่าวเฉพาะในขอบเขตที่จำเป็นต่อการให้บริการหรือการปฏิบัติตามกฎหมาย
4.7 ข้อมูลที่เก็บรวบรวมโดยอัตโนมัติ
(Automatically Collected Information)
บริษัทอาจใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติในการเก็บรวบรวมข้อมูล เช่น
- Cookies
- Web Beacons
- Pixels
- SDKs
- Device Fingerprinting
- Local Storage
- Session Cookies
- Analytics Tools
ข้อมูลดังกล่าวอาจใช้เพื่อ
- จดจำการเข้าสู่ระบบ
- จดจำการตั้งค่าของผู้ใช้งาน
- วิเคราะห์สถิติการใช้งานเว็บไซต์
- ตรวจจับพฤติกรรมที่ผิดปกติ
- ปรับปรุงประสิทธิภาพของเว็บไซต์
- สนับสนุนการรักษาความปลอดภัยของระบบ
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุกกี้และเทคโนโลยีติดตามอยู่ใน Cookie Policy ของบริษัท
4.8 การตรวจสอบตัวตนและการยืนยันข้อมูล
(Verification of Information)
บริษัทอาจตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ลูกค้าให้ไว้ โดยเปรียบเทียบกับ
- เอกสารที่ลูกค้าส่ง
- ฐานข้อมูลสาธารณะ
- ฐานข้อมูลของผู้ให้บริการ KYC
- ฐานข้อมูลของผู้ให้บริการ AML
- ฐานข้อมูลคว่ำบาตร
- ฐานข้อมูลบุคคลที่มีความเสี่ยงทางการเมือง (PEP)
- แหล่งข้อมูลอื่นที่เชื่อถือได้และกฎหมายอนุญาตให้ใช้
บริษัทอาจขอเอกสารเพิ่มเติม หากเห็นว่าข้อมูลที่มีอยู่ไม่เพียงพอ ไม่ชัดเจน หรือจำเป็นต่อการปฏิบัติตามกฎหมาย
4.9 การปรับปรุงข้อมูล
ลูกค้ามีหน้าที่แจ้งให้บริษัททราบโดยไม่ชักช้าหากมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนบุคคล เช่น
- ชื่อ
- ที่อยู่
- หมายเลขโทรศัพท์
- อีเมล
- หนังสือเดินทาง
- สถานะภาษี
- ประเทศที่พำนัก
- ผู้มีอำนาจลงนาม
- ผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง
- ข้อมูลทางการเงินที่มีสาระสำคัญ
บริษัทอาจร้องขอเอกสารเพื่อยืนยันการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก่อนดำเนินการปรับปรุงข้อมูลในระบบ
4.10 ความถูกต้องของข้อมูล
ลูกค้ารับรองว่าข้อมูล เอกสาร และรายละเอียดทั้งหมดที่ส่งให้บริษัทเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน เป็นปัจจุบัน และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด
หากบริษัทพบว่าข้อมูลที่ลูกค้าให้ไว้เป็นเท็จ ไม่ครบถ้วน หรืออาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านกฎหมาย การกำกับดูแล หรือการป้องกันการฟอกเงิน บริษัทอาจดำเนินการตามที่กำหนดไว้ใน Client Agreement รวมถึงการระงับการให้บริการ การขอข้อมูลเพิ่มเติม หรือการปฏิเสธการดำเนินธุรกรรมตามความเหมาะสม
วัตถุประสงค์และฐานในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
(Purposes and Legal Basis for Processing Personal Data)
5.1 หลักการทั่วไป
บริษัทจะประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าเฉพาะเท่าที่จำเป็นและเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ การให้บริการ การปฏิบัติตามกฎหมาย การบริหารความเสี่ยง การป้องกันการฉ้อโกง และวัตถุประสงค์อื่นที่กำหนดไว้ในนโยบายฉบับนี้
บริษัทจะไม่ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลในลักษณะที่ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้ เว้นแต่กฎหมายที่ใช้บังคับจะอนุญาต หรือมีเหตุอันชอบด้วยกฎหมายรองรับการประมวลผลดังกล่าว
5.2 การดำเนินการก่อนการทำสัญญาและการให้บริการ
บริษัทอาจประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อดำเนินการก่อนการทำสัญญา และเพื่อให้บริการแก่ลูกค้า เช่น
- การรับคำขอเปิดบัญชี
- การตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น
- การประเมินคุณสมบัติของผู้สมัคร
- การสร้างบัญชีลูกค้า
- การเปิดบัญชีซื้อขาย
- การสร้างบัญชีใน Client Area
- การกำหนดสิทธิ์การใช้งานระบบ
- การจัดเตรียมบริการต่าง ๆ ของบริษัท
การประมวลผลข้อมูลตามข้อนี้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการที่จำเป็นเพื่อเข้าทำหรือปฏิบัติตามสัญญาระหว่างลูกค้ากับบริษัท
5.3 การปฏิบัติตาม Client Agreement
บริษัทอาจใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อดำเนินการตาม Client Agreement และเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น
- การดำเนินคำสั่งซื้อขาย
- การจัดการบัญชีซื้อขาย
- การฝากและถอนเงิน
- การคำนวณค่าธรรมเนียม
- การชำระเงิน
- การตรวจสอบธุรกรรม
- การจัดการสถานะบัญชี
- การให้บริการผ่านแพลตฟอร์มซื้อขาย
- การดำเนินการตามคำขอของลูกค้า
ข้อมูลส่วนบุคคลจะถูกใช้เฉพาะเท่าที่จำเป็นต่อการให้บริการตามข้อตกลงระหว่างลูกค้ากับบริษัท
5.4 การยืนยันตัวตน (KYC)
บริษัทอาจประมวลผลข้อมูลเพื่อ
- ยืนยันตัวตนของลูกค้า
- ตรวจสอบเอกสาร
- ตรวจสอบอายุ
- ตรวจสอบที่อยู่
- ตรวจสอบสถานะทางกฎหมาย
- ตรวจสอบตัวแทนของนิติบุคคล
- ตรวจสอบผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Owner)
- ตรวจสอบผู้มีอำนาจลงนาม
บริษัทอาจขอเอกสารเพิ่มเติมในกรณีที่เห็นว่าข้อมูลเดิมไม่เพียงพอหรือมีเหตุอันควรสงสัยเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูล
5.5 การปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดด้าน AML / CTF
บริษัทอาจประมวลผลข้อมูลเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับ
- การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (AML)
- การป้องกันการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (CTF)
- การตรวจสอบรายชื่อคว่ำบาตร (Sanctions Screening)
- การตรวจสอบบุคคลที่มีความเสี่ยงทางการเมือง (PEPs)
- การรายงานธุรกรรมที่กฎหมายกำหนด
- การจัดเก็บข้อมูลตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
- การให้ความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลหรือหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจ
ในกรณีที่กฎหมายกำหนด บริษัทอาจระงับหรือปฏิเสธการให้บริการ รวมถึงระงับการดำเนินธุรกรรม จนกว่าการตรวจสอบจะแล้วเสร็จ
5.6 การบริหารความเสี่ยง
บริษัทอาจใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อ
- ประเมินความเสี่ยงของลูกค้า
- ตรวจสอบธุรกรรมที่ผิดปกติ
- ป้องกันการฉ้อโกง
- ป้องกันการใช้บัญชีโดยมิชอบ
- ป้องกันการฟอกเงิน
- ตรวจสอบความผิดปกติของระบบ
- วิเคราะห์ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี
- บริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ
- ปกป้องทรัพย์สินและระบบของบริษัท
5.7 การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบ
บริษัทอาจประมวลผลข้อมูลเพื่อ
- ป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์
- ป้องกันการเข้าถึงระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต
- ตรวจสอบเหตุการณ์ด้านความปลอดภัย
- ตรวจสอบ Log Files
- วิเคราะห์เหตุการณ์ผิดปกติ
- ตรวจสอบการเข้าสู่ระบบ
- ป้องกัน Malware และการโจมตีรูปแบบอื่น
- ฟื้นฟูระบบเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
5.8 การให้บริการลูกค้า
บริษัทอาจใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อ
- ตอบคำถามของลูกค้า
- ให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิค
- ดำเนินการตามคำร้องเรียน
- ติดตามปัญหาการใช้งาน
- แจ้งผลการดำเนินงาน
- แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับบัญชี
- แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรม
- แจ้งการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการให้บริการ
5.9 การสื่อสารกับลูกค้า
บริษัทอาจใช้ข้อมูลการติดต่อของลูกค้าเพื่อ
- ส่งอีเมลแจ้งเตือน
- แจ้งข่าวสารเกี่ยวกับบัญชี
- แจ้งเหตุการณ์สำคัญที่อาจมีผลต่อการใช้บริการ
- ส่งข้อมูลด้านความปลอดภัย
- แจ้งเตือนการเข้าสู่ระบบที่ผิดปกติ
- แจ้งเตือนการเปลี่ยนแปลงข้อมูลบัญชี
- ติดต่อเพื่อยืนยันตัวตน
- ติดต่อเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม
บริษัทจะพยายามจำกัดการสื่อสารให้เกี่ยวข้องกับการให้บริการหรือการปฏิบัติตามกฎหมาย เว้นแต่ลูกค้าจะเลือกสมัครรับข่าวสารหรือการสื่อสารทางการตลาดเพิ่มเติม
5.10 การวิเคราะห์และการปรับปรุงบริการ
บริษัทอาจประมวลผลข้อมูลเพื่อ
- วิเคราะห์การใช้งานเว็บไซต์
- วิเคราะห์การใช้งานแพลตฟอร์ม
- พัฒนาผลิตภัณฑ์
- ปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบ
- พัฒนาประสบการณ์ของผู้ใช้งาน
- วิเคราะห์ข้อผิดพลาดของระบบ
- ทดสอบระบบใหม่
- วางแผนการพัฒนาบริการในอนาคต
ในการดำเนินการดังกล่าว บริษัทอาจใช้ข้อมูลในรูปแบบที่ลดความสามารถในการระบุตัวบุคคล หรือข้อมูลที่ผ่านการทำให้ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ เมื่อเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการวิเคราะห์
5.11 การปฏิบัติตามคำสั่งของหน่วยงานที่มีอำนาจ
บริษัทอาจประมวลผลหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อจำเป็นเพื่อปฏิบัติตาม
- กฎหมาย
- คำสั่งศาล
- หมายค้น
- หมายเรียก
- คำสั่งของหน่วยงานกำกับดูแล
- คำสั่งของหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจ
- ข้อกำหนดตามกฎหมายระหว่างประเทศที่ใช้บังคับกับบริษัท
การเปิดเผยข้อมูลจะกระทำเท่าที่จำเป็นและภายในขอบเขตที่กฎหมายอนุญาต
5.12 การใช้ข้อมูลเพื่อการตลาด
บริษัทอาจใช้ข้อมูลการติดต่อของลูกค้าเพื่อแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ บริการ โปรโมชั่น หรือกิจกรรมของบริษัท ในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับความยินยอม บริษัทจะดำเนินการขอความยินยอมจากลูกค้าก่อนส่งการสื่อสารดังกล่าว
ลูกค้าสามารถเลือกไม่รับการสื่อสารทางการตลาดได้ตลอดเวลา โดยการใช้ช่องทางที่บริษัทกำหนด ทั้งนี้ การยกเลิกดังกล่าวจะไม่มีผลต่อการสื่อสารที่จำเป็นเกี่ยวกับการให้บริการ ความปลอดภัยของบัญชี หรือการปฏิบัติตามกฎหมาย
5.13 การเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์
หากบริษัทประสงค์จะใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างไปจากที่ระบุไว้ในนโยบายฉบับนี้ บริษัทจะประเมินความสอดคล้องของวัตถุประสงค์ดังกล่าวกับวัตถุประสงค์เดิม และจะดำเนินการตามกฎหมายที่ใช้บังคับ ซึ่งอาจรวมถึงการแจ้งลูกค้าหรือการขอความยินยอมเพิ่มเติมในกรณีที่จำเป็น
การใช้และการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
(Use and Disclosure of Personal Data)
6.1 หลักการทั่วไป
บริษัทจะใช้และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าเฉพาะเท่าที่จำเป็นเพื่อวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ในนโยบายฉบับนี้ ใน Client Agreement หรือในเอกสารที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล
บริษัทจะไม่ขาย ให้เช่า หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าเพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยมิชอบ และจะไม่เปิดเผยข้อมูลแก่บุคคลภายนอก เว้นแต่จะมีฐานทางกฎหมายหรือเหตุอันสมควรตามนโยบายฉบับนี้
6.2 การใช้ข้อมูลภายในบริษัท
บริษัทอาจใช้ข้อมูลส่วนบุคคลภายในองค์กรเพื่อวัตถุประสงค์ เช่น
- การบริหารบัญชีลูกค้า
- การดำเนินคำสั่งซื้อขาย
- การตรวจสอบและยืนยันตัวตน
- การตรวจสอบธุรกรรม
- การบริหารความเสี่ยง
- การป้องกันการฉ้อโกง
- การควบคุมภายใน
- การตรวจสอบภายใน
- การรักษาความปลอดภัยของระบบ
- การให้บริการลูกค้า
- การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ
- การบริหารจัดการข้อร้องเรียน
- การปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล
การเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลภายในบริษัทจะจำกัดเฉพาะบุคลากรที่มีความจำเป็นต้องใช้ข้อมูลในการปฏิบัติหน้าที่ และอยู่ภายใต้หลักการ Need-to-Know และ Least Privilege เพื่อให้การเข้าถึงข้อมูลเป็นไปเท่าที่จำเป็น
6.3 การเปิดเผยข้อมูลแก่บริษัทในเครือ
บริษัทอาจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่บริษัทในเครือหรือบริษัทภายใต้การควบคุมเดียวกัน เมื่อจำเป็นเพื่อ
- การบริหารงานภายในกลุ่มบริษัท
- การสนับสนุนด้านเทคโนโลยี
- การให้บริการลูกค้า
- การบริหารความเสี่ยง
- การปฏิบัติตามกฎหมาย
- การตรวจสอบภายใน
- การตรวจสอบบัญชี
- การป้องกันการฟอกเงินและการฉ้อโกง
ทั้งนี้ บริษัทจะกำหนดให้ผู้รับข้อมูลใช้ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดและมีมาตรการคุ้มครองข้อมูลที่เหมาะสม
6.4 การเปิดเผยข้อมูลแก่ผู้ให้บริการ
บริษัทอาจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลแก่ผู้ให้บริการภายนอกที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำเนินงานแทนบริษัท เช่น
- ผู้ให้บริการระบบซื้อขาย
- ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี
- ผู้ให้บริการคลาวด์
- ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูล (Data Center)
- ผู้ให้บริการด้านความปลอดภัยไซเบอร์
- ผู้ให้บริการยืนยันตัวตน (KYC Providers)
- ผู้ให้บริการตรวจสอบ AML และการคว่ำบาตร
- ผู้ให้บริการชำระเงิน
- ธนาคารและสถาบันการเงิน
- ผู้สอบบัญชี
- ที่ปรึกษากฎหมาย
- ผู้ให้บริการด้านการสื่อสาร
- ผู้ให้บริการจัดเก็บเอกสาร
- ผู้ให้บริการสนับสนุนด้านเทคนิค
บริษัทจะดำเนินการคัดเลือกผู้ให้บริการอย่างเหมาะสม และกำหนดให้ผู้ให้บริการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการรักษาความลับและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในระดับที่เหมาะสม
6.5 การเปิดเผยข้อมูลแก่หน่วยงานกำกับดูแลและหน่วยงานของรัฐ
บริษัทอาจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเมื่อจำเป็นเพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย หรือเมื่อได้รับคำสั่งหรือคำร้องขอที่ชอบด้วยกฎหมายจากหน่วยงานที่มีอำนาจ เช่น
- หน่วยงานกำกับดูแลด้านบริการทางการเงิน
- ศาล
- หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย
- หน่วยงานด้านภาษี
- หน่วยงานด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
- หน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจตามกฎหมาย
บริษัทจะเปิดเผยข้อมูลเฉพาะเท่าที่จำเป็นและภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนด
6.6 การเปิดเผยข้อมูลเพื่อการป้องกันการฉ้อโกงและอาชญากรรมทางการเงิน
บริษัทอาจใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อ
- ตรวจจับธุรกรรมที่น่าสงสัย
- ป้องกันการฟอกเงิน
- ป้องกันการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย
- ป้องกันการฉ้อโกง
- ป้องกันการใช้บัญชีโดยมิชอบ
- ป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์
- ป้องกันการใช้เอกสารปลอม
- สนับสนุนการสืบสวนหรือการตรวจสอบที่ชอบด้วยกฎหมาย
ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวจะเป็นไปตามกฎหมายและข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง
6.7 การเปิดเผยข้อมูลในกรณีการปรับโครงสร้างธุรกิจ
ในกรณีที่บริษัทมีการควบรวมกิจการ การเข้าซื้อกิจการ การโอนกิจการ การขายทรัพย์สิน การปรับโครงสร้างองค์กร หรือธุรกรรมทางธุรกิจในลักษณะอื่นที่คล้ายคลึงกัน บริษัทอาจเปิดเผยหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลเท่าที่จำเป็นแก่คู่สัญญาหรือผู้เกี่ยวข้อง ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดให้ผู้รับข้อมูลรักษาความลับและใช้ข้อมูลตามวัตถุประสงค์ที่ชอบด้วยกฎหมาย
หากธุรกรรมดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทจะดำเนินการแจ้งให้ลูกค้าทราบตามที่กฎหมายที่ใช้บังคับกำหนด
6.8 การเปิดเผยข้อมูลโดยได้รับความยินยอม
ในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับความยินยอมจากลูกค้าก่อนการเปิดเผยข้อมูล บริษัทจะดำเนินการขอความยินยอมก่อนการเปิดเผยดังกล่าว
ลูกค้าสามารถเพิกถอนความยินยอมได้ตามช่องทางที่บริษัทกำหนด ทั้งนี้ การเพิกถอนจะไม่มีผลย้อนหลังต่อการประมวลผลข้อมูลที่ได้ดำเนินการโดยชอบแล้วก่อนวันที่บริษัทได้รับคำขอเพิกถอน
6.9 ข้อมูลที่ผ่านการทำให้ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้
บริษัทอาจใช้ข้อมูลที่ผ่านการทำให้ไม่สามารถระบุตัวบุคคล (Anonymized Data) หรือข้อมูลที่จัดทำในรูปแบบสถิติหรือข้อมูลรวม (Aggregated Data) เพื่อการวิเคราะห์ การวิจัย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การวางแผนธุรกิจ หรือการรายงาน โดยข้อมูลดังกล่าวจะไม่สามารถใช้ระบุตัวตนของลูกค้าได้โดยตรง
6.10 การรักษาความลับของข้อมูล
บริษัทกำหนดให้กรรมการ พนักงาน ผู้รับมอบอำนาจ ผู้ให้บริการ และบุคคลอื่นที่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล มีหน้าที่รักษาความลับของข้อมูลที่ได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่ และห้ามใช้ เปิดเผย หรือเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากที่บริษัทกำหนด เว้นแต่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายหรือจากบริษัท
บริษัทอาจกำหนดมาตรการเพิ่มเติม เช่น การลงนามในข้อตกลงการรักษาความลับ (Confidentiality Agreement หรือ Non-Disclosure Agreement) การอบรมด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล เพื่อส่งเสริมการรักษาความลับและความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล
6.11 ข้อจำกัดในการเปิดเผยข้อมูล
บริษัทจะไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าให้แก่บุคคลภายนอก เว้นแต่
- มีความจำเป็นเพื่อการให้บริการ
- มีความจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญา
- มีความจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมาย
- ได้รับความยินยอมจากลูกค้าในกรณีที่กฎหมายกำหนด
- เป็นการปกป้องสิทธิ ผลประโยชน์ หรือความปลอดภัยของบริษัท ลูกค้า หรือบุคคลอื่นตามที่กฎหมายอนุญาต
การเปิดเผยข้อมูลทุกกรณีจะดำเนินการภายใต้หลักการ Data Minimization โดยเปิดเผยเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นต่อวัตถุประสงค์นั้น และเท่าที่กฎหมายหรือสัญญาที่เกี่ยวข้องอนุญาต
การโอนข้อมูลส่วนบุคคลระหว่างประเทศ
(International Transfer of Personal Data)
7.1 หลักการทั่วไป
เนื่องจากบริษัทดำเนินธุรกิจในระดับสากล และให้บริการแก่ลูกค้าในหลายประเทศ ข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าอาจถูกเก็บรักษา ใช้ ประมวลผล หรือเปิดเผยในประเทศหรือเขตอำนาจศาลที่แตกต่างจากประเทศที่ลูกค้าพำนักหรือประเทศที่ลูกค้าส่งข้อมูลมายังบริษัท
การโอนข้อมูลดังกล่าวอาจเกิดขึ้นเพื่อให้บริษัทสามารถให้บริการแก่ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปฏิบัติตามกฎหมาย และรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศ
บริษัทจะดำเนินการโอนข้อมูลเฉพาะเมื่อมีความจำเป็น และจะใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้สอดคล้องกับกฎหมายที่ใช้บังคับ
7.2 วัตถุประสงค์ของการโอนข้อมูลระหว่างประเทศ
บริษัทอาจโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศเพื่อวัตถุประสงค์ เช่น
- การให้บริการผ่านแพลตฟอร์มซื้อขาย
- การบริหารบัญชีลูกค้า
- การยืนยันตัวตน (KYC)
- การตรวจสอบ AML / CTF
- การบริหารความเสี่ยง
- การประมวลผลการฝากและถอนเงิน
- การให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
- การจัดเก็บข้อมูลบนระบบคลาวด์
- การสำรองข้อมูล (Backup)
- การสนับสนุนด้านเทคนิค
- การตรวจสอบภายใน
- การตรวจสอบบัญชี
- การปฏิบัติตามกฎหมายหรือคำสั่งของหน่วยงานที่มีอำนาจ
7.3 ผู้รับข้อมูลในต่างประเทศ
ข้อมูลส่วนบุคคลอาจถูกโอนหรือเปิดเผยให้แก่ผู้รับข้อมูลที่อยู่ในต่างประเทศ ซึ่งอาจรวมถึง
- บริษัทในเครือ
- ผู้ให้บริการระบบซื้อขาย
- ผู้ให้บริการคลาวด์
- ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูล
- ผู้ให้บริการตรวจสอบตัวตน
- ผู้ให้บริการตรวจสอบ AML
- ผู้ให้บริการชำระเงิน
- ธนาคาร
- ผู้สอบบัญชี
- ที่ปรึกษากฎหมาย
- ผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยี
- ผู้ให้บริการด้านความปลอดภัยไซเบอร์
- หน่วยงานกำกับดูแล
- หน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจตามกฎหมาย
บริษัทจะเปิดเผยข้อมูลเฉพาะเท่าที่จำเป็นต่อวัตถุประสงค์ของการให้บริการหรือการปฏิบัติตามกฎหมาย
7.4 มาตรการคุ้มครองข้อมูลที่โอน
เมื่อมีการโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ บริษัทจะดำเนินการตามสมควรเพื่อให้ผู้รับข้อมูลมีมาตรการคุ้มครองข้อมูลที่เหมาะสม ซึ่งอาจรวมถึง
- ข้อกำหนดด้านการรักษาความลับในสัญญา
- มาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล
- การควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล
- การเข้ารหัสข้อมูลระหว่างการรับส่งข้อมูลเมื่อเหมาะสม
- การประเมินผู้ให้บริการก่อนเริ่มใช้บริการ
- การติดตามและประเมินผู้ให้บริการเป็นระยะตามความเหมาะสม
บริษัทอาจกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมให้ผู้รับข้อมูลปฏิบัติตาม เพื่อให้การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเป็นไปตามมาตรฐานที่บริษัทกำหนดและกฎหมายที่ใช้บังคับ
7.5 การใช้บริการผู้ให้บริการระบบคลาวด์
บริษัทอาจใช้บริการของผู้ให้บริการระบบคลาวด์หรือศูนย์ข้อมูลที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ การจัดเก็บข้อมูล การสำรองข้อมูล การให้บริการแพลตฟอร์มซื้อขาย และการรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ
ผู้ให้บริการดังกล่าวอาจมีศูนย์ข้อมูลตั้งอยู่ในหลายประเทศ และอาจมีการประมวลผลข้อมูลในประเทศที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ บริษัทจะดำเนินการคัดเลือกผู้ให้บริการโดยพิจารณาถึงมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และความสามารถในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
7.6 การปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศผู้รับข้อมูล
ลูกค้ารับทราบว่า เมื่อมีการโอนข้อมูลไปยังต่างประเทศ ข้อมูลส่วนบุคคลอาจอยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศปลายทาง ซึ่งอาจมีมาตรฐานหรือข้อกำหนดด้านการคุ้มครองข้อมูลแตกต่างจากประเทศที่ลูกค้าพำนัก
บริษัทจะใช้ความพยายามตามสมควรในการเลือกผู้รับข้อมูลที่มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลที่เหมาะสม และจะดำเนินการโอนข้อมูลตามกฎหมายที่ใช้บังคับ
7.7 การเปิดเผยข้อมูลตามคำสั่งของหน่วยงานต่างประเทศ
ในกรณีที่บริษัทได้รับคำสั่งหรือคำร้องขอจากศาล หน่วยงานกำกับดูแล หรือหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจตามกฎหมายของประเทศที่เกี่ยวข้อง บริษัทอาจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเท่าที่จำเป็นและภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนด
ก่อนการเปิดเผยข้อมูล บริษัทอาจพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของคำร้องขอดังกล่าว และดำเนินการเท่าที่กฎหมายอนุญาตเพื่อคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ของลูกค้า
7.8 การโอนข้อมูลภายในกลุ่มบริษัท
หากบริษัทมีการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลภายในกลุ่มบริษัท การโอนข้อมูลดังกล่าวจะดำเนินการเพื่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจที่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น การบริหารความเสี่ยง การกำกับดูแล การตรวจสอบภายใน การสนับสนุนด้านเทคโนโลยี และการให้บริการลูกค้า
บริษัทจะกำหนดให้บริษัทในกลุ่มที่ได้รับข้อมูลใช้ข้อมูลส่วนบุคคลตามวัตถุประสงค์ที่ได้รับ และใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสม
7.9 การเปลี่ยนแปลงสถานที่ประมวลผลข้อมูล
บริษัทอาจเปลี่ยนแปลงประเทศหรือสถานที่ที่ใช้ในการจัดเก็บหรือประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อรองรับการขยายธุรกิจ การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน หรือเหตุผลด้านความมั่นคงปลอดภัย ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะไม่ลดระดับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทจัดให้แก่ลูกค้า และจะดำเนินการตามกฎหมายที่ใช้บังคับ
7.10 ความรับผิดชอบของลูกค้า
ลูกค้ารับทราบและตกลงว่า การใช้บริการของบริษัทอาจเกี่ยวข้องกับการโอนข้อมูลส่วนบุคคลระหว่างประเทศตามที่ระบุไว้ในนโยบายฉบับนี้ ลูกค้าควรตรวจสอบและทำความเข้าใจผลกระทบของการโอนข้อมูลดังกล่าวก่อนใช้บริการ และสามารถติดต่อบริษัทเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลได้ตามช่องทางที่บริษัทกำหนด
การเก็บรักษาและการทำลายข้อมูลส่วนบุคคล
(Retention and Disposal of Personal Data)
8.1 หลักการทั่วไป
บริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าไว้เฉพาะเท่าที่จำเป็นเพื่อวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ในนโยบายฉบับนี้ การปฏิบัติตาม Client Agreement การให้บริการ การปฏิบัติตามกฎหมาย และการปกป้องสิทธิหรือผลประโยชน์โดยชอบของบริษัท
เมื่อพ้นระยะเวลาที่จำเป็นหรือเมื่อไม่มีเหตุอันสมควรในการเก็บรักษาข้อมูลต่อไป บริษัทจะดำเนินการลบ ทำลาย หรือทำให้ข้อมูลดังกล่าวไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ ตามวิธีการที่เหมาะสมและสอดคล้องกับกฎหมายที่ใช้บังคับ
8.2 หลักเกณฑ์ในการกำหนดระยะเวลาการเก็บรักษา
บริษัทอาจพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ในการกำหนดระยะเวลาการเก็บรักษาข้อมูล เช่น
- วัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวมข้อมูล
- ระยะเวลาการใช้บริการของลูกค้า
- อายุของบัญชีลูกค้า
- ความจำเป็นในการปฏิบัติตาม Client Agreement
- ข้อกำหนดของกฎหมายที่ใช้บังคับ
- ระยะเวลาที่ต้องเก็บรักษาเอกสารทางบัญชีหรือภาษี
- ข้อกำหนดด้าน AML / KYC
- ข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล
- ความจำเป็นในการระงับข้อพิพาทหรือดำเนินคดี
- การใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย
บริษัทอาจเก็บรักษาข้อมูลบางประเภทไว้นานกว่าข้อมูลประเภทอื่น หากมีเหตุผลอันสมควรตามปัจจัยดังกล่าว
8.3 การเก็บรักษาข้อมูลของลูกค้าปัจจุบัน
ตลอดระยะเวลาที่ลูกค้าใช้บริการ บริษัทอาจเก็บรักษาข้อมูลที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ เช่น
- ข้อมูลระบุตัวตน
- ข้อมูล KYC
- ข้อมูลการติดต่อ
- ข้อมูลทางการเงิน
- ข้อมูลบัญชีซื้อขาย
- ประวัติการซื้อขาย
- ประวัติการฝากและถอนเงิน
- ประวัติการเข้าสู่ระบบ
- ประวัติการติดต่อกับบริษัท
- เอกสารประกอบการเปิดบัญชี
ข้อมูลดังกล่าวจะได้รับการปรับปรุงตามความเหมาะสมเมื่อมีการแจ้งเปลี่ยนแปลงจากลูกค้า หรือเมื่อบริษัทได้รับข้อมูลใหม่ที่เกี่ยวข้อง
8.4 การเก็บรักษาข้อมูลภายหลังการปิดบัญชี
แม้ว่าลูกค้าจะปิดบัญชีหรือยุติความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับบริษัทแล้ว บริษัทอาจยังคงเก็บรักษาข้อมูลบางประเภทไว้ หากมีความจำเป็น เช่น
- เพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย
- เพื่อปฏิบัติตามข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล
- เพื่อการตรวจสอบภายใน
- เพื่อการตรวจสอบบัญชี
- เพื่อการป้องกันการฟอกเงิน
- เพื่อป้องกันการฉ้อโกง
- เพื่อปกป้องสิทธิของบริษัท
- เพื่อการดำเนินคดีหรือการระงับข้อพิพาท
- เพื่อการตอบข้อซักถามจากหน่วยงานที่มีอำนาจ
8.5 การจัดเก็บบันทึกธุรกรรม
บริษัทอาจเก็บรักษาบันทึกที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมของลูกค้า เช่น
- คำสั่งซื้อขาย
- บันทึกการดำเนินคำสั่ง
- Log Files
- การยืนยันรายการ
- การฝากเงิน
- การถอนเงิน
- การเปลี่ยนแปลงข้อมูลบัญชี
- การเปลี่ยนรหัสผ่าน
- ประวัติการเข้าสู่ระบบ
- บันทึกการติดต่อกับฝ่ายบริการลูกค้า
บันทึกดังกล่าวอาจถูกใช้เพื่อการตรวจสอบ การระงับข้อพิพาท การตรวจสอบภายใน และการปฏิบัติตามกฎหมาย
8.6 การสำรองข้อมูล
บริษัทอาจจัดทำสำเนาสำรอง (Backup) ของข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ เพื่อสนับสนุนความต่อเนื่องทางธุรกิจ การกู้คืนระบบเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล
ข้อมูลที่อยู่ในระบบสำรองจะได้รับการคุ้มครองด้วยมาตรการด้านความปลอดภัยในระดับที่เหมาะสม และจะถูกลบหรือเขียนทับตามรอบการจัดการข้อมูลสำรองของบริษัทเมื่อไม่จำเป็นต้องเก็บรักษาอีกต่อไป
8.7 การลบและการทำลายข้อมูล
เมื่อครบกำหนดระยะเวลาการเก็บรักษา บริษัทจะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามความเหมาะสม ดังนี้
- ลบข้อมูลออกจากระบบ
- ทำลายเอกสารในรูปแบบกระดาษ
- ทำลายสื่อบันทึกข้อมูล
- ทำให้ข้อมูลไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้ (Anonymization)
- ดำเนินการอื่นที่มีผลทำให้ไม่สามารถนำข้อมูลกลับมาใช้ระบุตัวบุคคลได้
บริษัทจะใช้วิธีการที่เหมาะสมกับลักษณะของข้อมูลและระดับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง
8.8 การระงับการลบข้อมูล
แม้ว่าลูกค้าจะร้องขอให้ลบข้อมูล บริษัทอาจยังไม่สามารถดำเนินการลบข้อมูลทั้งหมดได้ หากมีเหตุผลอันชอบด้วยกฎหมาย เช่น
- อยู่ระหว่างการตรวจสอบ AML / CTF
- อยู่ระหว่างการสอบสวนของหน่วยงานที่มีอำนาจ
- อยู่ระหว่างข้อพิพาทหรือการดำเนินคดี
- จำเป็นต้องเก็บรักษาข้อมูลตามกฎหมาย
- จำเป็นเพื่อการใช้หรือปกป้องสิทธิเรียกร้องของบริษัท
ในกรณีดังกล่าว บริษัทจะจำกัดการใช้ข้อมูลเฉพาะเท่าที่จำเป็น และจะดำเนินการลบหรือทำลายข้อมูลเมื่อเหตุแห่งการเก็บรักษาสิ้นสุดลง
8.9 การตรวจสอบการปฏิบัติตามนโยบาย
บริษัทอาจดำเนินการตรวจสอบภายในเป็นระยะ เพื่อประเมินว่าการเก็บรักษา การลบ และการทำลายข้อมูลส่วนบุคคลเป็นไปตามนโยบายฉบับนี้ กฎหมายที่ใช้บังคับ และมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยของบริษัท
ผลการตรวจสอบอาจนำไปใช้ในการปรับปรุงกระบวนการบริหารจัดการข้อมูลและลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
8.10 การทบทวนระยะเวลาการเก็บรักษา
บริษัทจะทบทวนความจำเป็นในการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลเป็นระยะ และอาจปรับปรุงระยะเวลาการเก็บรักษาให้เหมาะสมกับ
- การเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย
- ข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล
- การเปลี่ยนแปลงของบริการหรือผลิตภัณฑ์
- ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี
- แนวปฏิบัติด้านการคุ้มครองข้อมูลที่ได้รับการยอมรับ
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะดำเนินการภายใต้หลักการความจำเป็น ความได้สัดส่วน และความโปร่งใส
คุกกี้และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง
(Cookies and Similar Technologies)
9.1 หลักการทั่วไป
บริษัทใช้คุกกี้และเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันเพื่อสนับสนุนการทำงานของเว็บไซต์ ระบบสมาชิก (Client Area) แพลตฟอร์มออนไลน์ และบริการดิจิทัลอื่นของบริษัท
คุกกี้ช่วยให้บริษัทสามารถให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ จดจำการตั้งค่าของผู้ใช้งาน เพิ่มความปลอดภัย วิเคราะห์การใช้งานเว็บไซต์ และพัฒนาคุณภาพของบริการ
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเภทของคุกกี้ วัตถุประสงค์ ระยะเวลาการจัดเก็บ และวิธีการจัดการคุกกี้ สามารถศึกษาได้จาก Cookie Policy ของบริษัท ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของเอกสารประกอบการใช้บริการ
9.2 คุกกี้คืออะไร
คุกกี้ (Cookies) คือไฟล์ข้อมูลขนาดเล็กที่เว็บไซต์จัดเก็บไว้ในอุปกรณ์ของผู้ใช้งาน เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ต เมื่อผู้ใช้งานเข้าชมเว็บไซต์
นอกจากคุกกี้ บริษัทอาจใช้เทคโนโลยีอื่นที่มีวัตถุประสงค์ใกล้เคียงกัน เช่น
- Web Beacons
- Pixels
- Local Storage
- Session Storage
- Software Development Kits (SDKs)
- Device Identifiers
- Log Files
เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้บริษัทสามารถให้บริการและวิเคราะห์การใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
9.3 วัตถุประสงค์ของการใช้คุกกี้
บริษัทอาจใช้คุกกี้และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องเพื่อวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้
- สนับสนุนการทำงานพื้นฐานของเว็บไซต์
- ยืนยันตัวตนของผู้ใช้งาน
- รักษาสถานะการเข้าสู่ระบบ
- จดจำการตั้งค่าของผู้ใช้งาน
- ปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน
- วิเคราะห์ประสิทธิภาพของเว็บไซต์
- ตรวจสอบและแก้ไขข้อผิดพลาดของระบบ
- ป้องกันการใช้งานโดยมิชอบ
- ตรวจจับกิจกรรมที่อาจเป็นการฉ้อโกง
- ปรับปรุงความปลอดภัยของเว็บไซต์และบริการ
9.4 ประเภทของคุกกี้ที่บริษัทอาจใช้
บริษัทอาจใช้คุกกี้หลายประเภทตามความจำเป็น เช่น
(ก) คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง
(Strictly Necessary Cookies)
คุกกี้ประเภทนี้จำเป็นต่อการทำงานของเว็บไซต์และบริการออนไลน์ของบริษัท เช่น
- การเข้าสู่ระบบ
- การรักษาความปลอดภัย
- การยืนยันตัวตน
- การจัดการ Session
- การป้องกันการปลอมแปลงคำขอ (CSRF)
หากไม่มีคุกกี้ประเภทนี้ เว็บไซต์บางส่วนอาจไม่สามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง
(ข) คุกกี้เพื่อประสิทธิภาพ
(Performance Cookies)
ใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลทางสถิติเกี่ยวกับการใช้งานเว็บไซต์ เช่น
- จำนวนผู้เข้าชม
- หน้าที่ได้รับความนิยม
- ระยะเวลาการใช้งาน
- ความเร็วในการตอบสนองของเว็บไซต์
- ข้อผิดพลาดของระบบ
ข้อมูลดังกล่าวมักใช้ในลักษณะที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลโดยตรง
(ค) คุกกี้เพื่อการทำงาน
(Functional Cookies)
ใช้เพื่อจดจำการตั้งค่าของผู้ใช้งาน เช่น
- ภาษา
- ประเทศ
- เขตเวลา
- การตั้งค่าหน้าจอ
- การแสดงผลเว็บไซต์
การใช้คุกกี้ประเภทนี้ช่วยให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์ที่เหมาะสมยิ่งขึ้นในการเข้าชมเว็บไซต์
(ง) คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์
บริษัทอาจใช้เครื่องมือวิเคราะห์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของเว็บไซต์และบริการ เช่น การวิเคราะห์รูปแบบการใช้งาน จำนวนผู้เข้าชม และแนวโน้มการใช้งาน ทั้งนี้ เครื่องมือดังกล่าวอาจดำเนินการโดยบริษัทหรือผู้ให้บริการภายนอกที่ได้รับแต่งตั้ง
บริษัทจะกำหนดมาตรการที่เหมาะสมเพื่อให้การใช้ข้อมูลจากเครื่องมือวิเคราะห์เป็นไปตามกฎหมายที่ใช้บังคับและนโยบายฉบับนี้
9.5 คุกกี้ของบุคคลที่สาม
เว็บไซต์ของบริษัทอาจมีบริการหรือองค์ประกอบที่จัดให้โดยบุคคลที่สาม เช่น ผู้ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้ให้บริการด้านความปลอดภัย หรือผู้ให้บริการด้านการสื่อสาร ซึ่งอาจใช้คุกกี้หรือเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันตามนโยบายของผู้ให้บริการรายนั้น
บริษัทไม่มีอำนาจควบคุมคุกกี้ที่จัดการโดยบุคคลที่สาม และลูกค้าควรศึกษานโยบายความเป็นส่วนตัวและนโยบายคุกกี้ของผู้ให้บริการดังกล่าวเพิ่มเติมเมื่อเหมาะสม
9.6 การจัดการคุกกี้
ผู้ใช้งานสามารถจัดการการใช้คุกกี้ผ่านการตั้งค่าเว็บเบราว์เซอร์หรืออุปกรณ์ของตนเอง เช่น
- การยอมรับคุกกี้
- การปฏิเสธคุกกี้
- การลบคุกกี้
- การแจ้งเตือนก่อนจัดเก็บคุกกี้
อย่างไรก็ตาม การปิดใช้งานคุกกี้บางประเภทอาจส่งผลให้เว็บไซต์หรือบริการบางส่วนของบริษัทไม่สามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง หรือประสิทธิภาพในการใช้งานลดลง
9.7 ความยินยอมเกี่ยวกับคุกกี้
ในกรณีที่กฎหมายที่ใช้บังคับกำหนดให้ต้องได้รับความยินยอมก่อนการจัดเก็บหรือเข้าถึงคุกกี้บางประเภท บริษัทจะดำเนินการขอความยินยอมจากผู้ใช้งานผ่านกลไกที่เหมาะสม เช่น แบนเนอร์คุกกี้หรือศูนย์จัดการความยินยอม (Consent Management Platform)
ผู้ใช้งานสามารถเปลี่ยนแปลงหรือเพิกถอนความยินยอมเกี่ยวกับคุกกี้ได้ภายหลัง ตามช่องทางที่บริษัทจัดให้ ทั้งนี้ การเพิกถอนความยินยอมจะไม่มีผลย้อนหลังต่อการประมวลผลที่ได้ดำเนินการโดยชอบก่อนวันที่มีการเพิกถอน
9.8 การเปลี่ยนแปลงการใช้คุกกี้
บริษัทอาจเพิ่ม ลด หรือปรับเปลี่ยนประเภทของคุกกี้และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องตามการพัฒนาเว็บไซต์ การเปลี่ยนแปลงของบริการ หรือข้อกำหนดทางกฎหมาย โดยบริษัทจะปรับปรุง Cookie Policy และข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้เป็นปัจจุบันตามความเหมาะสม
9.9 ความสัมพันธ์กับ Cookie Policy
หมวดนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายหลักการทั่วไปเกี่ยวกับการใช้คุกกี้เท่านั้น รายละเอียดเกี่ยวกับประเภทของคุกกี้ ผู้ให้บริการ ระยะเวลาการจัดเก็บ และวิธีการจัดการคุกกี้ ให้เป็นไปตาม Cookie Policy ซึ่งเป็นเอกสารเฉพาะที่บริษัทจัดทำขึ้น และให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของเอกสารประกอบการใช้บริการของบริษัท
สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล
(Rights of Data Subjects)
10.1 หลักการทั่วไป
บริษัทเคารพสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และมุ่งมั่นดำเนินการตามคำขอของลูกค้าที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล ภายใต้ขอบเขตและเงื่อนไขของกฎหมายที่ใช้บังคับ
สิทธิต่าง ๆ ที่ระบุไว้ในหมวดนี้อาจแตกต่างกันไปตามประเทศที่ลูกค้าพำนัก สัญชาติ หรือกฎหมายที่ใช้บังคับกับความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับบริษัท
บริษัทจะพิจารณาคำขอแต่ละกรณีโดยคำนึงถึงกฎหมาย สิทธิของบุคคลอื่น ความมั่นคงปลอดภัยของระบบ และภาระหน้าที่ของบริษัทในการเก็บรักษาข้อมูลตามกฎหมาย
10.2 สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล
(Right of Access)
ลูกค้าอาจมีสิทธิขอรับการยืนยันจากบริษัทว่า บริษัทมีการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าหรือไม่ และอาจขอเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของตน รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับ
- ประเภทของข้อมูลที่บริษัทเก็บรักษา
- วัตถุประสงค์ของการประมวลผล
- ประเภทของผู้รับข้อมูล
- ระยะเวลาการเก็บรักษาข้อมูล (หากสามารถระบุได้)
- สิทธิที่ลูกค้าอาจมีเกี่ยวกับข้อมูลดังกล่าว
บริษัทอาจปฏิเสธหรือจำกัดการเปิดเผยข้อมูลในกรณีที่กฎหมายอนุญาต เช่น เพื่อคุ้มครองสิทธิของบุคคลอื่น ความมั่นคงปลอดภัยของระบบ หรือเพื่อปฏิบัติตามข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล
10.3 สิทธิในการแก้ไขข้อมูล
(Right to Rectification)
หากลูกค้าเห็นว่าข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทเก็บรักษาไว้ไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน หรือไม่เป็นปัจจุบัน ลูกค้าอาจร้องขอให้บริษัทแก้ไขหรือปรับปรุงข้อมูลดังกล่าว
บริษัทอาจขอเอกสารหรือหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูลก่อนดำเนินการแก้ไข
10.4 สิทธิในการลบข้อมูล
(Right to Erasure)
ลูกค้าอาจร้องขอให้บริษัทลบข้อมูลส่วนบุคคลในกรณีที่กฎหมายที่ใช้บังคับกำหนดหรืออนุญาต
อย่างไรก็ตาม บริษัทอาจไม่สามารถลบข้อมูลได้ในกรณีที่
- ยังจำเป็นต้องใช้ข้อมูลเพื่อการให้บริการ
- จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมาย
- อยู่ระหว่างการดำเนินคดีหรือการระงับข้อพิพาท
- อยู่ระหว่างการตรวจสอบ AML / CTF
- จำเป็นเพื่อปกป้องสิทธิหรือผลประโยชน์โดยชอบของบริษัท
- จำเป็นต้องเก็บรักษาข้อมูลตามคำสั่งของหน่วยงานที่มีอำนาจ
ในกรณีดังกล่าว บริษัทอาจจำกัดการใช้ข้อมูลแทนการลบข้อมูล หากกฎหมายอนุญาต
10.5 สิทธิในการจำกัดการประมวลผล
(Right to Restrict Processing)
ในบางกรณี ลูกค้าอาจร้องขอให้บริษัทจำกัดการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของตน เช่น
- ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
- ระหว่างการพิจารณาคำคัดค้าน
- เมื่อข้อมูลยังจำเป็นต่อการดำเนินคดี
- เมื่อกฎหมายกำหนดให้สามารถจำกัดการประมวลผลได้
ในช่วงเวลาที่มีการจำกัดการประมวลผล บริษัทอาจยังคงเก็บรักษาข้อมูลไว้ แต่จะประมวลผลเฉพาะเท่าที่กฎหมายอนุญาตหรือเท่าที่จำเป็นเพื่อวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้อง
10.6 สิทธิในการคัดค้าน
(Right to Object)
ลูกค้าอาจมีสิทธิคัดค้านการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลในบางกรณี โดยเฉพาะเมื่อการประมวลผลนั้นอาศัยผลประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัทเป็นฐาน
เมื่อได้รับคำคัดค้าน บริษัทจะพิจารณาว่ามีเหตุอันสมควรที่มีน้ำหนักมากกว่าสิทธิและเสรีภาพของลูกค้าหรือไม่ รวมถึงพิจารณาว่าการประมวลผลยังมีความจำเป็นต่อการใช้หรือการปกป้องสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายหรือไม่
10.7 สิทธิในการเพิกถอนความยินยอม
(Withdrawal of Consent)
ในกรณีที่บริษัทประมวลผลข้อมูลโดยอาศัยความยินยอมของลูกค้า ลูกค้าอาจเพิกถอนความยินยอมดังกล่าวได้ทุกเมื่อ ผ่านช่องทางที่บริษัทกำหนด
การเพิกถอนความยินยอมจะไม่มีผลย้อนหลังต่อการประมวลผลที่ได้ดำเนินการโดยชอบก่อนวันที่บริษัทได้รับคำขอ และอาจส่งผลให้บริษัทไม่สามารถให้บริการบางส่วนหรือทั้งหมดได้ หากการประมวลผลนั้นมีความจำเป็นต่อการให้บริการ
10.8 สิทธิในการขอรับข้อมูล
ในกรณีที่กฎหมายที่ใช้บังคับกำหนด ลูกค้าอาจมีสิทธิขอรับข้อมูลส่วนบุคคลของตนในรูปแบบที่ใช้กันโดยทั่วไป หรือขอให้บริษัทส่งข้อมูลดังกล่าวไปยังผู้ควบคุมข้อมูลรายอื่น เมื่อเป็นไปได้ในทางเทคนิคและไม่กระทบต่อสิทธิของบุคคลอื่น
10.9 การใช้สิทธิผ่านตัวแทน
ลูกค้าอาจแต่งตั้งตัวแทนให้ดำเนินการแทนในการใช้สิทธิตามหมวดนี้ โดยบริษัทอาจขอเอกสารที่จำเป็นเพื่อยืนยันตัวตนของลูกค้า ตัวแทน และอำนาจในการดำเนินการแทนก่อนพิจารณาคำขอ
10.10 การยื่นคำขอ
ลูกค้าสามารถยื่นคำขอเกี่ยวกับสิทธิของเจ้าของข้อมูลผ่านช่องทางที่บริษัทกำหนด เช่น
- อีเมล
- Client Area
- แบบฟอร์มออนไลน์
- หนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร
- ช่องทางอื่นที่บริษัทประกาศ
เพื่อความปลอดภัย บริษัทอาจดำเนินการยืนยันตัวตนก่อนดำเนินการตามคำขอ
10.11 ระยะเวลาการพิจารณาคำขอ
บริษัทจะดำเนินการพิจารณาคำขอภายในระยะเวลาที่สมเหตุสมผลและเป็นไปตามกฎหมายที่ใช้บังคับ
หากคำขอมีความซับซ้อน ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบเพิ่มเติม หรือจำเป็นต้องประสานงานกับผู้ให้บริการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บริษัทอาจขยายระยะเวลาการพิจารณา โดยจะแจ้งให้ลูกค้าทราบเมื่อเหมาะสม
10.12 การปฏิเสธคำขอ
บริษัทอาจปฏิเสธคำขอทั้งหมดหรือบางส่วน หาก
- กฎหมายไม่กำหนดให้บริษัทต้องดำเนินการ
- การดำเนินการอาจกระทบต่อสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น
- การดำเนินการอาจขัดต่อกฎหมาย
- การดำเนินการอาจกระทบต่อการป้องกันการฟอกเงิน การป้องกันการฉ้อโกง หรือความมั่นคงปลอดภัยของระบบ
- คำขอไม่มีเหตุผลอันสมควร มีลักษณะซ้ำซ้อน หรือก่อให้เกิดภาระเกินสมควร
ในกรณีที่บริษัทปฏิเสธคำขอ บริษัทจะแจ้งเหตุผลตามที่กฎหมายอนุญาต
10.13 การร้องเรียน
หากลูกค้าเห็นว่าบริษัทไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายที่ใช้บังคับเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ลูกค้าสามารถติดต่อบริษัทผ่านช่องทางที่กำหนดเพื่อให้บริษัทตรวจสอบและพิจารณาแก้ไขก่อน
ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวไม่กระทบต่อสิทธิของลูกค้าในการใช้สิทธิหรือดำเนินการตามช่องทางอื่นที่กฎหมายกำหนด
มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล
(Information Security Measures)
11.1 หลักการทั่วไป
บริษัทให้ความสำคัญกับการรักษาความลับ ความถูกต้องครบถ้วน และความพร้อมใช้งานของข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการซื้อขาย การเปิดบัญชี และการดำเนินธุรกิจของบริษัท
บริษัทจะดำเนินมาตรการด้านเทคนิค มาตรการด้านการบริหารจัดการ และมาตรการด้านกายภาพตามความเหมาะสม เพื่อป้องกันการเข้าถึง การใช้ การเปิดเผย การแก้ไข การสูญหาย หรือการทำลายข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ
มาตรการดังกล่าวจะได้รับการทบทวนและปรับปรุงเป็นระยะ เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะของบริการ เทคโนโลยีที่ใช้ และระดับความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไป
11.2 การควบคุมการเข้าถึงข้อมูล
(Access Control)
บริษัทใช้มาตรการควบคุมการเข้าถึงข้อมูลเพื่อให้บุคลากรสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลได้เฉพาะเท่าที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่
มาตรการดังกล่าวอาจรวมถึง
- การกำหนดบัญชีผู้ใช้งานเฉพาะบุคคล
- การกำหนดสิทธิ์ตามหน้าที่รับผิดชอบ
- การพิสูจน์ตัวตนหลายปัจจัย (Multi-Factor Authentication) ในระบบที่เหมาะสม
- การบริหารจัดการรหัสผ่าน
- การทบทวนสิทธิ์การเข้าถึงเป็นระยะ
- การเพิกถอนสิทธิ์เมื่อพ้นความจำเป็น
11.3 การรักษาความปลอดภัยของระบบสารสนเทศ
(Information Systems Security)
บริษัทอาจใช้มาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศ เช่น
- ระบบป้องกันการบุกรุก
- ระบบตรวจจับเหตุการณ์ด้านความปลอดภัย
- การแบ่งแยกเครือข่ายตามความเหมาะสม
- การป้องกันมัลแวร์
- การจัดการช่องโหว่ของระบบ
- การติดตั้งการอัปเดตด้านความปลอดภัย
- การเฝ้าระวังเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัย
บริษัทอาจดำเนินการทดสอบหรือประเมินความมั่นคงปลอดภัยของระบบเป็นระยะตามความเหมาะสม เพื่อสนับสนุนการบริหารความเสี่ยงและการพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง
11.4 การปกป้องข้อมูลระหว่างการจัดเก็บและการรับส่ง
(Protection of Data at Rest and in Transit)
บริษัทอาจใช้มาตรการทางเทคนิคเพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลระหว่างการจัดเก็บและการรับส่งข้อมูล เช่น
- การเข้ารหัสข้อมูลเมื่อเหมาะสม
- การใช้ช่องทางการสื่อสารที่มีการป้องกัน
- การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
- การสำรองข้อมูล
- การควบคุมการเข้าถึงไฟล์และฐานข้อมูล
การเลือกใช้มาตรการจะขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อมูล ความเสี่ยง และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง
11.5 การรักษาความปลอดภัยของบุคลากร
(Personnel Security)
บริษัทอาจกำหนดมาตรการที่เกี่ยวข้องกับบุคลากร เช่น
- การกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบด้านการคุ้มครองข้อมูล
- การฝึกอบรมด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ
- การสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการรักษาความลับ
- การกำหนดข้อผูกพันด้านการรักษาความลับในการจ้างงานหรือสัญญาที่เกี่ยวข้อง
- การดำเนินมาตรการทางวินัยเมื่อมีการฝ่าฝืนข้อกำหนดของบริษัท
11.6 การบริหารจัดการผู้ให้บริการ
(Third-Party Security Management)
ในกรณีที่บริษัทใช้ผู้ให้บริการภายนอกในการประมวลผลหรือจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทอาจดำเนินการตามสมควรเพื่อประเมินความเหมาะสมของผู้ให้บริการ รวมถึงกำหนดข้อกำหนดด้านการรักษาความลับและความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลในสัญญาหรือข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง
บริษัทอาจติดตามหรือทบทวนการปฏิบัติงานของผู้ให้บริการเป็นระยะตามระดับความเสี่ยงและลักษณะของบริการที่ได้รับ
11.7 การจัดการเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัย
(Security Incident Management)
บริษัทอาจจัดให้มีกระบวนการสำหรับการตรวจพบ การรายงาน การประเมิน การตอบสนอง และการจัดการเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อข้อมูลส่วนบุคคลหรือระบบสารสนเทศ
เมื่อพบเหตุการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยง บริษัทอาจดำเนินการตามความเหมาะสม เช่น
- จำกัดผลกระทบของเหตุการณ์
- ตรวจสอบสาเหตุ
- กู้คืนระบบ
- ปรับปรุงมาตรการป้องกัน
- แจ้งหน่วยงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องเมื่อกฎหมายกำหนด
11.8 ความต่อเนื่องทางธุรกิจ
(Business Continuity)
บริษัทอาจจัดให้มีมาตรการเพื่อสนับสนุนความต่อเนื่องของการให้บริการในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น
- การสำรองข้อมูล
- การกู้คืนระบบ
- ระบบสำรอง
- แผนรองรับเหตุฉุกเฉิน
- การทดสอบแผนความต่อเนื่องตามความเหมาะสม
มาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อลดผลกระทบต่อการให้บริการและช่วยรักษาความพร้อมใช้งานของข้อมูล
11.9 ความรับผิดชอบของลูกค้า
ลูกค้ามีหน้าที่ใช้ความระมัดระวังในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่ใช้ในการเข้าถึงบริการของบริษัท รวมถึง
- ชื่อผู้ใช้งาน
- รหัสผ่าน
- รหัสยืนยันตัวตน
- อุปกรณ์ที่ใช้เข้าสู่ระบบ
- ช่องทางการรับรหัสยืนยัน
ลูกค้าไม่ควรเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวแก่บุคคลอื่น และควรแจ้งบริษัทโดยเร็ว หากสงสัยว่าข้อมูลการเข้าสู่ระบบถูกเปิดเผย สูญหาย หรือถูกใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาต
11.10 การทบทวนและปรับปรุงมาตรการ
บริษัทจะทบทวนและปรับปรุงมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลเป็นระยะ โดยพิจารณาจาก
- การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
- การเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย
- รูปแบบภัยคุกคามที่เกิดขึ้น
- ผลการตรวจสอบภายใน
- ผลการประเมินความเสี่ยง
- เหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยที่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ เพื่อให้มาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลยังคงมีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
การติดต่อ การปรับปรุงนโยบาย และการควบคุมเวอร์ชัน
(Contact Information, Amendments and Version Control)
12.1 การติดต่อบริษัท
หากลูกค้ามีคำถาม ข้อสงสัย หรือประสงค์จะใช้สิทธิที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลภายใต้นโยบายฉบับนี้ ลูกค้าสามารถติดต่อบริษัทผ่านช่องทางที่บริษัทประกาศบนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ
บริษัทอาจจัดให้มีช่องทางการติดต่อ เช่น
- อีเมล
- แบบฟอร์มติดต่อผ่านเว็บไซต์
- Client Area
- ฝ่ายบริการลูกค้า
- ช่องทางอื่นที่บริษัทกำหนด
บริษัทอาจร้องขอข้อมูลหรือเอกสารเพิ่มเติมเพื่อยืนยันตัวตนของผู้ยื่นคำขอ ก่อนดำเนินการตามคำร้อง เพื่อป้องกันการเปิดเผยข้อมูลแก่บุคคลที่ไม่มีสิทธิ
12.2 การยืนยันตัวตนก่อนดำเนินการตามคำขอ
เพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า บริษัทอาจดำเนินการยืนยันตัวตนก่อน
- เปิดเผยข้อมูล
- แก้ไขข้อมูล
- ลบข้อมูล
- จำกัดการประมวลผล
- ดำเนินการตามคำขออื่นเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล
หากบริษัทไม่สามารถยืนยันตัวตนของผู้ยื่นคำขอได้ หรือมีเหตุอันควรเชื่อว่าคำขอดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าหรือบุคคลอื่น บริษัทอาจปฏิเสธหรือชะลอการดำเนินการจนกว่าจะได้รับข้อมูลที่เพียงพอ
12.3 ค่าธรรมเนียม
โดยทั่วไป บริษัทจะไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับการดำเนินการตามคำขอเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล
อย่างไรก็ตาม หากคำขอมีลักษณะ
- ซ้ำซ้อน
- ไม่มีเหตุผลอันสมควร
- มีจำนวนมากผิดปกติ
- ก่อให้เกิดภาระเกินสมควรแก่บริษัท
บริษัทอาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามสมควร หรือปฏิเสธคำขอดังกล่าวตามที่กฎหมายที่ใช้บังคับอนุญาต
12.4 การตีความนโยบาย
นโยบายฉบับนี้ให้ตีความร่วมกับ
- Client Agreement
- Order Execution Policy
- AML / KYC Policy
- Risk Disclosure Statement
- Cookie Policy
- Trading Conditions
- ประกาศและข้อกำหนดอื่นที่บริษัทประกาศใช้เป็นครั้งคราว
หากมีข้อความใดในนโยบายฉบับนี้ที่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายที่ใช้บังคับ ให้ตีความเฉพาะส่วนที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย และข้อความส่วนที่เหลือยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป
12.5 การแยกบทบัญญัติ
(Severability)
หากศาลหรือหน่วยงานที่มีอำนาจวินิจฉัยว่าข้อกำหนดใดในนโยบายฉบับนี้เป็นโมฆะ ใช้บังคับไม่ได้ หรือไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ข้อกำหนดดังกล่าวจะไม่มีผลเพียงเท่าที่จำเป็น และจะไม่กระทบต่อความสมบูรณ์หรือการบังคับใช้ของข้อกำหนดอื่นในนโยบายฉบับนี้
12.6 การไม่สละสิทธิ
(No Waiver)
การที่บริษัทไม่ใช้สิทธิ หรือชะลอการใช้สิทธิใดภายใต้นโยบายฉบับนี้ ไม่ถือเป็นการสละสิทธิดังกล่าว และไม่กระทบต่อสิทธิของบริษัทในการใช้สิทธินั้นในภายหลัง
12.7 การแก้ไขหรือปรับปรุงนโยบาย
บริษัทสงวนสิทธิในการแก้ไข ปรับปรุง หรือเพิ่มเติมนโยบายฉบับนี้เป็นครั้งคราว เพื่อให้สอดคล้องกับ
- การเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย
- การเปลี่ยนแปลงของบริการ
- การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
- การเปลี่ยนแปลงของกระบวนการดำเนินงาน
- แนวปฏิบัติของหน่วยงานกำกับดูแล
- เหตุผลด้านความมั่นคงปลอดภัยหรือการบริหารความเสี่ยง
บริษัทจะเผยแพร่นโยบายฉบับที่แก้ไขผ่านเว็บไซต์หรือช่องทางอื่นที่บริษัทเห็นสมควร และอาจแจ้งให้ลูกค้าทราบเมื่อการเปลี่ยนแปลงมีสาระสำคัญหรือเมื่อกฎหมายกำหนด
การใช้บริการของบริษัทภายหลังวันที่นโยบายฉบับใหม่มีผลใช้บังคับ อาจถือเป็นการรับทราบนโยบายฉบับที่ปรับปรุงแล้ว ทั้งนี้ ภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายที่ใช้บังคับอนุญาต
12.8 วันที่มีผลใช้บังคับ
นโยบายฉบับนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่บริษัทประกาศกำหนด และใช้แทนนโยบายความเป็นส่วนตัวฉบับก่อนหน้า (หากมี)
12.9 ภาษา
บริษัทอาจจัดทำนโยบายฉบับนี้หลายภาษาเพื่อความสะดวกของลูกค้า
หากมีความแตกต่างระหว่างข้อความในแต่ละภาษา ให้ใช้ฉบับภาษาอังกฤษเป็นหลัก เว้นแต่กฎหมายที่ใช้บังคับกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น