บทนำ
(Introduction)
1.1 วัตถุประสงค์
เอกสารเปิดเผยความเสี่ยงฉบับนี้ ("เอกสารเปิดเผยความเสี่ยง") จัดทำขึ้นเพื่ออธิบายความเสี่ยงที่สำคัญซึ่งอาจเกิดขึ้นจากการซื้อขายสัญญาซื้อขายส่วนต่าง (Contracts for Difference: CFDs) และผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นที่บริษัท GOFX LIMITED ("บริษัท") เปิดให้บริการ
วัตถุประสงค์ของเอกสารฉบับนี้ คือ เพื่อให้ลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าในอนาคตมีความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะของการซื้อขายแบบใช้เลเวอเรจ รวมถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ก่อนตัดสินใจเปิดบัญชีหรือทำธุรกรรมกับบริษัท
ลูกค้าควรอ่านเอกสารฉบับนี้ร่วมกับเอกสารอื่นของบริษัท ได้แก่
- Client Agreement
- Order Execution Policy
- Privacy Policy
- AML / KYC Policy
- Cookie Policy
- Trading Conditions
- ประกาศหรือข้อกำหนดอื่นที่บริษัทประกาศเพิ่มเติมเป็นครั้งคราว
เอกสารฉบับนี้มิใช่คำแนะนำด้านการลงทุน คำแนะนำด้านการเงิน คำแนะนำด้านกฎหมาย หรือคำแนะนำด้านภาษี และไม่ถือเป็นการชักชวนให้ลูกค้าซื้อหรือขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินใด
1.2 ไม่มีการรับประกันผลตอบแทน
การซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ใช้เลเวอเรจมีความเสี่ยงสูง และอาจทำให้ลูกค้าสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมดหรือบางส่วน
ลูกค้าควรตระหนักว่า
- บริษัทไม่รับประกันผลกำไร
- ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ใช่สิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต
- ราคาสินทรัพย์อาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
- ความผันผวนของตลาดอาจทำให้เกิดผลขาดทุนจำนวนมาก
- ลูกค้าอาจสูญเสียเงินลงทุนภายในระยะเวลาอันสั้น
ลูกค้าควรใช้เงินที่สามารถยอมรับการสูญเสียได้เท่านั้นในการซื้อขาย
1.3 การตัดสินใจลงทุนเป็นความรับผิดชอบของลูกค้า
การตัดสินใจซื้อขายทุกครั้งเป็นการตัดสินใจของลูกค้าแต่เพียงผู้เดียว
บริษัทไม่มีหน้าที่
- แนะนำการซื้อขายรายรายการ
- รับประกันผลตอบแทน
- รับประกันกำไร
- รับประกันว่าลูกค้าจะไม่ขาดทุน
- รับประกันว่าความเสี่ยงจะอยู่ในระดับที่ลูกค้ายอมรับได้
ลูกค้าเป็นผู้รับผิดชอบในการประเมินว่าการซื้อขายเหมาะสมกับฐานะทางการเงิน วัตถุประสงค์ในการลงทุน ประสบการณ์ และระดับความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้ของตนเอง
1.4 ความเหมาะสมของผลิตภัณฑ์
การซื้อขายแบบใช้เลเวอเรจอาจไม่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนทุกคน
ก่อนเปิดบัญชี ลูกค้าควรพิจารณาอย่างรอบคอบถึง
- ฐานะทางการเงิน
- วัตถุประสงค์ในการลงทุน
- ประสบการณ์ในการซื้อขาย
- ความรู้เกี่ยวกับตลาดการเงิน
- ความสามารถในการรับความเสี่ยง
- ความสามารถในการรับผลขาดทุน
หากลูกค้าไม่เข้าใจลักษณะหรือความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ ควรขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาทางการเงินหรือผู้เชี่ยวชาญอิสระก่อนตัดสินใจลงทุน
1.5 ขอบเขตของเอกสาร
เอกสารเปิดเผยความเสี่ยงฉบับนี้ใช้กับผลิตภัณฑ์และบริการทั้งหมดของบริษัท รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง
- CFDs คู่สกุลเงิน
- CFDs โลหะมีค่า
- CFDs ดัชนี
- CFDs พลังงาน
- CFDs สินค้าโภคภัณฑ์
- CFDs หุ้น
- ผลิตภัณฑ์อื่นที่บริษัทอาจเปิดให้บริการในอนาคต
ความเสี่ยงของแต่ละผลิตภัณฑ์อาจแตกต่างกันไปตามลักษณะของสินทรัพย์ สภาพคล่อง เวลาทำการของตลาด ระดับความผันผวน และปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง
1.6 ความเสี่ยงอาจเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ความเสี่ยงที่ระบุไว้ในเอกสารฉบับนี้มิได้ครอบคลุมความเสี่ยงทั้งหมดที่อาจเกิดขึ้นจากการซื้อขาย
ตลาดการเงินมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และอาจเกิดความเสี่ยงใหม่จากปัจจัยต่าง ๆ เช่น
- การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
- การเปลี่ยนแปลงของกฎหมายหรือกฎระเบียบ
- สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ
- เหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์
- ภาวะวิกฤตทางการเงิน
- ภัยธรรมชาติ
- เหตุการณ์อื่นที่ไม่อาจคาดการณ์ได้
ลูกค้าควรติดตามข้อมูล ข่าวสาร และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ใช้บริการของบริษัท
1.7 การรับทราบของลูกค้า
เมื่อเปิดบัญชี สมัครใช้บริการ หรือใช้บริการของบริษัท ลูกค้าถือว่ารับทราบและเข้าใจว่า
- ได้รับหรือสามารถเข้าถึงเอกสารเปิดเผยความเสี่ยงฉบับนี้แล้ว
- มีโอกาสอ่านและทำความเข้าใจเนื้อหาของเอกสารอย่างเพียงพอ
- เข้าใจว่าการซื้อขายแบบใช้เลเวอเรจมีความเสี่ยงสูง
- ยอมรับว่าการตัดสินใจซื้อขายเป็นความรับผิดชอบของลูกค้าแต่เพียงผู้เดียว
- เข้าใจว่าอาจเกิดผลขาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด
การที่ลูกค้ารับทราบเอกสารฉบับนี้ ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงจากการซื้อขายจะลดลง หรือก่อให้เกิดการรับประกันผลตอบแทนหรือผลการดำเนินงานจากบริษัทแต่อย่างใด
ลักษณะของการซื้อขายแบบใช้เลเวอเรจ
(Nature of Leveraged Trading)
2.1 หลักการทั่วไป
บริษัทให้บริการซื้อขายตราสารทางการเงินในรูปแบบสัญญาซื้อขายส่วนต่าง (Contracts for Difference: CFDs) และผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นตามที่บริษัทประกาศให้บริการเป็นครั้งคราว
การซื้อขายในลักษณะดังกล่าวเป็นการซื้อขายโดยอ้างอิงราคาของสินทรัพย์อ้างอิง มิใช่การซื้อหรือถือครองกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์นั้นโดยตรง เว้นแต่บริษัทจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
ลูกค้าจึงควรทำความเข้าใจว่าการเปิดสถานะซื้อขายกับบริษัทไม่ได้ทำให้ลูกค้าเป็นเจ้าของสินทรัพย์อ้างอิง เช่น หุ้น ทองคำ น้ำมัน ดัชนี หรือสกุลเงินดิจิทัล และไม่มีสิทธิในฐานะเจ้าของสินทรัพย์ดังกล่าว เว้นแต่จะระบุไว้เป็นลายลักษณ์อักษรโดยบริษัท
2.2 การซื้อขายแบบใช้เลเวอเรจ
(Leverage Trading)
การซื้อขายผ่านบริษัทอาจเป็นการซื้อขายแบบใช้เลเวอเรจ (Leverage) ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถเปิดสถานะที่มีมูลค่าสูงกว่าเงินประกัน (Margin) ที่ใช้วางไว้
แม้เลเวอเรจจะช่วยเพิ่มศักยภาพของผลตอบแทน แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความเสี่ยงของผลขาดทุนในสัดส่วนเดียวกัน
การเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์เพียงเล็กน้อย อาจส่งผลให้เกิดกำไรหรือขาดทุนในจำนวนที่มีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับเงินที่ลูกค้าใช้เป็นหลักประกัน
ลูกค้าควรทำความเข้าใจผลกระทบของเลเวอเรจก่อนเริ่มซื้อขาย และไม่ควรใช้ระดับเลเวอเรจที่เกินกว่าความสามารถในการรับความเสี่ยงของตน
2.3 มาร์จิ้น
(Margin)
การเปิดสถานะซื้อขายอาจกำหนดให้ลูกค้าต้องมีเงินประกันหรือหลักประกัน (Margin) ตามที่บริษัทกำหนด
ระดับมาร์จิ้นที่ต้องใช้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
- ประเภทของผลิตภัณฑ์
- ขนาดของสถานะ
- ระดับเลเวอเรจ
- ความผันผวนของตลาด
- นโยบายบริหารความเสี่ยงของบริษัท
บริษัทอาจเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดด้านมาร์จิ้นได้ตามความเหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อสภาวะตลาดมีความผันผวนหรือมีเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงของตลาด
2.4 กำไรและขาดทุน
กำไรและผลขาดทุนจากการซื้อขายจะเปลี่ยนแปลงตามราคาของสินทรัพย์อ้างอิง
ลูกค้าอาจได้รับผลกำไรหากราคาตลาดเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่สอดคล้องกับสถานะที่เปิดไว้
ในทางกลับกัน หากราคาตลาดเคลื่อนไหวสวนทาง ลูกค้าอาจเกิดผลขาดทุนอย่างรวดเร็ว และอาจสูญเสียเงินที่ใช้เป็นหลักประกันทั้งหมด
ลูกค้าควรติดตามสถานะการซื้อขายอย่างสม่ำเสมอ และใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงตามความเหมาะสม
2.5 มูลค่าของสินทรัพย์อาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ราคาของสินทรัพย์ทางการเงินอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา จากปัจจัยต่าง ๆ เช่น
- ข่าวเศรษฐกิจ
- การประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ
- การตัดสินใจของธนาคารกลาง
- อัตราดอกเบี้ย
- ภาวะเงินเฟ้อ
- เหตุการณ์ทางการเมือง
- ความขัดแย้งระหว่างประเทศ
- ภัยธรรมชาติ
- เหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้
ความผันผวนดังกล่าวอาจเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่วินาที และอาจส่งผลต่อราคาซื้อขายอย่างมีนัยสำคัญ
2.6 การซื้อขายอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าตลาดการเงินหลายแห่งจะเปิดทำการเป็นช่วงเวลา แต่ราคาของสินทรัพย์อาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนอกเวลาซื้อขาย
เมื่อตลาดกลับมาเปิดอีกครั้ง ราคาอาจเปิดที่ระดับซึ่งแตกต่างจากราคาปิดก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ (Price Gap)
สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้คำสั่งซื้อขายของลูกค้าได้รับการดำเนินการในราคาที่แตกต่างจากราคาที่คาดหวัง
2.7 การใช้คำสั่งบริหารความเสี่ยง
ลูกค้าอาจใช้คำสั่งบริหารความเสี่ยง เช่น
- Stop Loss
- Take Profit
- Pending Order
อย่างไรก็ตาม ลูกค้าควรเข้าใจว่าคำสั่งดังกล่าวไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะดำเนินการในราคาที่กำหนดไว้เสมอไป
ในสภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูง การขาดสภาพคล่อง หรือเกิดช่องว่างของราคา (Price Gap) คำสั่งอาจถูกดำเนินการในราคาที่แตกต่างจากราคาที่ลูกค้ากำหนดไว้
2.8 การปิดสถานะโดยอัตโนมัติ
ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ใน Client Agreement หรือ Trading Conditions บริษัทอาจดำเนินการปิดสถานะของลูกค้าโดยอัตโนมัติ หากระดับหลักประกันของลูกค้าลดลงต่ำกว่าระดับที่บริษัทกำหนด หรือในกรณีอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารดังกล่าว
การปิดสถานะโดยอัตโนมัติอาจเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบล่วงหน้า หากเป็นไปตามสิทธิและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในเอกสารที่เกี่ยวข้อง
2.9 ลูกค้าควรประเมินความเสี่ยงก่อนการซื้อขาย
ก่อนเปิดสถานะซื้อขาย ลูกค้าควรพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ อย่างรอบคอบ เช่น
- ความสามารถในการรับผลขาดทุน
- วัตถุประสงค์ในการลงทุน
- ระยะเวลาการลงทุน
- ประสบการณ์ในการซื้อขาย
- ความเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์
- ผลกระทบของเลเวอเรจ
- ความผันผวนของตลาด
ลูกค้าไม่ควรเปิดสถานะซื้อขายโดยอาศัยการคาดการณ์เพียงอย่างเดียว หรือใช้เงินที่จำเป็นต่อการดำรงชีพหรือภาระทางการเงินอื่นในการซื้อขาย
2.10 สรุปความเสี่ยงของการซื้อขายแบบใช้เลเวอเรจ
การซื้อขายผลิตภัณฑ์ที่ใช้เลเวอเรจอาจให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนแบบทั่วไป แต่ในขณะเดียวกันก็มีระดับความเสี่ยงที่สูงกว่าด้วย
ลูกค้าควรตระหนักว่า
- เลเวอเรจเพิ่มทั้งโอกาสทำกำไรและความเสี่ยงในการขาดทุน
- เงินลงทุนอาจสูญเสียได้ทั้งหมด
- ราคาอาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
- คำสั่งซื้อขายอาจไม่ได้รับการดำเนินการในราคาที่คาดหวัง
- การบริหารความเสี่ยงไม่สามารถขจัดความเสี่ยงทั้งหมดได้
ลูกค้าควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ความเสี่ยง และเงื่อนไขการซื้อขายของบริษัทอย่างครบถ้วนก่อนตัดสินใจใช้บริการ
ความเสี่ยงทั่วไปของการลงทุน
(General Investment Risks)
3.1 หลักการทั่วไป
การลงทุนหรือการซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินทุกประเภทมีความเสี่ยง และไม่มีรูปแบบการลงทุนใดที่สามารถรับประกันผลตอบแทนหรือป้องกันความสูญเสียได้ทั้งหมด
แม้ว่าลูกค้าจะมีประสบการณ์ในการซื้อขาย หรือใช้กลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของตลาดหรือเหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ยังคงอาจส่งผลกระทบต่อผลการซื้อขาย
ลูกค้าควรตัดสินใจลงทุนโดยอาศัยความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ ความเสี่ยง และสถานะทางการเงินของตนเอง
3.2 ความเสี่ยงจากการสูญเสียเงินลงทุน
ลูกค้าอาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมดหรือบางส่วนจากการซื้อขายผลิตภัณฑ์ของบริษัท
การขาดทุนอาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหรือเกิดขึ้นภายในระยะเวลาอันสั้น ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของตลาด ขนาดของสถานะ ระดับเลเวอเรจ และปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง
บริษัทไม่รับประกันว่าลูกค้าจะสามารถรักษาเงินต้น หรือได้รับผลตอบแทนตามที่คาดหวัง
3.3 ความเสี่ยงจากการตัดสินใจของลูกค้า
ผลลัพธ์ของการซื้อขายขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของลูกค้าเอง
การวิเคราะห์ที่ไม่ถูกต้อง การตีความข้อมูลคลาดเคลื่อน การบริหารเงินทุนที่ไม่เหมาะสม หรือการตัดสินใจภายใต้อารมณ์ อาจทำให้เกิดผลขาดทุนได้
ลูกค้าควรศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์และตลาดอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อขาย
3.4 ความเสี่ยงจากข้อมูลข่าวสาร
ราคาของสินทรัพย์อาจได้รับผลกระทบจากข้อมูลข่าวสารหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น
- การประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ
- ผลประกอบการของบริษัท
- การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย
- นโยบายของธนาคารกลาง
- การเปลี่ยนแปลงด้านการเมือง
- ความขัดแย้งระหว่างประเทศ
- ภัยธรรมชาติ
- โรคระบาด
- เหตุการณ์ด้านความมั่นคง
บางเหตุการณ์อาจส่งผลให้ราคาปรับตัวอย่างรวดเร็วและรุนแรงเกินกว่าที่ตลาดหรือผู้ลงทุนคาดการณ์ไว้
3.5 ความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของตลาด
ตลาดการเงินมีลักษณะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
แม้ลูกค้าจะใช้ข้อมูลหรือแบบจำลองที่เคยมีประสิทธิภาพในอดีต ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะสามารถใช้คาดการณ์การเคลื่อนไหวของตลาดในอนาคตได้
ปัจจัยใหม่หรือเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนอาจส่งผลให้ราคาของสินทรัพย์เคลื่อนไหวแตกต่างจากที่คาดการณ์ไว้
3.6 ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของการลงทุน
การเปิดสถานะซื้อขายในสินทรัพย์ประเภทเดียว ตลาดเดียว หรือทิศทางเดียวเป็นจำนวนมาก อาจเพิ่มระดับความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน
หากตลาดเคลื่อนไหวสวนทางกับสถานะดังกล่าว ลูกค้าอาจได้รับผลขาดทุนจำนวนมากภายในระยะเวลาอันสั้น
การกระจายความเสี่ยงอาจช่วยลดผลกระทบจากการกระจุกตัวของการลงทุนได้ในบางกรณี แต่ไม่สามารถขจัดความเสี่ยงทั้งหมดได้
3.7 ความเสี่ยงจากการใช้เงินเกินความสามารถ
ลูกค้าไม่ควรใช้เงินที่จำเป็นสำหรับ
- ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ
- ภาระหนี้สิน
- ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล
- ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา
- เงินสำรองฉุกเฉิน
- ภาระผูกพันทางการเงินอื่น
ในการซื้อขายผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงสูง
การใช้เงินที่เกินกว่าความสามารถในการรับผลขาดทุน อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของลูกค้า
3.8 ความเสี่ยงจากการพึ่งพาบุคคลอื่น
ลูกค้าบางรายอาจตัดสินใจซื้อขายโดยอาศัย
- คำแนะนำจากบุคคลอื่น
- สื่อสังคมออนไลน์
- กลุ่มสนทนา
- สัญญาณการซื้อขาย (Trading Signals)
- ระบบคัดลอกการซื้อขาย (Copy Trading)
- โปรแกรมซื้อขายอัตโนมัติ (Expert Advisors)
- ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
บริษัทไม่สามารถรับรองความถูกต้อง ความครบถ้วน หรือผลลัพธ์ของข้อมูลหรือบริการดังกล่าว และลูกค้ายังคงเป็นผู้รับผิดชอบต่อการตัดสินใจซื้อขายของตนเอง
3.9 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์
บริษัทอาจปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์ เงื่อนไขการซื้อขาย หรือข้อกำหนดต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับ
- สภาวะตลาด
- ข้อกำหนดของผู้ให้บริการสภาพคล่อง
- ข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล
- การบริหารความเสี่ยง
- การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจส่งผลต่อการซื้อขายของลูกค้า เช่น การเปลี่ยนแปลงระดับมาร์จิ้น เลเวอเรจ ชั่วโมงการซื้อขาย หรือข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์
3.10 ความเสี่ยงที่ไม่สามารถระบุได้ทั้งหมด
เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่ออธิบายความเสี่ยงที่สำคัญที่อาจเกิดขึ้นจากการซื้อขายกับบริษัท
อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถระบุความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ครบถ้วนทุกกรณี เนื่องจากตลาดการเงินมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และอาจมีเหตุการณ์ใหม่ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า
ลูกค้าจึงควรใช้ความระมัดระวัง ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และติดตามข่าวสารที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอตลอดระยะเวลาที่ใช้บริการของบริษัท
3.11 หน้าที่ของลูกค้าในการประเมินความเสี่ยง
ลูกค้าควรประเมินความเหมาะสมของการลงทุนเป็นระยะ โดยคำนึงถึง
- ฐานะทางการเงินในปัจจุบัน
- วัตถุประสงค์ในการลงทุน
- ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
- ความรู้และประสบการณ์ในการซื้อขาย
- ภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลง
- ผลกระทบจากการใช้เลเวอเรจ
หากสถานการณ์ทางการเงินหรือความสามารถในการรับความเสี่ยงของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไป ลูกค้าควรพิจารณาปรับระดับการลงทุนให้เหมาะสม
ความเสี่ยงด้านตลาด
(Market Risks)
4.1 หลักการทั่วไป
ราคาของผลิตภัณฑ์ทางการเงินมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามสภาวะของตลาด และอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยหลายประการ ทั้งปัจจัยทางเศรษฐกิจ การเมือง การเงิน เทคโนโลยี และเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้
ลูกค้าควรตระหนักว่าการเคลื่อนไหวของราคาตลาดอาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจส่งผลต่อมูลค่าของสถานะซื้อขายโดยทันที
บริษัทไม่สามารถควบคุมหรือรับประกันทิศทางการเคลื่อนไหวของตลาดได้
4.2 ความผันผวนของราคา
(Price Volatility)
ราคาของสินทรัพย์อ้างอิงอาจมีความผันผวนในระดับที่แตกต่างกันตามประเภทของผลิตภัณฑ์ ช่วงเวลาการซื้อขาย และสภาพตลาด
ในบางช่วงเวลา ราคาอาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ส่งผลให้
- กำไรหรือขาดทุนเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
- ระดับมาร์จิ้นลดลงอย่างรวดเร็ว
- คำสั่งซื้อขายได้รับการดำเนินการในราคาที่แตกต่างจากที่คาดหวัง
- เกิดการปิดสถานะโดยอัตโนมัติหากเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด
4.3 ความเสี่ยงจากข่าวและเหตุการณ์สำคัญ
ราคาของสินทรัพย์อาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น
- การประกาศอัตราดอกเบี้ย
- การประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ
- รายงานการจ้างงาน
- ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)
- การประชุมของธนาคารกลาง
- การเลือกตั้ง
- การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาครัฐ
- เหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์
- สงคราม
- ภัยธรรมชาติ
- โรคระบาด
- เหตุการณ์ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
เหตุการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ตลาดเกิดความผันผวนสูงกว่าปกติ และอาจส่งผลให้สภาพคล่องลดลงในช่วงเวลาหนึ่ง
4.4 ช่องว่างของราคา
(Price Gap)
ในบางสถานการณ์ ราคาตลาดอาจเปิดที่ระดับซึ่งแตกต่างจากราคาปิดก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ (Gap)
สถานการณ์ดังกล่าวอาจเกิดขึ้นจาก
- ข่าวสำคัญนอกเวลาซื้อขาย
- วันหยุดของตลาด
- เหตุการณ์ฉุกเฉิน
- ความผันผวนรุนแรงของตลาด
- การขาดสภาพคล่อง
ในกรณีดังกล่าว คำสั่ง Stop Loss, Pending Order หรือคำสั่งประเภทอื่น อาจได้รับการดำเนินการที่ราคาถัดไปที่มีอยู่ในตลาด ซึ่งอาจแตกต่างจากราคาที่ลูกค้ากำหนดไว้
4.5 สภาพคล่องของตลาด
สภาพคล่องของตลาดอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
ในบางช่วง ตลาดอาจมีผู้ซื้อหรือผู้ขายน้อยกว่าปกติ ส่งผลให้
- การจับคู่คำสั่งซื้อขายล่าช้า
- ราคาเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
- ส่วนต่างราคาระหว่าง Bid และ Ask (Spread) กว้างขึ้น
- การดำเนินคำสั่งเกิดขึ้นในราคาที่แตกต่างจากที่คาดหวัง
ภาวะดังกล่าวอาจเกิดขึ้นโดยเฉพาะในช่วงเปิดตลาด ปิดตลาด ก่อนหรือหลังการประกาศข่าวสำคัญ หรือในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง
4.6 การขยายตัวของส่วนต่างราคา
(Spread Widening)
ส่วนต่างราคาระหว่างราคาเสนอซื้อ (Bid) และราคาเสนอขาย (Ask) อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามสภาพตลาด
ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนหรือมีสภาพคล่องต่ำ ส่วนต่างราคาอาจขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลให้
- ต้นทุนการซื้อขายเพิ่มขึ้น
- กำไรลดลง
- ผลขาดทุนเพิ่มขึ้น
- ระดับ Stop Loss ถูกกระทบเร็วกว่าที่คาด
4.7 การหยุดซื้อขายชั่วคราว
(Trading Halt / Market Suspension)
ตลาดหลักทรัพย์ ตลาดซื้อขาย หรือผู้ให้บริการราคาของสินทรัพย์อ้างอิง อาจระงับการซื้อขายชั่วคราว หรือหยุดให้บริการในบางกรณี เช่น
- ความผันผวนผิดปกติ
- ระบบขัดข้อง
- เหตุฉุกเฉิน
- คำสั่งของหน่วยงานกำกับดูแล
- การหยุดซื้อขายของตลาดอ้างอิง
ในช่วงเวลาดังกล่าว ลูกค้าอาจไม่สามารถเปิดหรือปิดสถานะได้ตามปกติ
4.8 ตลาดผิดปกติ
(Abnormal Market Conditions)
ในบางสถานการณ์ ตลาดอาจอยู่ในภาวะผิดปกติ เช่น
- ความผันผวนรุนแรง
- ราคาผันผวนโดยไม่มีทิศทาง
- ขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง
- ระบบของตลาดอ้างอิงหยุดทำงาน
- การประกาศมาตรการฉุกเฉินโดยหน่วยงานกำกับดูแล
ในกรณีดังกล่าว การซื้อขายอาจได้รับผลกระทบ และบริษัทอาจดำเนินการตามที่กำหนดไว้ใน Client Agreement และ Trading Conditions เพื่อรักษาความเป็นธรรมและความมั่นคงของการให้บริการ
4.9 ความเสี่ยงจากการกำหนดราคา
ราคาที่ใช้ในการซื้อขายอาจอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลหรือผู้ให้บริการราคาหลายราย
ในบางช่วงเวลา ราคาอาจแตกต่างจากราคาที่ปรากฏในเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน ข่าวการเงิน หรือผู้ให้บริการข้อมูลรายอื่น เนื่องจาก
- ความแตกต่างของแหล่งข้อมูล
- ระยะเวลาการอัปเดตราคา
- วิธีการคำนวณราคา
- สภาพคล่องของแต่ละตลาด
- ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์อ้างอิง
ลูกค้าจึงไม่ควรคาดหวังว่าราคาจากทุกแหล่งจะตรงกันในทุกช่วงเวลา
4.10 ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้
เหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า อาจส่งผลให้ตลาดเกิดความผันผวนหรือหยุดชะงัก เช่น
- ภัยธรรมชาติ
- สงคราม
- การก่อการร้าย
- การโจมตีทางไซเบอร์
- การล่มของโครงสร้างพื้นฐาน
- วิกฤตทางการเงิน
- โรคระบาด
- เหตุการณ์อื่นที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของบริษัท
เหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลต่อราคา สภาพคล่อง การดำเนินคำสั่งซื้อขาย และการให้บริการของบริษัท
4.11 การติดตามสภาวะตลาด
ลูกค้าควรติดตามข่าวสาร สภาวะตลาด และเหตุการณ์ที่อาจมีผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ที่ซื้อขายอย่างสม่ำเสมอ
การละเลยการติดตามข้อมูลที่เกี่ยวข้อง อาจทำให้ลูกค้าไม่สามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างเหมาะสม และอาจเพิ่มความเสี่ยงในการลงทุน
4.12 สรุป
ตลาดการเงินมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยที่หลากหลาย ทั้งที่สามารถคาดการณ์ได้และไม่สามารถคาดการณ์ได้
แม้ว่าบริษัทจะมุ่งมั่นให้บริการด้วยมาตรฐานที่เหมาะสม แต่บริษัทไม่สามารถรับประกันทิศทางของตลาด ระดับราคา ความผันผวน หรือสภาพคล่องของตลาดได้
ลูกค้าควรพิจารณาความเสี่ยงด้านตลาดร่วมกับความเสี่ยงประเภทอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารฉบับนี้ก่อนตัดสินใจซื้อขาย
ความเสี่ยงจากเลเวอเรจ
(Leverage Risk)
5.1 หลักการทั่วไป
บริษัทอาจเปิดให้ลูกค้าซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินโดยใช้เลเวอเรจ (Leverage) ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถเปิดสถานะที่มีมูลค่าสูงกว่าเงินหลักประกัน (Margin) ที่วางไว้
แม้เลเวอเรจจะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนจากการเคลื่อนไหวของราคา แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงของผลขาดทุนในสัดส่วนเดียวกัน
ลูกค้าควรทำความเข้าใจผลกระทบของเลเวอเรจอย่างครบถ้วนก่อนเปิดสถานะซื้อขาย
5.2 ผลกระทบของเลเวอเรจ
เลเวอเรจทำให้การเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์อ้างอิงเพียงเล็กน้อย อาจส่งผลให้เกิดกำไรหรือขาดทุนในจำนวนที่สูงเมื่อเทียบกับเงินหลักประกันที่ลูกค้าใช้
ดังนั้น แม้ตลาดจะเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยในทิศทางที่ไม่เป็นไปตามที่ลูกค้าคาดการณ์ ก็อาจทำให้เกิดผลขาดทุนจำนวนมากได้
5.3 ความเสี่ยงจากการใช้เลเวอเรจในระดับสูง
การเลือกใช้เลเวอเรจในระดับสูงอาจเพิ่มความสามารถในการเปิดสถานะซื้อขาย แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มโอกาสที่
- ระดับมาร์จิ้นจะลดลงอย่างรวดเร็ว
- จะได้รับ Margin Call (หากมีการใช้ระบบดังกล่าว)
- สถานะซื้อขายจะถูกปิดโดยอัตโนมัติเมื่อระดับหลักประกันลดลงต่ำกว่าที่บริษัทกำหนด
- เงินลงทุนจะสูญเสียทั้งหมดภายในระยะเวลาอันสั้น
ลูกค้าควรเลือกใช้ระดับเลเวอเรจที่เหมาะสมกับประสบการณ์ วัตถุประสงค์ในการลงทุน และความสามารถในการรับความเสี่ยงของตนเอง
5.4 เลเวอเรจไม่ใช่การเพิ่มเงินลงทุน
เลเวอเรจมิได้เพิ่มเงินทุนที่แท้จริงของลูกค้า และมิได้ลดความเสี่ยงของการซื้อขาย
การใช้เลเวอเรจเป็นเพียงกลไกที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถควบคุมสถานะที่มีมูลค่าสูงขึ้น โดยใช้เงินหลักประกันเพียงบางส่วน
ด้วยเหตุนี้ ผลกำไรและผลขาดทุนจึงอาจเกิดขึ้นในอัตราที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับการลงทุนที่ไม่มีการใช้เลเวอเรจ
5.5 การเปลี่ยนแปลงระดับเลเวอเรจ
บริษัทอาจปรับเปลี่ยนระดับเลเวอเรจที่ใช้กับผลิตภัณฑ์หรือบัญชีบางประเภท ตามความเหมาะสม เช่น
- ความผันผวนของตลาด
- สภาพคล่องของตลาด
- ความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์
- ข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล
- นโยบายบริหารความเสี่ยงของบริษัท
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจส่งผลให้ลูกค้าต้องใช้หลักประกันเพิ่มเติม หรืออาจกระทบต่อความสามารถในการเปิดหรือคงสถานะซื้อขาย
5.6 ความเสี่ยงจากการถือสถานะขนาดใหญ่
การใช้เลเวอเรจอาจทำให้ลูกค้าสามารถเปิดสถานะที่มีมูลค่าสูงกว่าฐานะทางการเงินของตนเอง
หากลูกค้าเปิดสถานะที่มีขนาดใหญ่เกินกว่าความสามารถในการรับความเสี่ยง ผลขาดทุนที่เกิดขึ้นอาจมีนัยสำคัญ แม้ว่าราคาจะเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย
ลูกค้าควรพิจารณาขนาดของสถานะซื้อขายควบคู่กับระดับเลเวอเรจและเงินทุนที่มีอยู่
5.7 ความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด
ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง ผลกระทบของเลเวอเรจอาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
การเปลี่ยนแปลงของราคาในระยะเวลาสั้น ๆ อาจทำให้
- ระดับมาร์จิ้นลดลงอย่างรวดเร็ว
- เกิดการปิดสถานะโดยอัตโนมัติ
- คำสั่ง Stop Loss ถูกดำเนินการในราคาที่แตกต่างจากที่กำหนดไว้
- ผลขาดทุนสูงกว่าที่ลูกค้าคาดการณ์
5.8 การใช้เลเวอเรจร่วมกับกลยุทธ์การซื้อขาย
แม้ว่าลูกค้าจะใช้กลยุทธ์การบริหารความเสี่ยง เช่น
- การกำหนด Stop Loss
- การแบ่งขนาดสถานะ
- การกระจายความเสี่ยง
- การบริหารเงินทุน (Money Management)
ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะสามารถหลีกเลี่ยงผลขาดทุนจากการใช้เลเวอเรจได้ทั้งหมด โดยเฉพาะในสภาวะตลาดที่ผิดปกติหรือมีความผันผวนสูง
5.9 หน้าที่ของลูกค้าในการบริหารความเสี่ยงจากเลเวอเรจ
ลูกค้าควร
- ศึกษาวิธีการทำงานของเลเวอเรจ
- ทำความเข้าใจข้อกำหนดด้านมาร์จิ้น
- ติดตามระดับ Equity และ Margin ของบัญชีอย่างสม่ำเสมอ
- ใช้ขนาดสถานะที่เหมาะสมกับเงินทุน
- หลีกเลี่ยงการใช้เลเวอเรจสูงเกินกว่าความสามารถในการรับความเสี่ยง
บริษัทไม่สามารถกำหนดระดับเลเวอเรจที่เหมาะสมสำหรับลูกค้าแต่ละรายได้ เนื่องจากขึ้นอยู่กับสถานการณ์และวัตถุประสงค์ของลูกค้าแต่ละราย
5.10 สรุป
เลเวอเรจเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการซื้อขาย แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความเสี่ยงในการขาดทุน
ลูกค้าควรใช้เลเวอเรจด้วยความระมัดระวัง และตระหนักว่า
- เลเวอเรจเพิ่มทั้งโอกาสในการทำกำไรและความเสี่ยงในการขาดทุน
- การเคลื่อนไหวของราคาเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลต่อมูลค่าของบัญชีอย่างมีนัยสำคัญ
- การบริหารความเสี่ยงช่วยลดความเสี่ยงได้ในบางกรณี แต่ไม่สามารถขจัดความเสี่ยงจากเลเวอเรจได้ทั้งหมด
ลูกค้าควรประเมินความเหมาะสมของการใช้เลเวอเรจก่อนเปิดสถานะซื้อขายทุกครั้ง
ความเสี่ยงด้านมาร์จิ้น
(Margin Risk)
6.1 หลักการทั่วไป
การซื้อขายผลิตภัณฑ์ที่ใช้เลเวอเรจกำหนดให้ลูกค้าต้องมีหลักประกัน (Margin) เพียงพอสำหรับการเปิดและคงสถานะซื้อขาย
หลักประกันดังกล่าวมิใช่ต้นทุนทั้งหมดของธุรกรรม แต่เป็นเงินที่ใช้เป็นหลักประกันต่อความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของราคาตลาด
หากหลักประกันของลูกค้าไม่เพียงพอ บริษัทอาจดำเนินการตามสิทธิที่กำหนดไว้ใน Client Agreement และ Trading Conditions ซึ่งอาจรวมถึงการจำกัดการซื้อขาย การปฏิเสธคำสั่ง หรือการปิดสถานะซื้อขายบางส่วนหรือทั้งหมด
6.2 ความเสี่ยงจากระดับหลักประกัน
ระดับหลักประกันของลูกค้าอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ตามปัจจัยต่าง ๆ เช่น
- การเคลื่อนไหวของราคาตลาด
- ผลกำไรหรือผลขาดทุนที่ยังไม่รับรู้ (Floating Profit/Loss)
- การเปิดหรือปิดสถานะเพิ่มเติม
- การฝากหรือถอนเงิน
- การเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดด้านมาร์จิ้นของบริษัท
ลูกค้าควรติดตามระดับหลักประกันของบัญชีอย่างสม่ำเสมอ
6.3 การลดลงของระดับมาร์จิ้น
หากราคาตลาดเคลื่อนไหวในทิศทางที่ไม่เป็นไปตามที่ลูกค้าคาดการณ์ ระดับมาร์จิ้นของบัญชีอาจลดลงอย่างรวดเร็ว
ในสภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูง ระดับมาร์จิ้นอาจลดลงภายในเวลาอันสั้นจนไม่เพียงพอต่อการคงสถานะซื้อขาย
ลูกค้าไม่ควรคาดหวังว่าจะมีเวลาเพียงพอในการดำเนินการทุกครั้ง เนื่องจากความเร็วของการเปลี่ยนแปลงของตลาดอาจแตกต่างกันไปในแต่ละสถานการณ์
6.4 การแจ้งเตือนเกี่ยวกับหลักประกัน
(Margin Call)
ในบางกรณี บริษัทอาจจัดให้มีการแจ้งเตือนเมื่อลูกค้ามีระดับหลักประกันลดลงถึงระดับที่กำหนด
อย่างไรก็ตาม ลูกค้าควรเข้าใจว่า
- การแจ้งเตือนดังกล่าวเป็นเพียงบริการอำนวยความสะดวก
- บริษัทไม่รับประกันว่าลูกค้าจะได้รับการแจ้งเตือนทุกครั้ง
- ความล่าช้าของระบบ เครือข่าย หรืออุปกรณ์ของลูกค้าอาจทำให้ลูกค้าไม่ได้รับการแจ้งเตือนทันเวลา
ลูกค้าไม่ควรพึ่งพาการแจ้งเตือนดังกล่าวเป็นวิธีหลักในการบริหารความเสี่ยง และควรติดตามสถานะบัญชีด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ
6.5 การปิดสถานะโดยอัตโนมัติ
(Stop Out)
หากระดับหลักประกันของลูกค้าลดลงต่ำกว่าระดับที่บริษัทกำหนด บริษัทอาจดำเนินการปิดสถานะซื้อขายบางส่วนหรือทั้งหมดโดยอัตโนมัติ ตามสิทธิและเงื่อนไขที่ระบุไว้ใน Client Agreement และ Trading Conditions
การดำเนินการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับบัญชีของลูกค้าและระบบการซื้อขายโดยรวม
การปิดสถานะอาจเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบล่วงหน้า หากเป็นไปตามเงื่อนไขของเอกสารที่เกี่ยวข้องและกฎหมายที่ใช้บังคับ
6.6 การเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดด้านมาร์จิ้น
บริษัทอาจปรับเปลี่ยนข้อกำหนดด้านมาร์จิ้นเมื่อมีเหตุอันสมควร เช่น
- ความผันผวนของตลาดเพิ่มขึ้น
- สภาพคล่องลดลง
- ความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์เปลี่ยนแปลง
- ผู้ให้บริการสภาพคล่องมีการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนด
- มีข้อกำหนดใหม่จากหน่วยงานกำกับดูแล
- มีเหตุการณ์พิเศษที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของตลาด
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจทำให้ลูกค้าต้องมีหลักประกันเพิ่มขึ้นเพื่อคงสถานะซื้อขายเดิม
6.7 ความเสี่ยงจากการถือหลายสถานะพร้อมกัน
การเปิดสถานะซื้อขายหลายรายการพร้อมกัน อาจทำให้ความต้องการใช้หลักประกันรวมของบัญชีเพิ่มขึ้น
หากตลาดเคลื่อนไหวในทิศทางที่ไม่เป็นไปตามที่ลูกค้าคาดการณ์หลายผลิตภัณฑ์พร้อมกัน ระดับหลักประกันของบัญชีอาจลดลงอย่างรวดเร็ว และอาจส่งผลให้เกิดการปิดสถานะหลายรายการในเวลาใกล้เคียงกัน
6.8 ความเสี่ยงจากการถอนเงิน
การถอนเงินออกจากบัญชีซื้อขายอาจส่งผลให้ระดับหลักประกันลดลง
ลูกค้าควรพิจารณาผลกระทบของการถอนเงินต่อความสามารถในการคงสถานะซื้อขาย โดยเฉพาะเมื่อมีสถานะที่เปิดอยู่หรือในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง
6.9 ความเสี่ยงในช่วงตลาดผันผวน
ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง ระดับหลักประกันอาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากการเคลื่อนไหวของราคา
แม้ว่าลูกค้าจะติดตามบัญชีอย่างต่อเนื่อง ก็อาจไม่สามารถดำเนินการฝากเงิน ปิดสถานะ หรือปรับลดความเสี่ยงได้ทันก่อนที่ระบบจะดำเนินการตามเงื่อนไขที่กำหนด
6.10 หน้าที่ของลูกค้า
ลูกค้าควรดำเนินการดังต่อไปนี้เพื่อบริหารความเสี่ยงด้านมาร์จิ้น
- ตรวจสอบยอดคงเหลือ (Balance) และมูลค่าสุทธิของบัญชี (Equity) อย่างสม่ำเสมอ
- ติดตามระดับมาร์จิ้นของบัญชี
- รักษาหลักประกันให้เพียงพอต่อสถานะซื้อขาย
- พิจารณาลดขนาดสถานะเมื่อความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
- ศึกษาข้อกำหนดด้านมาร์จิ้นของแต่ละผลิตภัณฑ์ก่อนเริ่มซื้อขาย
- ไม่ควรใช้หลักประกันจนอยู่ในระดับต่ำเกินไปโดยหวังว่าตลาดจะกลับตัว
6.11 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น
รายละเอียดเกี่ยวกับ
- วิธีการคำนวณหลักประกัน
- ระดับ Margin Call (หากมี)
- ระดับ Stop Out
- หลักเกณฑ์การปิดสถานะ
- การเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดด้านมาร์จิ้น
ให้เป็นไปตาม Client Agreement, Trading Conditions และเอกสารอื่นที่บริษัทประกาศใช้เป็นครั้งคราว
ในกรณีที่มีความแตกต่างระหว่างเอกสารฉบับนี้กับเอกสารดังกล่าว ให้ใช้ข้อกำหนดใน Client Agreement และ Trading Conditions เป็นหลัก ภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายที่ใช้บังคับอนุญาต
6.12 สรุป
หลักประกันเป็นองค์ประกอบสำคัญของการซื้อขายแบบใช้เลเวอเรจ การรักษาระดับหลักประกันให้เพียงพอเป็นความรับผิดชอบของลูกค้า
ลูกค้าควรเข้าใจว่า
- ระดับมาร์จิ้นอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
- การแจ้งเตือน Margin Call (หากมี) ไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงเพียงอย่างเดียว
- บริษัทอาจปิดสถานะโดยอัตโนมัติเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด
- การบริหารหลักประกันอย่างเหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงได้ แต่ไม่สามารถขจัดความเสี่ยงจากการซื้อขายได้ทั้งหมด
ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง
(Liquidity Risk)
7.1 หลักการทั่วไป
สภาพคล่องของตลาดหมายถึงความสามารถในการซื้อหรือขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้ในปริมาณและราคาที่เหมาะสมภายในระยะเวลาที่สมเหตุสมผล
ระดับสภาพคล่องของตลาดอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยหลายประการ เช่น สภาวะตลาด ปริมาณการซื้อขาย เหตุการณ์สำคัญ หรือการเปลี่ยนแปลงของตลาดอ้างอิง
เมื่อสภาพคล่องลดลง ลูกค้าอาจไม่สามารถเปิดหรือปิดสถานะได้ในราคาหรือเวลาที่คาดหวัง
7.2 การเปลี่ยนแปลงของสภาพคล่อง
สภาพคล่องของตลาดมิได้คงที่ตลอดเวลา
ในบางช่วงเวลา สภาพคล่องอาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เช่น
- ช่วงก่อนหรือหลังการประกาศข่าวเศรษฐกิจ
- ช่วงเปิดหรือปิดตลาด
- วันหยุดของตลาดหลัก
- ช่วงที่มีเหตุการณ์ทางการเมืองหรือเศรษฐกิจที่สำคัญ
- ช่วงที่เกิดความผันผวนผิดปกติ
- เหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินโดยรวม
ในสถานการณ์ดังกล่าว การจับคู่คำสั่งซื้อขายอาจเกิดขึ้นได้ยากกว่าปกติ
7.3 ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่อง
เมื่อสภาพคล่องของตลาดลดลง ลูกค้าอาจประสบกับสถานการณ์ เช่น
- ไม่สามารถเปิดสถานะได้ทันที
- ไม่สามารถปิดสถานะได้ทันที
- ได้รับราคาที่แตกต่างจากราคาที่เห็นก่อนส่งคำสั่ง
- การดำเนินคำสั่งล่าช้า
- ปริมาณคำสั่งได้รับการดำเนินการไม่ครบทั้งหมดในครั้งเดียว
เหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลให้ผลกำไรลดลงหรือผลขาดทุนเพิ่มขึ้น
7.4 การดำเนินคำสั่งแบบบางส่วน
(Partial Execution)
ในบางกรณี โดยเฉพาะเมื่อมีคำสั่งซื้อขายขนาดใหญ่ หรือสภาพคล่องของตลาดมีจำกัด คำสั่งของลูกค้าอาจได้รับการดำเนินการเพียงบางส่วนก่อน
ส่วนที่เหลือของคำสั่งอาจ
- ได้รับการดำเนินการภายหลัง
- ได้รับการดำเนินการในราคาที่แตกต่างออกไป
- ไม่สามารถดำเนินการได้ทั้งหมด
ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพตลาดและเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์ในขณะนั้น
7.5 ความเสี่ยงจากคำสั่งซื้อขายขนาดใหญ่
การส่งคำสั่งซื้อขายที่มีขนาดใหญ่ อาจส่งผลให้การดำเนินคำสั่งแตกต่างจากคำสั่งที่มีขนาดเล็ก
คำสั่งดังกล่าวอาจได้รับผลกระทบจาก
- ปริมาณสภาพคล่องที่มีอยู่
- การเปลี่ยนแปลงของราคาในระหว่างการดำเนินคำสั่ง
- การแบ่งคำสั่งออกเป็นหลายส่วน
ลูกค้าควรพิจารณาขนาดของคำสั่งซื้อขายให้เหมาะสมกับสภาพตลาด
7.6 ความเสี่ยงจากช่วงเวลาที่ตลาดมีสภาพคล่องต่ำ
ในบางช่วงเวลา เช่น
- ช่วงเปลี่ยนวันซื้อขาย
- ช่วงเปิดตลาด
- ช่วงปิดตลาด
- วันหยุดราชการของประเทศที่เกี่ยวข้อง
- ช่วงก่อนเปิดตลาดสำคัญ
- ช่วงหลังประกาศข่าวเศรษฐกิจ
ตลาดอาจมีผู้ซื้อและผู้ขายน้อยกว่าปกติ
ในช่วงเวลาดังกล่าว ราคาอาจเคลื่อนไหวรวดเร็ว และส่วนต่างราคาระหว่าง Bid และ Ask อาจกว้างกว่าปกติ
7.7 ความเสี่ยงจากตลาดอ้างอิง
ราคาของผลิตภัณฑ์ที่บริษัทให้บริการอาจอ้างอิงจากตลาดหรือสินทรัพย์อ้างอิง
หากตลาดอ้างอิง
- หยุดซื้อขาย
- จำกัดการซื้อขาย
- เกิดความผิดปกติของราคา
- มีสภาพคล่องลดลง
- ปิดทำการก่อนกำหนด
อาจส่งผลให้การกำหนดราคา การเปิดหรือปิดสถานะ และการดำเนินคำสั่งของบริษัทได้รับผลกระทบ
7.8 ความเสี่ยงจากความผันผวนร่วมกับสภาพคล่องต่ำ
เมื่อความผันผวนของตลาดเกิดขึ้นพร้อมกับสภาพคล่องที่ลดลง ลูกค้าอาจประสบกับผลกระทบหลายประการพร้อมกัน เช่น
- ราคาเคลื่อนไหวรวดเร็ว
- Spread กว้างขึ้น
- Slippage เพิ่มขึ้น
- คำสั่ง Stop Loss ถูกดำเนินการในราคาที่แตกต่างจากที่กำหนด
- การปิดสถานะเกิดขึ้นในราคาที่ต่ำกว่าหรือสูงกว่าที่คาดการณ์
สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ผลลัพธ์ของการซื้อขายแตกต่างจากที่ลูกค้าคาดหวังอย่างมีนัยสำคัญ
7.9 บริษัทไม่สามารถควบคุมสภาพคล่องของตลาด
บริษัทดำเนินการให้บริการซื้อขายภายใต้สภาวะตลาดที่เกิดขึ้นจริง และไม่สามารถควบคุม
- ปริมาณผู้ซื้อหรือผู้ขาย
- ระดับสภาพคล่องของตลาด
- การเคลื่อนไหวของราคา
- ความต่อเนื่องของตลาดอ้างอิง
- เหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่อง
ดังนั้น บริษัทจึงไม่สามารถรับประกันได้ว่าคำสั่งซื้อขายทุกคำสั่งจะได้รับการดำเนินการในราคาหรือภายในระยะเวลาที่ลูกค้าคาดหวัง
7.10 หน้าที่ของลูกค้า
ลูกค้าควรคำนึงถึงความเสี่ยงด้านสภาพคล่องก่อนส่งคำสั่งซื้อขาย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ตลาดอาจมีสภาพคล่องต่ำ
ลูกค้าควร
- ติดตามสภาวะตลาด
- พิจารณาขนาดของคำสั่งซื้อขาย
- ทำความเข้าใจลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่ซื้อขาย
- ใช้การบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม
- เตรียมพร้อมรับความผันผวนของตลาดในช่วงเหตุการณ์สำคัญ
7.11 ความสัมพันธ์กับนโยบายการดำเนินคำสั่งซื้อขาย
รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการดำเนินคำสั่งซื้อขาย หลักเกณฑ์การจัดการคำสั่ง และปัจจัยที่ใช้ในการดำเนินคำสั่ง ให้เป็นไปตาม Order Execution Policy ของบริษัท
ในกรณีที่มีความแตกต่างระหว่างเอกสารฉบับนี้กับ Order Execution Policy ให้ใช้ข้อกำหนดใน Order Execution Policy เป็นหลัก ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคำสั่งซื้อขาย
7.12 สรุป
สภาพคล่องของตลาดเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อการดำเนินคำสั่งซื้อขายและราคาที่ลูกค้าได้รับ
ลูกค้าควรตระหนักว่า
- สภาพคล่องของตลาดอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
- ตลาดที่เปิดทำการไม่ได้หมายความว่าจะมีสภาพคล่องเพียงพอเสมอไป
- คำสั่งซื้อขายอาจได้รับการดำเนินการล่าช้า ได้รับการดำเนินการเพียงบางส่วน หรือได้รับราคาที่แตกต่างจากที่คาดหวัง
- ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องอาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูงหรือเกิดเหตุการณ์สำคัญ
ลูกค้าควรพิจารณาความเสี่ยงดังกล่าวควบคู่กับความเสี่ยงประเภทอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารฉบับนี้ก่อนตัดสินใจซื้อขาย
ความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด
(Volatility Risk)
8.1 หลักการทั่วไป
ราคาของผลิตภัณฑ์ทางการเงินอาจมีความผันผวนในระดับที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับประเภทของผลิตภัณฑ์ สภาวะตลาด สภาพคล่อง และเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง
ความผันผวนดังกล่าวอาจทำให้ราคาปรับตัวขึ้นหรือลงอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาอันสั้น และอาจส่งผลกระทบต่อผลกำไร ผลขาดทุน ระดับหลักประกัน และการดำเนินคำสั่งซื้อขายของลูกค้า
8.2 ปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดความผันผวน
ความผันผวนของตลาดอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น
- การประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ
- การตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย
- นโยบายของธนาคารกลาง
- ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน
- ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
- การเลือกตั้ง
- เหตุการณ์ด้านความมั่นคง
- ภัยธรรมชาติ
- โรคระบาด
- ความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน
- การเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์และอุปทาน
ปัจจัยดังกล่าวอาจเกิดขึ้นโดยมีหรือไม่มีการคาดการณ์ล่วงหน้า และอาจส่งผลกระทบต่อตลาดในวงกว้างหรือเฉพาะผลิตภัณฑ์บางประเภท
8.3 ความผันผวนในช่วงประกาศข่าวสำคัญ
ในช่วงที่มีการประกาศข้อมูลหรือเหตุการณ์สำคัญ ตลาดอาจมีความผันผวนสูงกว่าปกติ
ในช่วงเวลาดังกล่าว ลูกค้าอาจประสบกับสถานการณ์ เช่น
- ราคาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
- Spread ขยายตัว
- Slippage เพิ่มขึ้น
- ความล่าช้าในการดำเนินคำสั่ง
- Price Gap
- การเปลี่ยนแปลงของระดับหลักประกันอย่างรวดเร็ว
ลูกค้าควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อทำการซื้อขายในช่วงเวลาดังกล่าว
8.4 ความผันผวนของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท
ผลิตภัณฑ์ทางการเงินแต่ละประเภทอาจมีระดับความผันผวนที่แตกต่างกัน
ตัวอย่างเช่น
- คู่สกุลเงินหลักอาจมีความผันผวนแตกต่างจากคู่สกุลเงินรอง
- โลหะมีค่าอาจตอบสนองต่อเหตุการณ์เศรษฐกิจและการเมืองแตกต่างจากสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอื่น
- ดัชนีหุ้นอาจได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศหรือภูมิภาคที่เกี่ยวข้อง
- สินทรัพย์ดิจิทัลอาจมีความผันผวนสูงกว่าสินทรัพย์ทางการเงินบางประเภท
ลูกค้าควรศึกษาลักษณะเฉพาะของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทก่อนเริ่มซื้อขาย
8.5 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาอย่างรวดเร็ว
ในบางสถานการณ์ ราคาอาจเปลี่ยนแปลงหลายครั้งภายในเวลาไม่กี่วินาที
การเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจส่งผลให้
- ผลกำไรหรือผลขาดทุนเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
- ระดับมาร์จิ้นลดลงโดยไม่ทันสังเกต
- คำสั่ง Stop Loss หรือ Pending Order ถูกดำเนินการในราคาที่แตกต่างจากที่กำหนด
- การปิดสถานะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่ลูกค้าคาดการณ์
8.6 ความผันผวนและการบริหารความเสี่ยง
การใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยง เช่น Stop Loss, Take Profit หรือการกำหนดขนาดสถานะซื้อขาย อาจช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนได้ในบางกรณี
อย่างไรก็ตาม เครื่องมือดังกล่าวไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะสามารถจำกัดผลขาดทุนได้ในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะเมื่อเกิด Price Gap, Slippage หรือสภาพคล่องลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
8.7 ความผันผวนที่เกิดขึ้นพร้อมกับเหตุการณ์ผิดปกติ
ในบางกรณี ความผันผวนของตลาดอาจเกิดขึ้นพร้อมกับเหตุการณ์อื่น เช่น
- การหยุดซื้อขายของตลาดอ้างอิง
- ความขัดข้องของโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงิน
- การขาดสภาพคล่อง
- การหยุดให้บริการของผู้ให้บริการข้อมูลราคา
- เหตุสุดวิสัย (Force Majeure)
เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวพร้อมกัน ผลกระทบต่อการซื้อขายอาจรุนแรงกว่าปกติ
8.8 ผลกระทบต่อคำสั่งซื้อขาย
ความผันผวนของตลาดอาจส่งผลต่อการดำเนินคำสั่งซื้อขาย เช่น
- คำสั่งอาจได้รับการดำเนินการในราคาที่แตกต่างจากราคาที่เห็นบนหน้าจอ
- คำสั่งบางประเภทอาจไม่สามารถดำเนินการได้ทันที
- คำสั่งอาจได้รับการดำเนินการเพียงบางส่วน หากลักษณะของผลิตภัณฑ์และระบบรองรับ
- การยืนยันผลการซื้อขายอาจใช้เวลานานกว่าปกติในบางสถานการณ์
รายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินคำสั่งให้เป็นไปตาม Order Execution Policy ของบริษัท
8.9 บริษัทไม่สามารถควบคุมความผันผวนของตลาด
ความผันผวนของตลาดเป็นผลจากปัจจัยภายนอกจำนวนมาก ซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของบริษัท
บริษัทไม่สามารถรับประกันได้ว่า
- ตลาดจะเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง
- ราคาจะเปลี่ยนแปลงภายในช่วงที่คาดการณ์ได้
- ความผันผวนจะอยู่ในระดับปกติ
- ตลาดจะมีสภาพคล่องเพียงพอตลอดเวลา
8.10 แนวทางสำหรับลูกค้าในการบริหารความเสี่ยง
เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาด ลูกค้าควรพิจารณา
- ศึกษาปฏิทินเศรษฐกิจและเหตุการณ์สำคัญ
- ใช้ระดับเลเวอเรจที่เหมาะสม
- กำหนดขนาดสถานะให้สอดคล้องกับเงินทุน
- รักษาระดับหลักประกันให้เพียงพอ
- ติดตามสถานะการซื้อขายอย่างสม่ำเสมอ
- ประเมินความเสี่ยงก่อนเปิดสถานะในช่วงที่ตลาดมีแนวโน้มผันผวนสูง
8.11 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น
ความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดควรพิจารณาร่วมกับ
- Client Agreement
- Order Execution Policy
- Trading Conditions
- หมวดที่เกี่ยวข้องในเอกสารเปิดเผยความเสี่ยงฉบับนี้
เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการซื้อขายได้อย่างครบถ้วน
8.12 สรุป
ความผันผวนของตลาดเป็นลักษณะตามธรรมชาติของตลาดการเงิน และอาจส่งผลต่อราคา การดำเนินคำสั่งซื้อขาย ระดับหลักประกัน และผลลัพธ์ของการซื้อขาย
ลูกค้าควรตระหนักว่า
- ความผันผวนอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า
- เหตุการณ์สำคัญอาจทำให้ราคาปรับตัวอย่างรุนแรง
- เครื่องมือบริหารความเสี่ยงช่วยลดความเสี่ยงได้ในบางกรณี แต่ไม่สามารถขจัดผลกระทบจากความผันผวนได้ทั้งหมด
- การเตรียมความพร้อมและการติดตามสภาวะตลาดอย่างสม่ำเสมอเป็นส่วนสำคัญของการบริหารความเสี่ยง
ความเสี่ยงจากการดำเนินคำสั่งซื้อขาย
(Execution Risk)
9.1 หลักการทั่วไป
การดำเนินคำสั่งซื้อขายขึ้นอยู่กับสภาพตลาด สภาพคล่อง ความพร้อมของระบบ และปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องในขณะส่งคำสั่ง
แม้ว่าบริษัทจะมุ่งมั่นดำเนินคำสั่งซื้อขายของลูกค้าอย่างเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับ Order Execution Policy แต่บริษัทไม่สามารถรับประกันได้ว่าคำสั่งซื้อขายทุกคำสั่งจะได้รับการดำเนินการในราคาที่ลูกค้าคาดหวัง หรือภายในระยะเวลาที่กำหนด
9.2 ความแตกต่างระหว่างราคาที่เห็นกับราคาที่ได้รับ
(Price Difference)
ราคาที่แสดงบนแพลตฟอร์มซื้อขายอาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างต่อเนื่อง
ในช่วงเวลาที่ลูกค้าส่งคำสั่งจนถึงเวลาที่คำสั่งได้รับการดำเนินการ ราคาตลาดอาจมีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ราคาที่ลูกค้าได้รับแตกต่างจากราคาที่เห็นก่อนส่งคำสั่ง
ความแตกต่างดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้ทั้งในลักษณะที่เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ต่อลูกค้า
9.3 Slippage
Slippage หมายถึง การที่คำสั่งซื้อขายได้รับการดำเนินการในราคาที่แตกต่างจากราคาที่ลูกค้าคาดหวังหรือราคาที่ปรากฏในขณะส่งคำสั่ง
Slippage อาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น
- ความผันผวนของตลาด
- สภาพคล่องของตลาด
- ความเร็วในการเปลี่ยนแปลงของราคา
- ปริมาณคำสั่งซื้อขายในตลาด
- เหตุการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจหรือการเมือง
Slippage อาจเป็น
- Positive Slippage ซึ่งลูกค้าได้รับราคาที่ดีกว่าที่คาดไว้ หรือ
- Negative Slippage ซึ่งลูกค้าได้รับราคาที่แตกต่างในทางที่ไม่เป็นประโยชน์
9.4 ความล่าช้าในการดำเนินคำสั่ง
(Execution Delay)
ในบางสถานการณ์ การดำเนินคำสั่งอาจใช้เวลานานกว่าปกติ เช่น
- ตลาดมีความผันผวนสูง
- มีปริมาณคำสั่งจำนวนมาก
- สภาพคล่องลดลง
- ระบบของตลาดอ้างอิงหรือผู้ให้บริการข้อมูลเกิดความล่าช้า
- มีเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของบริษัท
ความล่าช้าดังกล่าวอาจส่งผลให้ราคาที่ได้รับแตกต่างจากราคาที่ลูกค้าคาดหวัง
9.5 คำสั่งแบบ Market Order
คำสั่งซื้อขายประเภท Market Order มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการตามราคาที่มีอยู่ในตลาด ณ เวลาที่ระบบสามารถดำเนินการได้
ลูกค้าควรเข้าใจว่า Market Order มิได้เป็นการรับประกันว่าจะได้รับราคาที่ปรากฏบนหน้าจอในขณะกดส่งคำสั่ง โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนหรือสภาพคล่องลดลง
9.6 คำสั่งแบบ Pending Order
คำสั่งประเภท Pending Order จะถูกส่งเพื่อดำเนินการเมื่อราคาตลาดเป็นไปตามเงื่อนไขที่ลูกค้ากำหนด
อย่างไรก็ตาม หากราคาตลาดเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว หรือเกิด Price Gap คำสั่งอาจได้รับการดำเนินการในราคาที่แตกต่างจากระดับราคาที่ลูกค้ากำหนดไว้ หรืออาจไม่สามารถดำเนินการได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของคำสั่งและสภาพตลาดในขณะนั้น
9.7 คำสั่ง Stop Loss และ Take Profit
คำสั่ง Stop Loss และ Take Profit เป็นเครื่องมือสำหรับการบริหารความเสี่ยงและการกำหนดเป้าหมายในการปิดสถานะ
อย่างไรก็ตาม คำสั่งดังกล่าวมิใช่การรับประกันว่าการปิดสถานะจะเกิดขึ้นในราคาที่ลูกค้าระบุไว้
ในกรณีที่เกิด Price Gap, Slippage, สภาพคล่องลดลง หรือความผันผวนสูง คำสั่งอาจได้รับการดำเนินการในราคาที่แตกต่างจากระดับราคาที่กำหนด
9.8 ความเสี่ยงจากการเชื่อมต่อของลูกค้า
การส่งคำสั่งซื้อขายของลูกค้าขึ้นอยู่กับการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ของลูกค้ากับระบบของบริษัท
ปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการส่งคำสั่ง ได้แก่
- ความเร็วของอินเทอร์เน็ต
- ความเสถียรของเครือข่าย
- ประสิทธิภาพของอุปกรณ์
- ซอฟต์แวร์ของลูกค้า
- ปัญหาด้านผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP)
หากเกิดความล่าช้าหรือการเชื่อมต่อขาดหาย คำสั่งซื้อขายอาจได้รับผลกระทบ
9.9 ความเสี่ยงจากระบบภายนอก
แม้ว่าระบบของบริษัทจะทำงานตามมาตรฐานที่เหมาะสม การดำเนินคำสั่งซื้อขายอาจได้รับผลกระทบจากระบบของบุคคลภายนอก เช่น
- ตลาดอ้างอิง
- ผู้ให้บริการข้อมูลราคา
- ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่าย
- ผู้ให้บริการสภาพคล่อง
- ผู้ให้บริการเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง
บริษัทไม่สามารถควบคุมการทำงานของระบบภายนอกดังกล่าวได้ และเหตุขัดข้องของระบบเหล่านั้นอาจส่งผลต่อการดำเนินคำสั่งซื้อขายของลูกค้า
9.10 ความเสี่ยงจากการส่งคำสั่งซ้ำ
ในกรณีที่การเชื่อมต่อไม่เสถียร หรือการยืนยันผลการส่งคำสั่งล่าช้า ลูกค้าอาจส่งคำสั่งซ้ำโดยไม่ได้ตั้งใจ
การส่งคำสั่งหลายครั้งอาจทำให้เกิดการเปิดหรือปิดสถานะมากกว่าที่ลูกค้าตั้งใจ
ลูกค้าควรตรวจสอบสถานะของคำสั่งในแพลตฟอร์มก่อนดำเนินการส่งคำสั่งเพิ่มเติม
9.11 ความสัมพันธ์กับ Order Execution Policy
รายละเอียดเกี่ยวกับ
- หลักการดำเนินคำสั่งซื้อขาย
- ปัจจัยที่ใช้พิจารณาในการดำเนินคำสั่ง
- การจัดการคำสั่งซื้อขาย
- ประเภทของคำสั่ง
- การจัดลำดับความสำคัญของคำสั่ง
ให้เป็นไปตาม Order Execution Policy ของบริษัท
เอกสารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินคำสั่งซื้อขาย มิใช่เพื่อกำหนดขั้นตอนหรือเงื่อนไขการดำเนินคำสั่งโดยละเอียด
9.12 สรุป
การดำเนินคำสั่งซื้อขายอาจได้รับผลกระทบจากสภาพตลาด ความผันผวน สภาพคล่อง ระบบการสื่อสาร และปัจจัยภายนอกอื่นที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของบริษัท
ลูกค้าควรตระหนักว่า
- ราคาที่ได้รับอาจแตกต่างจากราคาที่เห็นก่อนส่งคำสั่ง
- Slippage สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในทางที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์
- คำสั่ง Stop Loss, Take Profit และ Pending Order ไม่ได้รับประกันว่าจะดำเนินการในราคาที่กำหนด
- ความล่าช้าในการดำเนินคำสั่งอาจเกิดขึ้นในบางสถานการณ์
- การบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมและการทำความเข้าใจลักษณะของคำสั่งแต่ละประเภทเป็นส่วนสำคัญของการซื้อขาย
ความเสี่ยงด้านราคาและการกำหนดราคา
(Pricing Risk)
10.1 หลักการทั่วไป
ราคาที่ใช้ในการซื้อขายผลิตภัณฑ์ของบริษัทอ้างอิงจากข้อมูลตลาดและแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องตามนโยบายของบริษัท
ราคาดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และอาจแตกต่างจากราคาที่ปรากฏในแหล่งข้อมูลหรือผู้ให้บริการข้อมูลรายอื่น เนื่องจากความแตกต่างของแหล่งอ้างอิง วิธีการคำนวณ สภาพคล่อง และช่วงเวลาการอัปเดตข้อมูล
ลูกค้าควรตระหนักว่าการเปรียบเทียบราคาจากหลายแหล่งอาจพบความแตกต่างได้ และความแตกต่างดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าราคาของบริษัทไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรมเสมอไป
10.2 แหล่งข้อมูลราคา
บริษัทอาจได้รับข้อมูลราคาจากแหล่งข้อมูลหรือผู้ให้บริการหลายราย รวมถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตลาดอ้างอิงของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท
บริษัทอาจใช้กระบวนการหรือวิธีการที่เหมาะสมในการประมวลผลข้อมูลดังกล่าวเพื่อใช้ในการให้บริการซื้อขายแก่ลูกค้า ตามที่กำหนดไว้ในนโยบายและเงื่อนไขของบริษัท
10.3 ความแตกต่างของราคา
ราคาที่ลูกค้าเห็นบนแพลตฟอร์มของบริษัทอาจแตกต่างจากราคาที่แสดงใน
- เว็บไซต์ข่าวการเงิน
- ผู้ให้บริการข้อมูลราคา
- แอปพลิเคชันของบุคคลภายนอก
- ตลาดอื่น
- ผู้ให้บริการซื้อขายรายอื่น
ความแตกต่างดังกล่าวอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น
- เวลาที่ใช้ในการอัปเดตข้อมูล
- แหล่งอ้างอิงราคา
- สภาพคล่อง
- วิธีการคำนวณราคา
- ลักษณะของผลิตภัณฑ์
- ชั่วโมงการซื้อขาย
10.4 ความต่อเนื่องของราคา
ในบางสถานการณ์ ราคาอาจไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง หรืออาจมีช่วงเวลาที่ไม่มีราคาปรากฏ
สถานการณ์ดังกล่าวอาจเกิดขึ้น เช่น
- ตลาดอ้างอิงหยุดซื้อขาย
- สภาพคล่องลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
- ผู้ให้บริการข้อมูลราคาหยุดให้บริการชั่วคราว
- เกิดเหตุสุดวิสัยหรือเหตุการณ์ผิดปกติ
ในช่วงเวลาดังกล่าว การซื้อขายอาจถูกจำกัด ระงับ หรือดำเนินการภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทกำหนด
10.5 การเปลี่ยนแปลงของราคาอย่างรวดเร็ว
ราคาของผลิตภัณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงหลายครั้งภายในช่วงเวลาสั้นมาก
ในกรณีดังกล่าว ราคาที่ลูกค้าเห็นก่อนส่งคำสั่งอาจไม่ใช่ราคาที่ใช้ในการดำเนินคำสั่งเมื่อระบบได้รับคำสั่งแล้ว
ความแตกต่างดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้ทั้งในลักษณะที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ต่อลูกค้า
10.6 ความเสี่ยงจากข้อมูลราคาของบุคคลภายนอก
ลูกค้าอาจใช้ข้อมูลราคาจากแหล่งอื่นเพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อขาย
อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่รับรองความถูกต้อง ความครบถ้วน ความต่อเนื่อง หรือความทันเวลาของข้อมูลราคาที่เผยแพร่โดยบุคคลภายนอก
หากข้อมูลจากหลายแหล่งมีความแตกต่างกัน บริษัทจะใช้ข้อมูลราคาตามระบบและนโยบายการกำหนดราคาของบริษัทสำหรับการดำเนินธุรกรรมกับลูกค้า
10.7 การแก้ไขราคาในกรณีผิดปกติ
(Manifest Error)
ในกรณีที่บริษัทตรวจพบความผิดพลาดด้านราคาที่เกิดจากความผิดปกติอย่างชัดแจ้ง เช่น
- ความผิดพลาดของระบบ
- ความผิดพลาดของแหล่งข้อมูลราคา
- ความผิดพลาดจากการประมวลผลข้อมูล
- เหตุขัดข้องทางเทคนิคที่ส่งผลต่อการกำหนดราคา
บริษัทอาจดำเนินการตรวจสอบ และใช้มาตรการที่เหมาะสมตาม Client Agreement และ Order Execution Policy รวมถึงกฎหมายที่ใช้บังคับ
การดำเนินการดังกล่าวอาจรวมถึงการแก้ไข ยกเลิก หรือปรับปรุงธุรกรรมที่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในเอกสารที่เกี่ยวข้อง
หมายเหตุ: การใช้คำว่า Manifest Error แทน Off-Market Price หรือ Wrong Price เป็นมาตรฐานที่ใช้กันแพร่หลายในเอกสารของโบรกเกอร์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล
10.8 ความเสี่ยงจากการปิดตลาดของสินทรัพย์อ้างอิง
หากตลาดอ้างอิงของผลิตภัณฑ์ปิดทำการหรือหยุดซื้อขาย
บริษัทอาจ
- จำกัดการเปิดสถานะใหม่
- ระงับการซื้อขายบางผลิตภัณฑ์
- ปรับชั่วโมงการซื้อขาย
- ใช้ราคาที่อ้างอิงจากตลาดที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสม
- ดำเนินการอื่นตามที่กำหนดไว้ใน Client Agreement และ Trading Conditions
ทั้งนี้ เพื่อให้การให้บริการเป็นไปอย่างเหมาะสมภายใต้สภาวะตลาดที่เกิดขึ้นจริง
10.9 ความสัมพันธ์กับ Order Execution Policy
หลักเกณฑ์เกี่ยวกับ
- การกำหนดราคา
- การอ้างอิงข้อมูลราคา
- การดำเนินคำสั่งซื้อขาย
- การจัดการกรณีเกิดความผิดพลาดด้านราคา
ให้เป็นไปตาม Order Execution Policy, Client Agreement และเอกสารอื่นที่บริษัทประกาศใช้เป็นครั้งคราว
เอกสารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดราคา มิใช่เพื่อกำหนดวิธีการคำนวณราคาหรือขั้นตอนการดำเนินการโดยละเอียด
10.10 หน้าที่ของลูกค้า
ลูกค้าควร
- ใช้ข้อมูลราคาจากบริษัทเป็นข้อมูลหลักสำหรับการซื้อขายผ่านบัญชีของตน
- ศึกษาลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่ซื้อขาย
- ทำความเข้าใจว่าราคาจากแต่ละแหล่งอาจแตกต่างกัน
- ไม่ควรตัดสินว่าราคาของบริษัทผิดปกติโดยอาศัยการเปรียบเทียบกับแหล่งข้อมูลเพียงแห่งเดียว
หากลูกค้ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับราคาหรือการดำเนินคำสั่ง สามารถติดต่อบริษัทผ่านช่องทางที่บริษัทกำหนดเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมหรือยื่นข้อร้องเรียนตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง
10.11 สรุป
การกำหนดราคาของผลิตภัณฑ์ทางการเงินขึ้นอยู่กับแหล่งข้อมูล สภาพตลาด และปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องในขณะนั้น
ลูกค้าควรตระหนักว่า
- ราคาจากผู้ให้บริการแต่ละรายอาจแตกต่างกัน
- ราคาอาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
- ราคาอาจไม่ต่อเนื่องในบางสถานการณ์
- บริษัทอาจดำเนินการตรวจสอบและจัดการกรณีเกิด Manifest Error ตามเงื่อนไขที่กำหนด
- การทำความเข้าใจหลักการกำหนดราคาจะช่วยให้ลูกค้าประเมินความเสี่ยงจากการซื้อขายได้อย่างเหมาะสม
ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีและระบบอิเล็กทรอนิกส์
(Technology and Electronic Systems Risk)
11.1 หลักการทั่วไป
การให้บริการของบริษัทอาศัยระบบอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศในการเปิดบัญชี การส่งคำสั่งซื้อขาย การแสดงราคา การบริหารบัญชี และการให้บริการอื่นที่เกี่ยวข้อง
แม้ว่าบริษัทจะดำเนินการดูแลและพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่องตามมาตรฐานที่เหมาะสม แต่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภทอาจเกิดข้อขัดข้อง ความล่าช้า หรือการหยุดให้บริการได้จากปัจจัยหลายประการ
ลูกค้าควรตระหนักว่าความเสี่ยงดังกล่าวอาจส่งผลต่อการซื้อขายและการใช้บริการของบริษัท
11.2 ความเสี่ยงจากระบบของบริษัท
ระบบของบริษัทอาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ เช่น
- การบำรุงรักษาระบบ
- การอัปเกรดซอฟต์แวร์
- ความขัดข้องของฮาร์ดแวร์
- ความผิดพลาดของซอฟต์แวร์
- ความล้มเหลวของฐานข้อมูล
- ความผิดปกติของระบบเครือข่าย
- เหตุสุดวิสัยที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี
เหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลให้บริการบางส่วนหรือทั้งหมดไม่สามารถใช้งานได้ชั่วคราว
11.3 ความเสี่ยงจากการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของลูกค้า
การเข้าถึงแพลตฟอร์มซื้อขายของบริษัทขึ้นอยู่กับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของลูกค้า
ปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการใช้งาน ได้แก่
- ความเร็วของเครือข่าย
- ความเสถียรของสัญญาณอินเทอร์เน็ต
- ปัญหาของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต
- การใช้งานเครือข่ายพร้อมกันจำนวนมาก
- การเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายไร้สายที่ไม่เสถียร
ความขัดข้องดังกล่าวอาจทำให้ลูกค้าไม่สามารถเข้าสู่ระบบ ส่งคำสั่ง หรือรับข้อมูลราคาได้อย่างต่อเนื่อง
11.4 ความเสี่ยงจากอุปกรณ์ของลูกค้า
ประสิทธิภาพของการใช้งานแพลตฟอร์มอาจขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ของลูกค้า เช่น
- คอมพิวเตอร์
- โทรศัพท์มือถือ
- แท็บเล็ต
- ระบบปฏิบัติการ
- ซอฟต์แวร์
- หน่วยความจำ
- อุปกรณ์เครือข่าย
หากอุปกรณ์ทำงานผิดปกติ ล้าสมัย หรือมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอ อาจส่งผลต่อการใช้งานแพลตฟอร์มและการส่งคำสั่งซื้อขาย
11.5 ความเสี่ยงจากแพลตฟอร์มซื้อขาย
แพลตฟอร์มซื้อขายอาจได้รับผลกระทบจาก
- การอัปเดตระบบ
- การบำรุงรักษา
- ความผิดพลาดของซอฟต์แวร์
- ความล่าช้าในการประมวลผล
- ปัญหาการเชื่อมต่อกับบริการที่เกี่ยวข้อง
ในบางกรณี ลูกค้าอาจไม่สามารถเข้าสู่ระบบ ส่งคำสั่ง หรือดูข้อมูลบัญชีได้ชั่วคราวจนกว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไข
11.6 ความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
(Cybersecurity Risk)
แม้ว่าบริษัทจะใช้มาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลตามความเหมาะสม แต่ระบบสารสนเทศอาจยังคงเผชิญความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ เช่น
- มัลแวร์ (Malware)
- แรนซัมแวร์ (Ransomware)
- การโจมตีแบบปฏิเสธการให้บริการ (DDoS)
- การเข้าถึงระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต
- การโจมตีผ่านช่องโหว่ของซอฟต์แวร์
- การปลอมแปลงข้อมูล (Spoofing)
- การหลอกลวงทางอิเล็กทรอนิกส์ (Phishing)
เหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลต่อการให้บริการ ความพร้อมใช้งานของระบบ หรือความปลอดภัยของข้อมูล
11.7 ความเสี่ยงจากซอฟต์แวร์ของบุคคลภายนอก
ลูกค้าอาจใช้ซอฟต์แวร์หรือเครื่องมือจากบุคคลภายนอก เช่น
- Expert Advisors (EA)
- Trading Robots
- Custom Indicators
- Scripts
- Plug-ins
- โปรแกรมบริหารคำสั่งซื้อขาย
บริษัทไม่รับรองความถูกต้อง ความปลอดภัย ความเข้ากันได้ หรือประสิทธิภาพของซอฟต์แวร์ดังกล่าว
ลูกค้าควรตรวจสอบและประเมินความเหมาะสมก่อนนำมาใช้งานร่วมกับแพลตฟอร์มของบริษัท
11.8 ความเสี่ยงจากระบบอัตโนมัติ
การซื้อขายผ่านระบบอัตโนมัติอาจมีความเสี่ยงเพิ่มเติม เช่น
- ความผิดพลาดของอัลกอริทึม
- การตั้งค่าที่ไม่ถูกต้อง
- การส่งคำสั่งผิดพลาด
- การเปิดหรือปิดสถานะโดยไม่เป็นไปตามความตั้งใจ
- การทำงานต่อเนื่องแม้สภาวะตลาดเปลี่ยนแปลง
ลูกค้าควรติดตามการทำงานของระบบอัตโนมัติอย่างสม่ำเสมอ และไม่ควรปล่อยให้ระบบทำงานโดยไม่มีการกำกับดูแลเป็นระยะเวลานาน
11.9 การบำรุงรักษาและการอัปเดตระบบ
บริษัทอาจดำเนินการบำรุงรักษา อัปเดต หรือปรับปรุงระบบเป็นระยะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความเสถียรของการให้บริการ
ในบางกรณี การดำเนินการดังกล่าวอาจส่งผลให้บริการบางส่วนไม่สามารถใช้งานได้ชั่วคราว หรือมีข้อจำกัดในการใช้งานในช่วงเวลาที่กำหนด
บริษัทจะดำเนินการแจ้งให้ลูกค้าทราบล่วงหน้าเมื่อสามารถดำเนินการได้ตามสมควร อย่างไรก็ตาม ในกรณีฉุกเฉินหรือเหตุที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ การดำเนินการบางอย่างอาจเกิดขึ้นโดยไม่สามารถแจ้งล่วงหน้าได้
11.10 หน้าที่ของลูกค้าในการใช้งานระบบ
ลูกค้าควร
- ใช้อุปกรณ์และซอฟต์แวร์ที่ได้รับการอัปเดต
- ติดตั้งโปรแกรมป้องกันมัลแวร์และไวรัสที่เหมาะสม
- รักษาความลับของชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และวิธีการยืนยันตัวตน
- ออกจากระบบเมื่อเลิกใช้งาน โดยเฉพาะบนอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกับผู้อื่น
- ตรวจสอบประวัติการเข้าสู่ระบบและรายการธุรกรรมเป็นระยะ
- แจ้งบริษัทโดยเร็วเมื่อสงสัยว่ามีการเข้าถึงบัญชีโดยไม่ได้รับอนุญาต
11.11 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น
รายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ให้เป็นไปตาม
- Client Agreement
- Privacy Policy
- Order Execution Policy
- เอกสารหรือประกาศอื่นที่บริษัทเผยแพร่เป็นครั้งคราว
เอกสารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความเสี่ยงจากการใช้เทคโนโลยี มิใช่เพื่อกำหนดมาตรฐานทางเทคนิคหรือข้อกำหนดด้านความมั่นคงปลอดภัยโดยละเอียด
11.12 สรุป
การใช้บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์มีความสะดวกและมีประสิทธิภาพ แต่ย่อมมีความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี การเชื่อมต่อ และความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล
ลูกค้าควรตระหนักว่า
- ระบบอิเล็กทรอนิกส์อาจเกิดข้อขัดข้องหรือหยุดให้บริการได้
- การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ของลูกค้าอาจส่งผลต่อการใช้งาน
- การใช้ซอฟต์แวร์ของบุคคลภายนอกหรือระบบอัตโนมัติมีความเสี่ยงเพิ่มเติม
- การรักษาความปลอดภัยของบัญชีผู้ใช้เป็นความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างบริษัทและลูกค้า
- การติดตามข่าวสารและประกาศของบริษัทจะช่วยให้ลูกค้าสามารถเตรียมความพร้อมเมื่อมีการบำรุงรักษาหรือเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อการให้บริการ
ความเสี่ยงจากบุคคลภายนอก
(Third-Party Risk)
12.1 หลักการทั่วไป
ในการให้บริการ บริษัทอาจใช้บริการหรือพึ่งพาระบบของบุคคลภายนอกเพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ เช่น การประมวลผลธุรกรรม การให้บริการด้านเทคโนโลยี การให้บริการข้อมูลราคา การรับฝากหรือโอนเงิน การสื่อสาร และบริการอื่นที่เกี่ยวข้อง
แม้ว่าบริษัทจะคัดเลือกและกำกับดูแลผู้ให้บริการดังกล่าวตามมาตรฐานที่เหมาะสม แต่บริษัทไม่สามารถควบคุมการดำเนินงานของบุคคลภายนอกได้ทั้งหมด
12.2 ผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยี
บริษัทอาจใช้บริการจากผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของระบบ เช่น
- ระบบซื้อขาย
- ระบบโฮสติ้ง
- ระบบคลาวด์
- ระบบฐานข้อมูล
- ระบบเครือข่าย
- ระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล
หากผู้ให้บริการดังกล่าวเกิดเหตุขัดข้อง อาจส่งผลต่อความพร้อมใช้งานของบริการของบริษัท
12.3 ผู้ให้บริการข้อมูลราคา
ราคาที่ใช้ในการซื้อขายอาจอ้างอิงจากข้อมูลที่ได้รับจากผู้ให้บริการข้อมูลราคาหรือแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
หากผู้ให้บริการดังกล่าวเกิดเหตุขัดข้อง ความล่าช้า หรือหยุดให้บริการ อาจส่งผลให้การแสดงราคา การกำหนดราคา หรือการดำเนินคำสั่งซื้อขายได้รับผลกระทบ
12.4 ผู้ให้บริการชำระเงินและสถาบันการเงิน
บริษัทอาจใช้บริการของ
- ธนาคาร
- ผู้ให้บริการรับชำระเงิน
- ผู้ให้บริการโอนเงิน
- ผู้ให้บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์
- ผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัล (ในกรณีที่เกี่ยวข้อง)
การฝากหรือถอนเงินของลูกค้าอาจได้รับผลกระทบจาก
- ระยะเวลาการประมวลผล
- ขั้นตอนการตรวจสอบธุรกรรม
- ความล่าช้าของระบบ
- มาตรการด้านการป้องกันการฟอกเงิน
- ข้อกำหนดของสถาบันการเงินหรือผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง
ระยะเวลาดังกล่าวอาจแตกต่างกันไปตามช่องทางการชำระเงินและข้อกำหนดของผู้ให้บริการแต่ละราย
12.5 ผู้ให้บริการด้านการสื่อสาร
บริษัทอาจใช้บริการของบุคคลภายนอกสำหรับการส่ง
- อีเมล
- ข้อความสั้น (SMS)
- การแจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชัน
- การแจ้งเตือนแบบ Push Notification
- ช่องทางการติดต่ออิเล็กทรอนิกส์อื่น
การส่งข้อความหรือการแจ้งเตือนอาจเกิดความล่าช้า ไม่สามารถส่งถึงลูกค้า หรือได้รับผลกระทบจากระบบของผู้ให้บริการ
ลูกค้าไม่ควรพึ่งพาการแจ้งเตือนดังกล่าวเป็นวิธีเดียวในการติดตามบัญชีหรือสถานะการซื้อขาย
12.6 ความเสี่ยงจากผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน
การให้บริการของบริษัทอาจขึ้นอยู่กับโครงสร้างพื้นฐานของบุคคลภายนอก เช่น
- ระบบไฟฟ้า
- เครือข่ายโทรคมนาคม
- โครงข่ายอินเทอร์เน็ต
- ศูนย์ข้อมูล (Data Center)
- ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์
หากเกิดเหตุขัดข้องกับโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว อาจส่งผลให้บริการของบริษัทหยุดชะงักหรือมีข้อจำกัดในการใช้งาน
12.7 การเปลี่ยนแปลงผู้ให้บริการ
บริษัทอาจเปลี่ยนแปลงผู้ให้บริการภายนอกเมื่อเห็นว่าเหมาะสม เพื่อ
- เพิ่มประสิทธิภาพของบริการ
- ยกระดับความมั่นคงปลอดภัย
- ปรับปรุงคุณภาพการให้บริการ
- ปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายหรือหน่วยงานกำกับดูแล
- รองรับการเติบโตของธุรกิจ
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจส่งผลให้มีการบำรุงรักษาระบบ การย้ายข้อมูล หรือการเปลี่ยนแปลงขั้นตอนการให้บริการในบางช่วงเวลา
12.8 ความเสี่ยงจากการพึ่งพาบุคคลภายนอก
แม้ว่าบริษัทจะดำเนินการคัดเลือกผู้ให้บริการด้วยความระมัดระวัง แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบุคคลภายนอก เช่น
- การหยุดให้บริการ
- ปัญหาทางการเงิน
- การละเมิดความมั่นคงปลอดภัย
- ความผิดพลาดในการดำเนินงาน
- การถูกจำกัดหรือเพิกถอนใบอนุญาต
- การเปลี่ยนแปลงนโยบายของผู้ให้บริการ
อาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการของบริษัทในบางส่วน
12.9 หน้าที่ของลูกค้า
ลูกค้าควร
- ใช้ช่องทางการฝากและถอนเงินที่บริษัทกำหนด
- ตรวจสอบข้อมูลบัญชีผู้รับเงินก่อนทำธุรกรรม
- ติดตามสถานะการฝากและถอนเงินของตน
- แจ้งบริษัทเมื่อพบความผิดปกติในการทำธุรกรรม
- ปฏิบัติตามขั้นตอนการยืนยันตัวตนหรือการตรวจสอบธุรกรรมตามที่บริษัทหรือผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องกำหนด
12.10 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น
รายละเอียดเกี่ยวกับ
- การฝากและถอนเงิน
- การใช้ผู้ให้บริการภายนอก
- การประมวลผลข้อมูล
- การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
- การดำเนินคำสั่งซื้อขาย
ให้เป็นไปตาม
- Client Agreement
- Privacy Policy
- Order Execution Policy
- AML/KYC Policy
- เอกสารหรือประกาศอื่นที่บริษัทเผยแพร่เป็นครั้งคราว
12.11 สรุป
การให้บริการของบริษัทอาศัยความร่วมมือกับผู้ให้บริการภายนอกในหลายด้าน เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจและการให้บริการแก่ลูกค้า
ลูกค้าควรตระหนักว่า
- ผู้ให้บริการภายนอกอาจเกิดเหตุขัดข้องหรือหยุดให้บริการได้
- ความล่าช้าในการฝาก ถอน หรือการสื่อสาร อาจเกิดจากระบบของบุคคลภายนอก
- บริษัทอาจเปลี่ยนแปลงผู้ให้บริการเมื่อมีเหตุอันสมควร
- เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบุคคลภายนอกอาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการ แม้ว่าบริษัทจะได้ใช้ความระมัดระวังในการคัดเลือกและกำกับดูแลตามสมควร
ความเสี่ยงจากคู่สัญญา
(Counterparty Risk)
13.1 หลักการทั่วไป
ในการให้บริการซื้อขาย บริษัทอาจเข้าทำธุรกรรมหรือใช้บริการจากคู่สัญญาทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน เช่น ผู้ให้บริการสภาพคล่อง สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการเทคโนโลยี หรือคู่สัญญาอื่นที่เกี่ยวข้อง
แม้ว่าบริษัทจะดำเนินการคัดเลือกและประเมินคู่สัญญาตามหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม แต่ลูกค้าควรตระหนักว่าคู่สัญญาเหล่านั้นอาจประสบปัญหาทางการเงิน ปัญหาด้านการดำเนินงาน หรือเหตุการณ์อื่นที่อาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการของบริษัท
13.2 ความเสี่ยงจากการไม่สามารถปฏิบัติตามภาระผูกพัน
คู่สัญญาอาจไม่สามารถปฏิบัติตามภาระผูกพันของตนได้ทั้งหมดหรือบางส่วน อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ เช่น
- ปัญหาทางการเงิน
- การขาดสภาพคล่อง
- การล้มละลาย
- การถูกเพิกถอนใบอนุญาต
- การหยุดดำเนินกิจการ
- เหตุสุดวิสัย
- เหตุการณ์อื่นที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ
เหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกรรมหรือการให้บริการของบริษัทในบางกรณี
13.3 ความเสี่ยงจากผู้ให้บริการสภาพคล่อง
การดำเนินคำสั่งซื้อขายของลูกค้าอาจเกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการสภาพคล่องหรือแหล่งสภาพคล่องที่บริษัทใช้ในการดำเนินธุรกิจ
หากผู้ให้บริการดังกล่าว
- ลดหรือระงับการให้บริการ
- เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการให้บริการ
- ประสบปัญหาทางการเงิน
- ประสบปัญหาทางเทคนิค
- ไม่สามารถดำเนินธุรกรรมได้ตามปกติ
อาจส่งผลต่อการดำเนินคำสั่ง การกำหนดราคา หรือสภาพคล่องของผลิตภัณฑ์บางประเภท
13.4 ความเสี่ยงจากสถาบันการเงิน
บริษัทอาจใช้บริการของธนาคารหรือสถาบันการเงินในการดำเนินธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการฝาก ถอน หรือการบริหารเงิน
หากสถาบันการเงินดังกล่าวเกิดเหตุขัดข้อง ถูกจำกัดการดำเนินงาน หรือประสบปัญหาทางการเงิน อาจส่งผลให้การดำเนินธุรกรรมบางรายการเกิดความล่าช้าหรือไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ
13.5 การกระจายความเสี่ยงของบริษัท
บริษัทอาจใช้มาตรการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม เช่น การประเมินคู่สัญญา การติดตามสถานะของคู่สัญญา และการกระจายความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะสามารถป้องกันผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคู่สัญญาได้ทั้งหมด
13.6 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงคู่สัญญา
บริษัทอาจเปลี่ยนแปลงคู่สัญญาที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจเมื่อมีเหตุอันสมควร เช่น
- เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ
- เพื่อยกระดับการบริหารความเสี่ยง
- เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎหมายหรือหน่วยงานกำกับดูแล
- เพื่อรักษาความต่อเนื่องของการดำเนินธุรกิจ
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจส่งผลให้มีการปรับปรุงขั้นตอนหรือเงื่อนไขการให้บริการบางประการ
13.7 ความเสี่ยงจากการดำเนินงานร่วมกับหลายฝ่าย
การให้บริการซื้อขายอาจเกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการหลายรายในกระบวนการเดียวกัน เช่น
- ผู้ให้บริการเทคโนโลยี
- ผู้ให้บริการข้อมูลราคา
- ผู้ให้บริการสภาพคล่อง
- ธนาคาร
- ผู้ให้บริการชำระเงิน
- ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน
หากผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่งเกิดเหตุขัดข้อง อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการให้บริการโดยรวม แม้ว่าระบบของบริษัทจะยังคงทำงานตามปกติ
13.8 ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของคู่สัญญา
คู่สัญญาอาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม เช่น
- การเปลี่ยนแปลงกฎหมาย
- มาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ
- ภัยธรรมชาติ
- ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
- การโจมตีทางไซเบอร์
- การหยุดชะงักของระบบการเงิน
เหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลต่อความสามารถของคู่สัญญาในการให้บริการหรือปฏิบัติตามภาระผูกพัน
13.9 หน้าที่ของลูกค้า
ลูกค้าควรเข้าใจว่า การให้บริการซื้อขายในตลาดการเงินเกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการและคู่สัญญาหลายฝ่าย
ลูกค้าควรพิจารณาความเสี่ยงดังกล่าวร่วมกับความเสี่ยงประเภทอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารฉบับนี้ และติดตามประกาศของบริษัทเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจมีผลต่อการให้บริการ
13.10 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น
รายละเอียดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางธุรกิจ สิทธิ หน้าที่ และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ ให้เป็นไปตาม
- Client Agreement
- Order Execution Policy
- Trading Conditions
- เอกสารหรือประกาศอื่นที่บริษัทเผยแพร่เป็นครั้งคราว
เอกสารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการพึ่งพาคู่สัญญา มิใช่เพื่อเปิดเผยรายละเอียดของโครงสร้างทางธุรกิจหรือความสัมพันธ์ทางสัญญาระหว่างบริษัทกับคู่สัญญา
13.11 สรุป
การให้บริการของบริษัทอาจเกี่ยวข้องกับคู่สัญญาหลายฝ่าย ซึ่งแต่ละฝ่ายอาจมีความเสี่ยงด้านการเงิน การดำเนินงาน หรือเหตุการณ์อื่นที่ส่งผลต่อการปฏิบัติตามภาระผูกพัน
ลูกค้าควรตระหนักว่า
- บริษัทมีการคัดเลือกและกำกับดูแลคู่สัญญาตามสมควร แต่ไม่สามารถควบคุมการดำเนินงานของคู่สัญญาได้ทั้งหมด
- เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคู่สัญญาอาจส่งผลต่อการให้บริการบางประการ
- บริษัทอาจเปลี่ยนแปลงคู่สัญญาเพื่อประโยชน์ในการบริหารความเสี่ยงและการให้บริการ
- ความเสี่ยงจากคู่สัญญาเป็นความเสี่ยงตามธรรมชาติของการดำเนินธุรกิจในตลาดการเงิน และควรได้รับการพิจารณาร่วมกับความเสี่ยงประเภทอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารฉบับนี้
ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
(Currency Risk)
14.1 หลักการทั่วไป
ลูกค้าอาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม ทั้งจากการซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน การฝากหรือถอนเงิน หรือการแปลงสกุลเงินภายในบัญชีซื้อขาย
การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนอาจส่งผลต่อมูลค่าของกำไร ขาดทุน เงินหลักประกัน และมูลค่ารวมของบัญชี แม้ว่าราคาของสินทรัพย์อ้างอิงจะไม่เปลี่ยนแปลงก็ตาม
14.2 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน
อัตราแลกเปลี่ยนอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา จากปัจจัยต่าง ๆ เช่น
- นโยบายการเงินของธนาคารกลาง
- การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย
- ภาวะเศรษฐกิจ
- เงินเฟ้อ
- ความเชื่อมั่นของตลาด
- เหตุการณ์ทางการเมือง
- ความขัดแย้งระหว่างประเทศ
- ความต้องการซื้อขายสกุลเงินในตลาดโลก
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและส่งผลต่อมูลค่าของบัญชีซื้อขาย
14.3 ความเสี่ยงจากสกุลเงินของบัญชี
ลูกค้าอาจเลือกเปิดบัญชีซื้อขายในสกุลเงินที่บริษัทกำหนด
หากผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าซื้อขายมีการกำหนดราคาในสกุลเงินที่แตกต่างจากสกุลเงินของบัญชี ผลกำไร ขาดทุน ค่าธรรมเนียม หรือรายการอื่นที่เกี่ยวข้อง อาจต้องมีการแปลงสกุลเงินก่อนบันทึกเข้าบัญชี
การแปลงดังกล่าวอาจทำให้มูลค่าที่ลูกค้าได้รับแตกต่างจากที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน
14.4 ความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงิน
(Currency Conversion Risk)
ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องแปลงสกุลเงิน เช่น
- การฝากเงิน
- การถอนเงิน
- การชำระค่าธรรมเนียม
- การปรับยอดบัญชี
- การบันทึกผลกำไรหรือขาดทุน
อัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้ในการแปลงอาจแตกต่างจากอัตราที่ลูกค้าเห็นจากแหล่งข้อมูลภายนอก เนื่องจากช่วงเวลาของการทำรายการ วิธีการคำนวณ และเงื่อนไขของผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง
14.5 ความเสี่ยงจากหลายสกุลเงิน
ลูกค้าที่ถือครองสินทรัพย์หรือทำธุรกรรมหลายสกุลเงิน อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนหลายคู่สกุลเงินพร้อมกัน
ความเสี่ยงดังกล่าวอาจทำให้ผลกำไรจากผลิตภัณฑ์หนึ่งถูกลดทอนหรือชดเชยด้วยผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนของอีกสกุลเงินหนึ่ง
14.6 ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ระหว่างประเทศ
อัตราแลกเปลี่ยนอาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ระหว่างประเทศ เช่น
- มาตรการควบคุมเงินทุน
- มาตรการคว่ำบาตร
- การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงิน
- วิกฤตเศรษฐกิจ
- ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
- การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ
- เหตุการณ์ฉุกเฉินด้านการเงิน
เหตุการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ค่าเงินผันผวนอย่างรุนแรง หรือเกิดข้อจำกัดในการทำธุรกรรมบางประเภท
14.7 ผลกระทบต่อมาร์จิ้นและสถานะซื้อขาย
การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนอาจส่งผลทางอ้อมต่อ
- ระดับ Equity
- ระดับ Margin
- Free Margin
- Margin Level
โดยเฉพาะในกรณีที่บัญชีหรือผลิตภัณฑ์เกี่ยวข้องกับหลายสกุลเงิน
ลูกค้าควรพิจารณาความเสี่ยงดังกล่าวควบคู่กับความเสี่ยงด้านเลเวอเรจและมาร์จิ้น
14.8 บริษัทไม่สามารถควบคุมอัตราแลกเปลี่ยน
อัตราแลกเปลี่ยนเป็นไปตามกลไกของตลาดและได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกจำนวนมาก
บริษัทไม่สามารถรับประกันได้ว่า
- อัตราแลกเปลี่ยนจะคงที่
- การแปลงสกุลเงินจะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบ
- ค่าเงินจะเคลื่อนไหวในทิศทางที่ลูกค้าคาดการณ์
14.9 หน้าที่ของลูกค้า
ลูกค้าควร
- ศึกษาความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนก่อนทำธุรกรรม
- พิจารณาเลือกสกุลเงินของบัญชีให้เหมาะสมกับลักษณะการซื้อขาย
- ติดตามความเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนที่เกี่ยวข้อง
- ประเมินผลกระทบจากการแปลงสกุลเงินต่อมูลค่าของบัญชี
- ทำความเข้าใจค่าธรรมเนียมและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการแปลงสกุลเงิน (หากมี)
14.10 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น
รายละเอียดเกี่ยวกับ
- สกุลเงินที่รองรับ
- วิธีการแปลงสกุลเงิน
- ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง (หากมี)
- การฝากและถอนเงิน
ให้เป็นไปตาม
- Client Agreement
- Trading Conditions
- Fee Schedule
- เอกสารหรือประกาศอื่นที่บริษัทเผยแพร่เป็นครั้งคราว
14.11 สรุป
การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเป็นความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อมูลค่าของบัญชีซื้อขาย แม้ว่าราคาของสินทรัพย์อ้างอิงจะไม่เปลี่ยนแปลง
ลูกค้าควรตระหนักว่า
- ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอาจเกิดขึ้นทั้งจากการซื้อขายและการแปลงสกุลเงิน
- ผลกระทบอาจเกิดขึ้นได้ทั้งในช่วงเวลาที่เปิดสถานะและระหว่างการฝากหรือถอนเงิน
- การเลือกสกุลเงินของบัญชีและการติดตามความเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยง
- บริษัทไม่สามารถควบคุมหรือรับประกันทิศทางของอัตราแลกเปลี่ยนได้
ความเสี่ยงจากการถือสถานะข้ามคืน
(Overnight Risk)
15.1 หลักการทั่วไป
การถือสถานะซื้อขายข้ามคืน (Overnight Position) อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงเพิ่มเติมจากการถือสถานะภายในวัน เนื่องจากลูกค้าอาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของราคา ค่าใช้จ่ายในการถือครองสถานะ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดบางแห่งปิดทำการ
ลูกค้าควรพิจารณาความเสี่ยงดังกล่าวก่อนตัดสินใจถือสถานะข้ามคืน
15.2 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาในช่วงข้ามคืน
ในช่วงเวลาที่ลูกค้าถือสถานะข้ามคืน ตลาดอาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น
- การประกาศข้อมูลเศรษฐกิจ
- การประชุมของธนาคารกลาง
- เหตุการณ์ทางการเมือง
- ความขัดแย้งระหว่างประเทศ
- ภัยธรรมชาติ
- ข่าวสารสำคัญของบริษัทหรืออุตสาหกรรม
เหตุการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ราคาของผลิตภัณฑ์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปิดตลาดครั้งถัดไป
15.3 ความเสี่ยงจาก Price Gap
เมื่อตลาดเปิดทำการหลังจากช่วงเวลาปิดตลาด ราคาของผลิตภัณฑ์อาจเปิดที่ระดับราคาซึ่งแตกต่างจากราคาปิดก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ (Price Gap)
ในกรณีดังกล่าว
- คำสั่ง Stop Loss
- Take Profit
- Pending Order
อาจได้รับการดำเนินการในราคาที่แตกต่างจากระดับราคาที่ลูกค้ากำหนดไว้
Price Gap อาจเกิดขึ้นได้ทั้งในทิศทางที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ต่อลูกค้า
15.4 ค่าใช้จ่ายในการถือสถานะข้ามคืน
(Overnight Financing / Swap)
การถือสถานะข้ามคืนอาจก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายหรือเครดิตตามลักษณะของผลิตภัณฑ์ ประเภทของสถานะ และเงื่อนไขการซื้อขายที่บริษัทกำหนด
จำนวนเงินดังกล่าวอาจเป็น
- การเรียกเก็บค่าใช้จ่าย
- การได้รับเครดิต
- หรือไม่มีการปรับรายการ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง
ลูกค้าควรศึกษารายละเอียดของผลิตภัณฑ์ก่อนเปิดสถานะ
15.5 การเปลี่ยนแปลงของค่าใช้จ่ายข้ามคืน
อัตราหรือวิธีการคำนวณค่าใช้จ่ายในการถือสถานะข้ามคืนอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามปัจจัยต่าง ๆ เช่น
- ภาวะตลาด
- การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย
- สภาพคล่อง
- ต้นทุนทางการเงิน
- การเปลี่ยนแปลงของตลาดอ้างอิง
- ปัจจัยทางธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง
บริษัทอาจปรับเปลี่ยนอัตราหรือวิธีการคำนวณดังกล่าวตามความเหมาะสม โดยเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในเอกสารที่เกี่ยวข้อง
15.6 วันหยุดและช่วงเวลาที่ตลาดปิด
ตลาดของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทอาจมีวันหยุดหรือเวลาทำการที่แตกต่างกัน
ในช่วงเวลาดังกล่าว
- ราคาอาจไม่เคลื่อนไหว
- สภาพคล่องอาจลดลง
- การดำเนินคำสั่งอาจถูกจำกัด
- ความผันผวนอาจเพิ่มขึ้นเมื่อเปิดตลาดอีกครั้ง
ลูกค้าควรตรวจสอบปฏิทินการซื้อขายและประกาศของบริษัทก่อนถือสถานะในช่วงวันหยุด
15.7 การปรับรายการในบางวัน
สำหรับผลิตภัณฑ์บางประเภท อาจมีการปรับรายการค่าใช้จ่ายในการถือสถานะข้ามคืนแตกต่างจากวันปกติ เพื่อสะท้อนช่วงวันหยุดหรือระยะเวลาการถือครองที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียด วิธีการคำนวณ และช่วงเวลาที่มีการปรับรายการ ให้เป็นไปตาม Trading Conditions หรือประกาศของบริษัท
15.8 ผลกระทบต่อบัญชีซื้อขาย
ค่าใช้จ่ายในการถือสถานะข้ามคืนและการเปลี่ยนแปลงของราคา อาจส่งผลต่อ
- Balance
- Equity
- Free Margin
- Margin Level
หากลูกค้าถือสถานะเป็นระยะเวลานาน ผลกระทบสะสมจากปัจจัยดังกล่าวอาจมีนัยสำคัญ และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการได้รับ Margin Call หรือการปิดสถานะตามเงื่อนไขของบริษัท
15.9 บริษัทไม่สามารถควบคุมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนอกเวลาซื้อขาย
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดปิดทำการหรืออยู่นอกเวลาซื้อขาย เป็นปัจจัยที่บริษัทไม่สามารถควบคุมหรือคาดการณ์ได้
บริษัทไม่สามารถรับประกันได้ว่า
- ราคาเปิดตลาดจะใกล้เคียงกับราคาปิดก่อนหน้า
- จะไม่เกิด Price Gap
- ความผันผวนจะอยู่ในระดับปกติ
15.10 หน้าที่ของลูกค้า
ลูกค้าควร
- ประเมินความเสี่ยงก่อนถือสถานะข้ามคืน
- ศึกษาค่าใช้จ่ายในการถือครองสถานะของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท
- ติดตามข่าวสารและเหตุการณ์สำคัญที่อาจส่งผลต่อตลาด
- พิจารณาผลกระทบจากวันหยุดของตลาดและช่วงเวลาที่ไม่มีการซื้อขาย
- บริหารระดับมาร์จิ้นให้เพียงพอสำหรับรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น
15.11 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น
รายละเอียดเกี่ยวกับ
- ค่าใช้จ่ายในการถือสถานะข้ามคืน
- เวลาทำการของตลาด
- ชั่วโมงการซื้อขาย
- การปรับรายการที่เกี่ยวข้อง
- วิธีการคำนวณค่าใช้จ่าย
ให้เป็นไปตาม
- Client Agreement
- Trading Conditions
- Fee Schedule
- Order Execution Policy
- ประกาศของบริษัทที่เผยแพร่เป็นครั้งคราว
เอกสารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความเสี่ยงจากการถือสถานะข้ามคืน มิใช่เพื่อกำหนดอัตราหรือวิธีการคำนวณค่าใช้จ่ายโดยละเอียด
15.12 สรุป
การถือสถานะข้ามคืนอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงเพิ่มเติมจากการซื้อขายภายในวัน ทั้งจากความผันผวนของราคา ค่าใช้จ่ายในการถือครองสถานะ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดปิดทำการ
ลูกค้าควรตระหนักว่า
- การถือสถานะข้ามคืนอาจเพิ่มทั้งโอกาสและความเสี่ยง
- Price Gap อาจส่งผลให้คำสั่ง Stop Loss หรือ Take Profit ได้รับการดำเนินการในราคาที่แตกต่างจากที่คาดหมาย
- ค่าใช้จ่ายในการถือสถานะข้ามคืนอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาวะตลาดและเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์
- การติดตามปฏิทินการซื้อขาย ข่าวสารสำคัญ และการบริหารระดับมาร์จิ้นอย่างเหมาะสม เป็นองค์ประกอบสำคัญของการบริหารความเสี่ยงในการถือสถานะข้ามคืน
ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่มีผลต่อสินทรัพย์อ้างอิง
(Corporate Actions Risk)
16.1 หลักการทั่วไป
ผลิตภัณฑ์ทางการเงินบางประเภทที่บริษัทให้บริการอาจอ้างอิงมูลค่าหรือราคาจากหุ้น ดัชนี กองทุนรวมดัชนี (ETF) หรือสินทรัพย์อ้างอิงอื่น
ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์สำคัญซึ่งมีผลต่อสินทรัพย์อ้างอิง บริษัทอาจมีความจำเป็นต้องดำเนินการปรับปรุงเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์หรือสถานะซื้อขายของลูกค้า เพื่อให้สะท้อนผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเหมาะสม
16.2 ประเภทของเหตุการณ์
เหตุการณ์ที่อาจส่งผลต่อสินทรัพย์อ้างอิง ได้แก่
- การจ่ายเงินปันผล (Dividend)
- การแตกพาร์หุ้น (Stock Split)
- การรวมหุ้น (Reverse Stock Split)
- การออกหุ้นเพิ่มทุน
- การเสนอซื้อกิจการ
- การควบรวมกิจการ (Merger)
- การแยกกิจการ (Spin-off)
- การเพิกถอนหลักทรัพย์ (Delisting)
- การเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของดัชนี
- การเปลี่ยนแปลงชื่อหรือรหัสของหลักทรัพย์
- เหตุการณ์อื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน
16.3 ผลกระทบต่อสถานะซื้อขาย
เหตุการณ์ที่มีผลต่อสินทรัพย์อ้างอิงอาจส่งผลให้บริษัทดำเนินการ เช่น
- ปรับราคาของผลิตภัณฑ์
- ปรับจำนวนหน่วยหรือขนาดของสถานะ
- ปรับราคาเปิดของสถานะ
- ปรับยอดเงินที่เกี่ยวข้อง
- จำกัดการเปิดสถานะใหม่
- ระงับการซื้อขายชั่วคราว
- ปิดผลิตภัณฑ์บางประเภท
- ดำเนินมาตรการอื่นที่เหมาะสมเพื่อสะท้อนผลของเหตุการณ์
การดำเนินการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความต่อเนื่องและความเป็นธรรมในการให้บริการแก่ลูกค้า
16.4 เงินปันผล
สำหรับผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับหุ้นหรือดัชนีซึ่งมีการจ่ายเงินปันผล ลูกค้าอาจได้รับผลกระทบจากการปรับรายการที่เกี่ยวข้องตามลักษณะของสถานะและเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์
รายละเอียดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการคำนวณ และช่วงเวลาการปรับรายการ ให้เป็นไปตาม Trading Conditions, Product Specifications หรือประกาศของบริษัท
16.5 การแตกพาร์และการรวมหุ้น
ในกรณีที่สินทรัพย์อ้างอิงมีการแตกพาร์หรือรวมหุ้น บริษัทอาจปรับจำนวนหน่วย ราคา หรือองค์ประกอบอื่นของสถานะซื้อขาย เพื่อให้ผลกระทบทางเศรษฐกิจของสถานะใกล้เคียงกับก่อนเกิดเหตุการณ์มากที่สุดเท่าที่สมควร
การปรับดังกล่าวไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างกำไรหรือขาดทุนเพิ่มเติมให้แก่ลูกค้า
16.6 การเพิกถอนหรือยุติการซื้อขายของสินทรัพย์อ้างอิง
หากสินทรัพย์อ้างอิงถูกเพิกถอน ระงับการซื้อขาย หรือยุติการซื้อขายอย่างถาวร บริษัทอาจดำเนินการตามความเหมาะสม เช่น
- ระงับการเปิดสถานะใหม่
- จำกัดการซื้อขาย
- ปิดสถานะที่คงค้าง
- ยุติการให้บริการของผลิตภัณฑ์นั้น
- ใช้มาตรการอื่นตาม Client Agreement และ Trading Conditions
ทั้งนี้ การดำเนินการจะคำนึงถึงสภาวะตลาด ข้อมูลที่มีอยู่ และผลประโยชน์โดยรวมของลูกค้า
16.7 การเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของดัชนี
สำหรับผลิตภัณฑ์ที่อ้างอิงดัชนี การเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของดัชนี วิธีการคำนวณ หรือผู้จัดทำดัชนี อาจส่งผลต่อราคาหรือมูลค่าของผลิตภัณฑ์
บริษัทไม่สามารถควบคุมการตัดสินใจของผู้จัดทำดัชนีหรือเจ้าของดัชนีดังกล่าวได้
16.8 เหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้
เหตุการณ์บางประเภทอาจเกิดขึ้นโดยไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ หรือไม่มีแนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานในตลาด
ในกรณีดังกล่าว บริษัทอาจใช้ดุลยพินิจโดยสุจริตและสมเหตุสมผลในการกำหนดแนวทางดำเนินการ โดยคำนึงถึง
- ลักษณะของเหตุการณ์
- แนวปฏิบัติของตลาด
- ข้อมูลจากแหล่งอ้างอิงที่เกี่ยวข้อง
- ผลกระทบต่อลูกค้าโดยรวม
- ข้อกำหนดตามกฎหมายและกฎระเบียบ
16.9 ลูกค้าไม่ได้ถือครองสินทรัพย์อ้างอิงโดยตรง
ลูกค้าควรเข้าใจว่า การซื้อขาย CFD หรือผลิตภัณฑ์อนุพันธ์อื่นผ่านบริษัท มิใช่การถือครองกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์อ้างอิง
ดังนั้น สิทธิที่เกิดขึ้นจากการถือครองสินทรัพย์อ้างอิงโดยตรง เช่น
- สิทธิออกเสียง
- สิทธิในการเข้าประชุมผู้ถือหุ้น
- สิทธิในการรับเอกสารของผู้ออกหลักทรัพย์
- สิทธิอื่นตามกฎหมายของผู้ถือหลักทรัพย์
อาจไม่มีผลใช้กับลูกค้าที่ซื้อขายผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ เว้นแต่บริษัทจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
16.10 หน้าที่ของลูกค้า
ลูกค้าควร
- ศึกษาลักษณะของผลิตภัณฑ์ก่อนซื้อขาย
- ติดตามข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์อ้างอิง
- ทำความเข้าใจว่าการเกิด Corporate Actions อาจส่งผลต่อสถานะซื้อขาย
- ติดตามประกาศของบริษัทเกี่ยวกับมาตรการหรือการปรับปรุงที่เกี่ยวข้อง
16.11 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น
รายละเอียดเกี่ยวกับ
- หลักเกณฑ์การปรับสถานะ
- การปรับราคา
- การปรับยอดบัญชี
- การระงับหรือยุติการซื้อขาย
- การจัดการเหตุการณ์ Corporate Actions
ให้เป็นไปตาม
- Client Agreement
- Trading Conditions
- Product Specifications
- Order Execution Policy
- ประกาศของบริษัทที่เผยแพร่เป็นครั้งคราว
เอกสารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่มีผลต่อสินทรัพย์อ้างอิง มิใช่เพื่อกำหนดรายละเอียดการปรับสถานะหรือวิธีการคำนวณในแต่ละกรณี
16.12 สรุป
เหตุการณ์ที่มีผลต่อสินทรัพย์อ้างอิงอาจส่งผลต่อราคาของผลิตภัณฑ์ เงื่อนไขการซื้อขาย และสถานะของลูกค้า แม้ว่าลูกค้าจะไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ก็ตาม
ลูกค้าควรตระหนักว่า
- Corporate Actions อาจส่งผลต่อมูลค่าหรือเงื่อนไขของสถานะซื้อขาย
- บริษัทอาจปรับราคา ขนาดสถานะ หรือรายการที่เกี่ยวข้องเพื่อสะท้อนผลของเหตุการณ์ดังกล่าว
- การซื้อขาย CFD ไม่ใช่การถือครองสินทรัพย์อ้างอิงโดยตรง และโดยทั่วไปไม่ก่อให้เกิดสิทธิของผู้ถือหลักทรัพย์
- รายละเอียดการดำเนินการในแต่ละกรณีให้เป็นไปตาม Client Agreement, Trading Conditions และประกาศของบริษัท
ความเสี่ยงจากเหตุสุดวิสัย
(Force Majeure Risk)
17.1 หลักการทั่วไป
การให้บริการของบริษัทอาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของบริษัท ซึ่งไม่สามารถคาดการณ์ ป้องกัน หรือหลีกเลี่ยงได้โดยใช้ความระมัดระวังตามสมควร
เหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลต่อการดำเนินคำสั่งซื้อขาย การแสดงราคา การเข้าถึงระบบ การฝากหรือถอนเงิน หรือการให้บริการอื่นของบริษัท
17.2 ตัวอย่างเหตุสุดวิสัย
เหตุสุดวิสัยอาจรวมถึง แต่ไม่จำกัดเพียง
- ภัยธรรมชาติ
- แผ่นดินไหว
- น้ำท่วม
- พายุ
- ไฟไหม้
- การระบาดของโรค
- สงคราม
- การก่อการร้าย
- ความไม่สงบทางการเมือง
- การจลาจล
- การประท้วงในวงกว้าง
- การนัดหยุดงาน
- การหยุดชะงักของระบบการเงิน
- การหยุดชะงักของระบบสื่อสาร
- การขัดข้องของโครงข่ายไฟฟ้า
- การโจมตีทางไซเบอร์ในวงกว้าง
- เหตุการณ์อื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกันและอยู่นอกเหนือการควบคุมโดยสมเหตุสมผลของบริษัท
รายการดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่าง มิใช่รายการที่จำกัดเฉพาะเหตุการณ์ที่ระบุไว้
17.3 ผลกระทบต่อการซื้อขาย
ในกรณีเกิดเหตุสุดวิสัย อาจเกิดผลกระทบ เช่น
- การระงับการซื้อขาย
- การจำกัดการเปิดสถานะใหม่
- ความล่าช้าในการดำเนินคำสั่ง
- การหยุดการแสดงราคา
- สภาพคล่องลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
- ความผันผวนของตลาดเพิ่มขึ้น
- การไม่สามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มซื้อขายได้ชั่วคราว
ผลกระทบดังกล่าวอาจเกิดขึ้นเป็นการชั่วคราวหรือยาวนาน ขึ้นอยู่กับลักษณะของเหตุการณ์
17.4 ผลกระทบต่อคำสั่งซื้อขาย
เมื่อเกิดเหตุสุดวิสัย
คำสั่งซื้อขายที่ลูกค้าส่งไว้แล้วอาจ
- ดำเนินการล่าช้า
- ได้รับการดำเนินการบางส่วน
- ได้รับการดำเนินการในราคาที่แตกต่างจากที่คาดหมาย
- ไม่สามารถดำเนินการได้ในช่วงเวลาหนึ่ง
ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพตลาดและข้อจำกัดที่เกิดขึ้นในขณะนั้น
17.5 ผลกระทบต่อการฝากและถอนเงิน
เหตุสุดวิสัยอาจส่งผลต่อ
- การประมวลผลธุรกรรม
- ระบบธนาคาร
- ผู้ให้บริการชำระเงิน
- ระบบโอนเงินระหว่างประเทศ
- ระบบตรวจสอบธุรกรรม
ส่งผลให้การฝากหรือถอนเงินใช้เวลานานกว่าปกติ
17.6 การดำเนินการของบริษัท
เมื่อเกิดเหตุสุดวิสัย บริษัทอาจใช้มาตรการที่สมเหตุสมผลและได้สัดส่วนกับสถานการณ์ เช่น
- ระงับผลิตภัณฑ์บางประเภทเป็นการชั่วคราว
- จำกัดการซื้อขายบางรายการ
- ปรับเวลาการซื้อขาย
- ระงับบริการบางส่วน
- ปรับขั้นตอนการดำเนินงาน
- ดำเนินมาตรการอื่นที่จำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงและความต่อเนื่องของการให้บริการ
การดำเนินการดังกล่าวจะคำนึงถึงสภาพตลาด ผลประโยชน์ของลูกค้าโดยรวม และข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
17.7 ความพยายามในการลดผลกระทบ
บริษัทจะใช้ความพยายามตามสมควรในการ
- รักษาความต่อเนื่องของการให้บริการ
- ลดผลกระทบที่เกิดขึ้น
- ฟื้นฟูระบบโดยเร็วที่สุดเท่าที่เหมาะสม
- แจ้งข้อมูลที่จำเป็นแก่ลูกค้าเมื่อสามารถดำเนินการได้
อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่สามารถรับประกันได้ว่าการให้บริการจะดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่เกิดเหตุสุดวิสัย
17.8 การดำเนินการของหน่วยงานรัฐ
เหตุสุดวิสัยอาจเกิดจากมาตรการของหน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงานกำกับดูแล เช่น
- การประกาศภาวะฉุกเฉิน
- การจำกัดการเคลื่อนย้ายเงินทุน
- การปิดตลาดการเงิน
- การระงับธุรกรรมบางประเภท
- มาตรการคว่ำบาตร
- คำสั่งตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ
บริษัทมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายและคำสั่งของหน่วยงานที่มีอำนาจ ซึ่งอาจส่งผลต่อการให้บริการแก่ลูกค้า
17.9 หน้าที่ของลูกค้า
ลูกค้าควร
- ติดตามข่าวสารที่อาจส่งผลต่อตลาดการเงิน
- ติดตามประกาศของบริษัท
- ประเมินความเสี่ยงก่อนถือสถานะในช่วงที่มีเหตุการณ์สำคัญ
- รักษาระดับมาร์จิ้นให้เหมาะสม
- เตรียมแผนรองรับกรณีที่ตลาดหรือระบบเกิดความไม่ต่อเนื่อง
17.10 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น
รายละเอียดเกี่ยวกับ
- สิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา
- การดำเนินคำสั่งซื้อขาย
- การระงับบริการ
- การบริหารเหตุฉุกเฉิน
ให้เป็นไปตาม
- Client Agreement
- Order Execution Policy
- Trading Conditions
- Business Continuity Policy
- ประกาศของบริษัทที่เผยแพร่เป็นครั้งคราว
เอกสารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุสุดวิสัย มิใช่เพื่อกำหนดขั้นตอนการบริหารเหตุฉุกเฉินโดยละเอียด
17.11 สรุป
เหตุสุดวิสัยเป็นเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของบริษัทและอาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการในหลายด้าน
ลูกค้าควรตระหนักว่า
- เหตุสุดวิสัยอาจส่งผลต่อการซื้อขาย การฝากถอนเงิน และการเข้าถึงระบบ
- บริษัทจะใช้ความพยายามตามสมควรในการลดผลกระทบและฟื้นฟูการให้บริการ
- มาตรการที่บริษัทใช้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความมั่นคงของระบบและคุ้มครองผลประโยชน์ของลูกค้าโดยรวม
- เหตุการณ์ดังกล่าวอาจทำให้การให้บริการบางส่วนล่าช้าหรือไม่สามารถดำเนินการได้ในช่วงเวลาหนึ่ง แม้ว่าบริษัทจะได้ดำเนินการอย่างเหมาะสมแล้วก็ตาม
ความเสี่ยงด้านกฎหมายและกฎระเบียบ
(Legal and Regulatory Risk)
18.1 หลักการทั่วไป
การให้บริการของบริษัทอยู่ภายใต้กฎหมาย กฎระเบียบ ประกาศ คำสั่ง และข้อกำหนดของหน่วยงานที่มีอำนาจในเขตอำนาจศาลที่เกี่ยวข้อง
กฎหมายและกฎระเบียบดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือยกเลิกได้ตลอดเวลา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ เงื่อนไขการให้บริการ สิทธิ หน้าที่ หรือภาระผูกพันของบริษัทและลูกค้า
18.2 การเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย
การเปลี่ยนแปลงของกฎหมายอาจเกิดขึ้นในหลายรูปแบบ เช่น
- การตรากฎหมายใหม่
- การแก้ไขกฎหมายเดิม
- การออกกฎระเบียบหรือประกาศเพิ่มเติม
- การเปลี่ยนแปลงแนวทางการตีความของหน่วยงานที่มีอำนาจ
- คำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยที่มีผลต่อการบังคับใช้กฎหมาย
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจมีผลโดยตรงหรือโดยอ้อมต่อการให้บริการของบริษัท
18.3 การเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล
หน่วยงานกำกับดูแลอาจออกข้อกำหนดหรือมาตรการใหม่เกี่ยวกับ
- การเปิดบัญชี
- การยืนยันตัวตน
- การป้องกันการฟอกเงิน
- การบริหารความเสี่ยง
- การคุ้มครองลูกค้า
- ผลิตภัณฑ์ที่สามารถให้บริการได้
- ข้อจำกัดด้านการตลาดหรือการเสนอผลิตภัณฑ์
- ระดับเลเวอเรจ
- ข้อกำหนดด้านเงินทุน
ข้อกำหนดดังกล่าวอาจทำให้บริษัทต้องปรับเปลี่ยนการให้บริการหรือเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์
18.4 ข้อจำกัดตามเขตอำนาจศาล
กฎหมายของแต่ละประเทศอาจกำหนดข้อจำกัดเกี่ยวกับการให้บริการทางการเงินแตกต่างกัน
ลูกค้าควรรับผิดชอบในการตรวจสอบว่าการใช้บริการของบริษัท การซื้อขายผลิตภัณฑ์ หรือการโอนเงินของตน เป็นไปตามกฎหมายของประเทศที่ตนมีถิ่นที่อยู่ สัญชาติ หรือเขตอำนาจศาลที่เกี่ยวข้อง
18.5 มาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดระหว่างประเทศ
การดำเนินธุรกิจของบริษัทอาจได้รับผลกระทบจากมาตรการทางกฎหมายหรือมาตรการระหว่างประเทศ เช่น
- มาตรการคว่ำบาตร
- การจำกัดการโอนเงิน
- การจำกัดการให้บริการทางการเงิน
- มาตรการด้านการป้องกันการฟอกเงิน
- มาตรการด้านการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย
- มาตรการที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐหรือองค์การระหว่างประเทศ
มาตรการดังกล่าวอาจส่งผลให้บริษัทจำเป็นต้องจำกัดหรือยุติการให้บริการแก่ลูกค้าบางรายหรือบางเขตอำนาจศาล ตามที่กฎหมายกำหนด
18.6 การเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์และบริการ
เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายหรือข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล บริษัทอาจมีความจำเป็นต้อง
- ปรับปรุงผลิตภัณฑ์
- ยกเลิกผลิตภัณฑ์บางประเภท
- เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการซื้อขาย
- จำกัดการเข้าถึงบริการบางประเภท
- กำหนดมาตรการเพิ่มเติมด้านการตรวจสอบลูกค้า
- ปรับปรุงเอกสารหรือกระบวนการให้บริการ
ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวจะเป็นไปตามกฎหมายที่ใช้บังคับและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
18.7 ความร่วมมือกับหน่วยงานที่มีอำนาจ
บริษัทอาจมีหน้าที่ตามกฎหมายในการให้ความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานกำกับดูแล หรือหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย
ความร่วมมือดังกล่าวอาจรวมถึงการเปิดเผยข้อมูล การระงับธุรกรรม การอายัดบัญชี หรือการดำเนินการอื่นตามที่กฎหมายกำหนด โดยบริษัทจะดำเนินการภายในขอบเขตที่กฎหมายอนุญาตและกำหนด
18.8 ความเสี่ยงจากการตีความกฎหมาย
กฎหมายและกฎระเบียบบางประการอาจมีความซับซ้อน หรือมีการตีความที่แตกต่างกันตามเขตอำนาจศาลหรือแนวทางของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
บริษัทไม่สามารถรับประกันได้ว่าการตีความกฎหมายจะคงที่ตลอดเวลา และการเปลี่ยนแปลงแนวทางการตีความอาจส่งผลต่อการให้บริการหรือการใช้สิทธิของลูกค้า
18.9 หน้าที่ของลูกค้า
ลูกค้าควร
- ปฏิบัติตามกฎหมายที่ใช้บังคับกับตน
- ให้ข้อมูลและเอกสารที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน
- แจ้งบริษัทเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลสำคัญที่อาจมีผลต่อการใช้บริการ
- ปฏิบัติตามขั้นตอนการยืนยันตัวตนหรือการตรวจสอบเพิ่มเติมเมื่อบริษัทร้องขอภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมาย
- ศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินในเขตอำนาจศาลของตน
18.10 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น
รายละเอียดเกี่ยวกับ
- สิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา
- การยืนยันตัวตน
- การป้องกันการฟอกเงิน
- การระงับหรือยุติการให้บริการ
- การแก้ไขเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์
ให้เป็นไปตาม
- Client Agreement
- AML/KYC Policy
- Privacy Policy
- Trading Conditions
- เอกสารหรือประกาศอื่นที่บริษัทเผยแพร่เป็นครั้งคราว
เอกสารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมายและกฎระเบียบ มิใช่เป็นคำแนะนำทางกฎหมายแก่ลูกค้า
18.11 สรุป
การให้บริการทางการเงินอยู่ภายใต้กฎหมายและกฎระเบียบที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
ลูกค้าควรตระหนักว่า
- การเปลี่ยนแปลงของกฎหมายหรือข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแลอาจส่งผลต่อผลิตภัณฑ์หรือบริการของบริษัท
- บริษัทอาจจำเป็นต้องปรับปรุงขั้นตอนการให้บริการหรือเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย
- ลูกค้ามีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายที่ใช้บังคับกับตนเอง และให้ความร่วมมือในการดำเนินการตามข้อกำหนดของกฎหมาย
- เอกสารฉบับนี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำด้านกฎหมาย และลูกค้าควรขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของตนตามกฎหมาย
ความเสี่ยงด้านภาษี
(Tax Risk)
19.1 หลักการทั่วไป
การซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินอาจก่อให้เกิดผลกระทบด้านภาษีแก่ลูกค้า ซึ่งขึ้นอยู่กับกฎหมายภาษีอากรของประเทศ เขตอำนาจศาล สถานะทางภาษีของลูกค้า และลักษณะของธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง
กฎหมายภาษีอากรอาจแตกต่างกันในแต่ละประเทศ และอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
19.2 ความรับผิดชอบด้านภาษีของลูกค้า
ลูกค้าเป็นผู้รับผิดชอบในการ
- ปฏิบัติตามกฎหมายภาษีที่ใช้บังคับกับตน
- ยื่นแบบแสดงรายการภาษี (หากกฎหมายกำหนด)
- ชำระภาษี ค่าธรรมเนียม หรือภาระอื่นที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมของตน
- จัดเตรียมเอกสารหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับภาระภาษีของตน
บริษัทไม่สามารถประเมินภาระภาษีของลูกค้าเป็นรายบุคคลได้
19.3 ความแตกต่างของกฎหมายภาษี
กฎหมายภาษีอาจแตกต่างกันตาม
- ประเทศที่ลูกค้ามีถิ่นที่อยู่
- ประเทศที่ลูกค้ามีถิ่นที่อยู่เพื่อวัตถุประสงค์ทางภาษี
- สัญชาติของลูกค้า
- ลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่ซื้อขาย
- ประเภทของรายได้ที่ได้รับ
ลูกค้าควรศึกษากฎหมายภาษีที่เกี่ยวข้องกับตนก่อนใช้บริการของบริษัท
19.4 การเปลี่ยนแปลงของกฎหมายภาษี
กฎหมายภาษีอาจมีการเปลี่ยนแปลง เช่น
- อัตราภาษี
- วิธีการจัดเก็บภาษี
- หลักเกณฑ์การคำนวณภาษี
- สิทธิประโยชน์ทางภาษี
- ภาระหน้าที่ในการรายงานข้อมูล
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจส่งผลต่อผลตอบแทนสุทธิของลูกค้า แม้ว่าผลการซื้อขายจะไม่เปลี่ยนแปลงก็ตาม
19.5 การหักภาษีตามกฎหมาย
ในบางกรณี บริษัทอาจมีหน้าที่ตามกฎหมายในการ
- หักภาษี ณ ที่จ่าย
- รายงานข้อมูลต่อหน่วยงานที่มีอำนาจ
- เปิดเผยข้อมูลตามกฎหมาย
- ดำเนินการอื่นที่กฎหมายกำหนด
หากบริษัทมีหน้าที่ดังกล่าว บริษัทจะดำเนินการตามกฎหมายที่ใช้บังคับ โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมเพิ่มเติมจากลูกค้าในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ต้องดำเนินการ
19.6 การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ
กฎหมายของบางประเทศหรือความตกลงระหว่างประเทศ อาจกำหนดให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษีหรือข้อมูลทางการเงินระหว่างหน่วยงานที่มีอำนาจ
ในกรณีที่กฎหมายกำหนด บริษัทอาจมีหน้าที่จัดเก็บ ตรวจสอบ หรือเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องแก่หน่วยงานที่มีอำนาจตามขอบเขตที่กฎหมายกำหนด
19.7 บริษัทไม่ได้ให้คำแนะนำด้านภาษี
ข้อมูลหรือเอกสารที่บริษัทจัดเตรียมให้แก่ลูกค้า มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการใช้บริการของบริษัทเท่านั้น
บริษัทไม่ได้ให้คำแนะนำด้านภาษี บัญชี หรือกฎหมาย และไม่รับรองว่าการใช้บริการของบริษัทจะก่อให้เกิดผลทางภาษีในลักษณะใด
หากลูกค้ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับภาระภาษีของตน ควรขอคำปรึกษาจากที่ปรึกษาด้านภาษี นักบัญชี หรือผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณสมบัติเหมาะสม
19.8 หน้าที่ของลูกค้า
ลูกค้าควร
- ศึกษากฎหมายภาษีที่เกี่ยวข้องกับตน
- เก็บรักษาประวัติการซื้อขายและเอกสารที่เกี่ยวข้อง
- ให้ข้อมูลด้านภาษีที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันเมื่อบริษัทร้องขอ
- แจ้งบริษัทเมื่อข้อมูลด้านภาษีที่สำคัญมีการเปลี่ยนแปลง
- ขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเมื่อจำเป็น
19.9 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น
รายละเอียดเกี่ยวกับ
- การจัดเก็บข้อมูลลูกค้า
- การเปิดเผยข้อมูลตามกฎหมาย
- การยืนยันตัวตน
- การปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ให้เป็นไปตาม
- Client Agreement
- Privacy Policy
- AML/KYC Policy
- เอกสารหรือประกาศอื่นที่บริษัทเผยแพร่เป็นครั้งคราว
เอกสารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความเสี่ยงด้านภาษีโดยทั่วไป มิใช่คำแนะนำด้านภาษี บัญชี หรือกฎหมาย
19.10 สรุป
ภาระภาษีที่เกิดจากการซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินขึ้นอยู่กับกฎหมายที่ใช้บังคับและสถานการณ์เฉพาะของลูกค้าแต่ละราย
ลูกค้าควรตระหนักว่า
- ผลกำไรหรือธุรกรรมของตนอาจก่อให้เกิดภาระภาษี
- กฎหมายภาษีอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
- บริษัทอาจมีหน้าที่หักภาษีหรือเปิดเผยข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนด
- บริษัทไม่ได้ให้คำแนะนำด้านภาษี และลูกค้าควรขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเมื่อจำเป็น
ความขัดแย้งทางผลประโยชน์
(Conflict of Interest Risk)
20.1 หลักการทั่วไป
ในการให้บริการทางการเงิน อาจเกิดสถานการณ์ที่ผลประโยชน์ของบริษัท ลูกค้า พนักงาน ผู้บริหาร บริษัทในเครือ หรือบุคคลภายนอก มีความแตกต่างหรืออาจขัดแย้งกัน
บริษัทตระหนักถึงความเสี่ยงดังกล่าว และมีนโยบายและมาตรการที่เหมาะสมในการระบุ ป้องกัน บริหารจัดการ และเปิดเผยความขัดแย้งทางผลประโยชน์ตามที่กฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกำหนด
20.2 ตัวอย่างของความขัดแย้งทางผลประโยชน์
ความขัดแย้งทางผลประโยชน์อาจเกิดขึ้นได้ในหลายลักษณะ เช่น
- ระหว่างบริษัทกับลูกค้า
- ระหว่างลูกค้ารายหนึ่งกับลูกค้าอีกราย
- ระหว่างพนักงานกับลูกค้า
- ระหว่างบริษัทกับผู้ให้บริการภายนอก
- ระหว่างบริษัทกับบริษัทในเครือ
- ระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ
การเกิดขึ้นของสถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้หมายความว่ามีการกระทำที่ไม่เหมาะสมหรือไม่เป็นธรรมเสมอไป
20.3 การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์
บริษัทอาจใช้มาตรการที่เหมาะสม เช่น
- กำหนดนโยบายภายใน
- แยกหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- กำหนดกระบวนการกำกับดูแล
- ติดตามและประเมินความเสี่ยง
- จัดให้มีการควบคุมภายใน
- ดำเนินการเปิดเผยข้อมูลเมื่อกฎหมายหรือสถานการณ์กำหนด
มาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อผลประโยชน์ของลูกค้า
20.4 ค่าตอบแทนและแรงจูงใจ
บริษัทอาจกำหนดโครงสร้างค่าตอบแทน โบนัส หรือแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง
บริษัทจะดำเนินการออกแบบโครงสร้างดังกล่าวโดยคำนึงถึงการปฏิบัติต่อลูกค้าอย่างเป็นธรรม การปฏิบัติตามกฎหมาย และการบริหารความขัดแย้งทางผลประโยชน์ตามสมควร
20.5 ผู้ให้บริการภายนอกและบริษัทในเครือ
บริษัทอาจใช้บริการของผู้ให้บริการภายนอก หรือดำเนินธุรกรรมกับบริษัทในเครือหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง
ในกรณีดังกล่าว บริษัทจะดำเนินการภายใต้หลักเกณฑ์และกระบวนการที่เหมาะสม เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของลูกค้าและการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
20.6 การดำเนินคำสั่งซื้อขาย
บริษัทอาจได้รับคำสั่งซื้อขายจากลูกค้าหลายรายในช่วงเวลาเดียวกัน
บริษัทจะดำเนินการจัดการคำสั่งซื้อขายตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ใน Order Execution Policy และขั้นตอนการดำเนินงานภายใน โดยมุ่งหมายให้ลูกค้าได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมและสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
20.7 การเปิดเผยข้อมูล
หากบริษัทเห็นว่าความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสมด้วยมาตรการภายในเพียงอย่างเดียว บริษัทอาจดำเนินการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องแก่ลูกค้า ตามที่กฎหมายหรือข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกำหนด เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม
20.8 บริษัทไม่ได้รับประกันว่าจะไม่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์
แม้ว่าบริษัทจะมีมาตรการในการป้องกันและบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ แต่บริษัทไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่เกิดสถานการณ์ดังกล่าวในทุกกรณี
อย่างไรก็ตาม บริษัทจะดำเนินการตามสมควรเพื่อระบุ ประเมิน และบริหารจัดการความเสี่ยงดังกล่าวให้สอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง
20.9 หน้าที่ของลูกค้า
ลูกค้าควร
- ศึกษาเอกสารและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับบริการของบริษัท
- สอบถามบริษัทเมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการให้บริการหรือผลประโยชน์ที่อาจเกี่ยวข้อง
- แจ้งบริษัทเมื่อพบเหตุการณ์ที่อาจมีผลต่อความเป็นธรรมในการให้บริการ
- ใช้ข้อมูลที่ได้รับจากบริษัทประกอบการตัดสินใจอย่างรอบคอบ
20.10 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น
รายละเอียดเกี่ยวกับ
- การบริหารความขัดแย้งทางผลประโยชน์
- การดำเนินคำสั่งซื้อขาย
- การเปิดเผยข้อมูล
- การกำกับดูแลภายใน
ให้เป็นไปตาม
- Client Agreement
- Order Execution Policy
- Conflict of Interest Policy
- Internal Governance Policies
- เอกสารหรือประกาศอื่นที่บริษัทเผยแพร่เป็นครั้งคราว
เอกสารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางผลประโยชน์โดยทั่วไป มิใช่เพื่ออธิบายรายละเอียดของกระบวนการกำกับดูแลภายในของบริษัท
20.11 สรุป
ความขัดแย้งทางผลประโยชน์เป็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ตามปกติในการประกอบธุรกิจบริการทางการเงิน
ลูกค้าควรตระหนักว่า
- ความขัดแย้งทางผลประโยชน์อาจเกิดขึ้นระหว่างบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ
- การเกิดความขัดแย้งดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจะเกิดการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมเสมอไป
- บริษัทมีนโยบายและมาตรการในการระบุ ป้องกัน บริหารจัดการ และเปิดเผยความขัดแย้งทางผลประโยชน์ตามสมควร
- หากจำเป็น บริษัทอาจเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องแก่ลูกค้าตามกฎหมายหรือข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ลูกค้าใช้ประกอบการตัดสินใจ
หน้าที่และความรับผิดชอบของลูกค้า
(Customer Responsibilities)
21.1 หลักการทั่วไป
ลูกค้ามีหน้าที่ใช้บริการของบริษัทด้วยความสุจริต รอบคอบ และเป็นไปตามกฎหมาย ข้อกำหนด และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง
ลูกค้าควรทำความเข้าใจลักษณะของผลิตภัณฑ์ ความเสี่ยง และเงื่อนไขการให้บริการก่อนเปิดบัญชีหรือทำธุรกรรมกับบริษัท
21.2 การทำความเข้าใจผลิตภัณฑ์
ก่อนเริ่มซื้อขาย ลูกค้าควร
- ศึกษาลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่สนใจ
- ทำความเข้าใจกลไกการซื้อขาย
- ประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง
- พิจารณาว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเหมาะสมกับวัตถุประสงค์และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของตน
ลูกค้าไม่ควรทำธุรกรรมในผลิตภัณฑ์ที่ตนยังไม่เข้าใจอย่างเพียงพอ
21.3 การตัดสินใจลงทุน
การตัดสินใจซื้อขายเป็นความรับผิดชอบของลูกค้า
ลูกค้าควรประเมินข้อมูล ข่าวสาร และปัจจัยที่เกี่ยวข้องด้วยตนเอง หรือขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณสมบัติเหมาะสมก่อนตัดสินใจ
บริษัทไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการลงทุน เว้นแต่จะระบุไว้เป็นลายลักษณ์อักษรภายใต้บริการที่เกี่ยวข้อง
21.4 ความถูกต้องของข้อมูล
ลูกค้ามีหน้าที่ให้ข้อมูลที่
- ถูกต้อง
- ครบถ้วน
- เป็นปัจจุบัน
รวมถึงแจ้งบริษัทโดยไม่ชักช้าเมื่อข้อมูลสำคัญมีการเปลี่ยนแปลง เช่น
- ชื่อ
- ที่อยู่
- ข้อมูลการติดต่อ
- สถานะทางภาษี
- เอกสารแสดงตัวตน
- ข้อมูลอื่นที่มีผลต่อการใช้บริการ
21.5 การรักษาความปลอดภัยของบัญชี
ลูกค้าควรใช้ความระมัดระวังในการรักษา
- ชื่อผู้ใช้
- รหัสผ่าน
- รหัสยืนยันตัวตน
- อุปกรณ์ที่ใช้เข้าสู่ระบบ
- วิธีการยืนยันตัวตนอื่น
ลูกค้าไม่ควรเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวแก่บุคคลอื่น เว้นแต่กฎหมายกำหนดหรือบริษัทอนุญาตโดยชัดแจ้ง
หากลูกค้าสงสัยว่าบัญชีอาจถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ควรแจ้งบริษัทโดยเร็วที่สุด
21.6 การบริหารความเสี่ยง
ลูกค้าควร
- บริหารเงินลงทุนอย่างเหมาะสม
- ใช้เลเวอเรจด้วยความระมัดระวัง
- ติดตามระดับ Margin อย่างสม่ำเสมอ
- พิจารณาใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยง เช่น Stop Loss ตามความเหมาะสม
- หลีกเลี่ยงการลงทุนด้วยเงินที่ไม่สามารถรับความสูญเสียได้
21.7 การติดตามบัญชีและธุรกรรม
ลูกค้าควรตรวจสอบ
- รายการซื้อขาย
- ยอดเงินในบัญชี
- การเคลื่อนไหวของบัญชี
- รายงานที่บริษัทจัดส่ง
- การแจ้งเตือนที่เกี่ยวข้อง
หากพบข้อผิดปกติ ลูกค้าควรแจ้งบริษัทภายในระยะเวลาที่กำหนดใน Client Agreement หรือโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะกระทำได้
21.8 การปฏิบัติตามกฎหมาย
ลูกค้ามีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดที่ใช้บังคับกับตน รวมถึง
- กฎหมายด้านการเงิน
- กฎหมายภาษี
- กฎหมายป้องกันการฟอกเงิน
- กฎหมายเกี่ยวกับมาตรการคว่ำบาตร
- กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการใช้บริการ
21.9 การให้ความร่วมมือกับบริษัท
ลูกค้าควรให้ความร่วมมือกับบริษัทเมื่อมีการร้องขอข้อมูลหรือเอกสารที่จำเป็น เช่น
- การยืนยันตัวตนเพิ่มเติม
- การตรวจสอบแหล่งที่มาของเงิน
- การปรับปรุงข้อมูลลูกค้า
- การตรวจสอบธุรกรรม
- การปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมาย
การไม่ให้ความร่วมมืออาจส่งผลให้บริษัทไม่สามารถให้บริการบางประการได้ หรือจำเป็นต้องดำเนินการตามที่กฎหมายหรือ Client Agreement กำหนด
21.10 การติดตามประกาศของบริษัท
บริษัทอาจเผยแพร่
- ข่าวสาร
- ประกาศ
- การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข
- การแจ้งเตือนด้านเทคนิค
- การเปลี่ยนแปลงเวลาซื้อขาย
- ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์
ผ่านช่องทางที่บริษัทกำหนด
ลูกค้าควรติดตามข้อมูลดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถใช้บริการได้อย่างเหมาะสม
21.11 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น
หน้าที่และความรับผิดชอบของลูกค้าตามเอกสารฉบับนี้ ให้พิจารณาร่วมกับ
- Client Agreement
- Trading Conditions
- Order Execution Policy
- Privacy Policy
- AML/KYC Policy
- เอกสารหรือประกาศอื่นที่บริษัทเผยแพร่เป็นครั้งคราว
ในกรณีที่มีความแตกต่างในรายละเอียด ให้เป็นไปตามเอกสารที่กำหนดสิทธิและหน้าที่ในเรื่องนั้นโดยเฉพาะ และภายใต้กฎหมายที่ใช้บังคับ
21.12 สรุป
การใช้บริการทางการเงินอย่างเหมาะสมต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างบริษัทและลูกค้า
ลูกค้าควรตระหนักว่า
- การตัดสินใจซื้อขายเป็นความรับผิดชอบของลูกค้า
- การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันเป็นสิ่งสำคัญต่อการให้บริการ
- การรักษาความปลอดภัยของบัญชีและการติดตามสถานะบัญชีเป็นหน้าที่ของลูกค้า
- การบริหารความเสี่ยงและการศึกษาผลิตภัณฑ์ก่อนลงทุนจะช่วยลดความเสี่ยงจากการซื้อขาย
- การปฏิบัติตามกฎหมายและความร่วมมือกับบริษัทมีความสำคัญต่อการใช้บริการอย่างต่อเนื่องและปลอดภัย
บทสรุป การแก้ไขเอกสาร และการมีผลใช้บังคับ
(Final Provisions)
22.1 วัตถุประสงค์ของเอกสาร
Risk Disclosure Statement ฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ลูกค้าได้รับข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้บริการและการซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินของบริษัท
เอกสารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถประเมินความเสี่ยงและตัดสินใจใช้บริการของบริษัทโดยมีข้อมูลประกอบอย่างเหมาะสม
เอกสารฉบับนี้มิใช่คำแนะนำด้านการลงทุน กฎหมาย ภาษี หรือบัญชี และไม่ควรใช้แทนคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา
22.2 ความไม่ครบถ้วนของรายการความเสี่ยง
ความเสี่ยงที่ระบุไว้ในเอกสารฉบับนี้เป็นการอธิบายความเสี่ยงที่สำคัญและพบได้โดยทั่วไปในการซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน
อย่างไรก็ตาม เอกสารฉบับนี้ไม่สามารถระบุความเสี่ยงได้ครบถ้วนทุกประการ และอาจมีความเสี่ยงอื่นที่ยังไม่เกิดขึ้น ไม่สามารถคาดการณ์ได้ หรือเกิดจากสถานการณ์เฉพาะของลูกค้า ตลาด หรือกฎหมายที่ใช้บังคับ
ลูกค้าควรใช้วิจารณญาณและประเมินความเสี่ยงเพิ่มเติมตามสถานการณ์ของตนเองก่อนตัดสินใจซื้อขาย
22.3 การอ่านร่วมกับเอกสารอื่น
Risk Disclosure Statement เป็นส่วนหนึ่งของชุดเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการใช้บริการของบริษัท
ลูกค้าควรอ่านเอกสารฉบับนี้ร่วมกับเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
- Client Agreement
- Trading Conditions
- Order Execution Policy
- Privacy Policy
- AML/KYC Policy
- Cookie Policy
- Fee Schedule
- Product Specifications
- ประกาศหรือเอกสารอื่นที่บริษัทเผยแพร่เป็นครั้งคราว
การพิจารณาเอกสารทั้งหมดร่วมกันจะช่วยให้ลูกค้าเข้าใจสิทธิ หน้าที่ เงื่อนไขการใช้บริการ และความเสี่ยงได้อย่างครบถ้วนยิ่งขึ้น
22.4 การปรับปรุงเอกสาร
บริษัทอาจปรับปรุงหรือแก้ไขเอกสารฉบับนี้เป็นครั้งคราว เพื่อให้สอดคล้องกับ
- การเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย
- ข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล
- การเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์หรือบริการ
- การเปลี่ยนแปลงของสภาพตลาด
- การปรับปรุงแนวปฏิบัติในการบริหารความเสี่ยง
- เหตุผลอื่นที่สมควรเพื่อให้ข้อมูลแก่ลูกค้าได้อย่างถูกต้องและเป็นปัจจุบัน
การปรับปรุงดังกล่าวจะดำเนินการตามขั้นตอนและการแจ้งให้ลูกค้าทราบตามที่กำหนดไว้ใน Client Agreement หรือกฎหมายที่ใช้บังคับ
22.5 การตีความเอกสาร
หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการตีความข้อความในเอกสารฉบับนี้ ให้พิจารณาร่วมกับ Client Agreement และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง
ในกรณีที่มีความแตกต่างระหว่าง Risk Disclosure Statement กับเอกสารที่กำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาโดยเฉพาะ ให้เอกสารดังกล่าวมีผลบังคับในเรื่องนั้น ภายใต้กฎหมายที่ใช้บังคับ
22.6 ภาษา
บริษัทอาจจัดทำ Risk Disclosure Statement เป็นมากกว่าหนึ่งภาษาเพื่อความสะดวกของลูกค้า
ในกรณีที่มีความแตกต่างจากการแปลหรือการตีความระหว่างฉบับภาษาต่าง ๆ ให้เป็นไปตามภาษาที่กำหนดไว้ใน Client Agreement หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องว่าเป็นฉบับที่ใช้บังคับ เว้นแต่กฎหมายที่ใช้บังคับจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
22.7 การมีผลใช้บังคับ
Risk Disclosure Statement ฉบับนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่บริษัทกำหนด และให้ใช้กับลูกค้าที่ใช้บริการของบริษัทภายใต้ขอบเขตที่เกี่ยวข้อง
การแก้ไขหรือปรับปรุงในภายหลังจะมีผลใช้บังคับตามวันที่ที่บริษัทกำหนดหรือวันที่แจ้งให้ลูกค้าทราบ ตามที่กฎหมายหรือ Client Agreement กำหนด
22.8 การรับทราบของลูกค้า
การเปิดบัญชี การใช้บริการ หรือการทำธุรกรรมกับบริษัท อาจถือเป็นการยืนยันว่าลูกค้าได้มีโอกาสเข้าถึงและศึกษาข้อมูลใน Risk Disclosure Statement รวมทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้อง ตามกระบวนการที่บริษัทกำหนด
ทั้งนี้ การรับทราบเอกสารดังกล่าว มิได้หมายความว่าบริษัทรับประกันผลตอบแทน หรือรับรองว่าจะไม่เกิดความสูญเสียจากการลงทุน และ มิได้เป็นการจำกัดสิทธิของลูกค้าตามกฎหมายที่ใช้บังคับ
22.9 สรุป
การซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินมีความเสี่ยงโดยธรรมชาติ และไม่มีการลงทุนหรือธุรกรรมใดที่สามารถรับประกันผลตอบแทนหรือปราศจากความเสี่ยงได้
บริษัทส่งเสริมให้ลูกค้า
- ศึกษาผลิตภัณฑ์ก่อนการซื้อขาย
- ทำความเข้าใจความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง
- ใช้การบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
- ลงทุนภายในระดับความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้
- ขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเมื่อจำเป็น
ลูกค้าควรพิจารณาอย่างรอบคอบว่าการใช้บริการและการซื้อขายผลิตภัณฑ์ของบริษัทเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ ประสบการณ์ ฐานะทางการเงิน และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของตนหรือไม่ ก่อนตัดสินใจใช้บริการ
คำจำกัดความ
(Definitions)
เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน คำต่อไปนี้มีความหมายดังนี้ เว้นแต่บริบทจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
Account บัญชีซื้อขายที่บริษัทเปิดให้ลูกค้าใช้บริการ
Balance ยอดเงินสุทธิในบัญชีซื้อขายก่อนคำนวณกำไรหรือขาดทุนที่ยังไม่ปิดสถานะ (Unrealized Profit/Loss)
Equity มูลค่ารวมของบัญชีซื้อขาย ซึ่งรวมกำไรหรือขาดทุนที่ยังไม่ปิดสถานะ
Margin หลักประกันที่ต้องใช้ในการเปิดและรักษาสถานะซื้อขาย
Free Margin เงินคงเหลือที่ยังสามารถใช้เปิดสถานะใหม่หรือรองรับความผันผวนของตลาด
Margin Level อัตราส่วนระหว่าง Equity และ Margin ซึ่งใช้ประเมินสถานะความเสี่ยงของบัญชี
Margin Call สถานการณ์ที่ระดับ Margin ลดลงจนอยู่ในระดับที่บริษัทกำหนด และลูกค้าอาจจำเป็นต้องเพิ่มหลักประกันหรือดำเนินการอื่นตามเงื่อนไขของบริษัท
Stop Out การปิดสถานะซื้อขายโดยอัตโนมัติเมื่อระดับ Margin ลดลงถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ใน Trading Conditions
Leverage กลไกที่ทำให้ลูกค้าสามารถเปิดสถานะที่มีมูลค่าสูงกว่าเงินทุนที่ใช้เป็นหลักประกัน
Spread ส่วนต่างระหว่างราคา Bid และ Ask
Slippage ความแตกต่างระหว่างราคาที่ลูกค้าคาดหมายกับราคาที่คำสั่งได้รับการดำเนินการจริง
Liquidity ระดับความสามารถของตลาดในการรองรับการซื้อขายโดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อราคาอย่างมีนัยสำคัญ
CFD สัญญาซื้อขายส่วนต่าง (Contract for Difference)
Underlying Asset สินทรัพย์อ้างอิงที่ใช้ในการกำหนดราคาของผลิตภัณฑ์
Market Order คำสั่งซื้อขายที่ดำเนินการตามราคาที่สามารถซื้อขายได้ในขณะนั้น
Pending Order คำสั่งซื้อขายที่มีผลเมื่อราคาเป็นไปตามเงื่อนไขที่ลูกค้ากำหนด
Corporate Action เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น การจ่ายเงินปันผล การแตกพาร์ การควบรวมกิจการ หรือการเพิกถอนหลักทรัพย์
Force Majeure เหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมโดยสมเหตุสมผลของบริษัท ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการ
Trading Platform ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่บริษัทใช้ให้บริการซื้อขายแก่ลูกค้า
ตารางสรุปความเสี่ยง
(Risk Summary Matrix)
| ประเภทความเสี่ยง | ความรุนแรง | ลูกค้าควบคุมได้ |
|---|---|---|
| Market Risk | สูง | บางส่วน |
| Leverage Risk | สูงมาก | ได้ |
| Margin Risk | สูงมาก | ได้ |
| Liquidity Risk | สูง | ไม่ทั้งหมด |
| Volatility Risk | สูง | ไม่ได้ |
| Execution Risk | ปานกลางถึงสูง | บางส่วน |
| Pricing Risk | ปานกลาง | ไม่ได้ |
| Technology Risk | ปานกลาง | บางส่วน |
| Third Party Risk | ปานกลาง | ไม่ได้ |
| Counterparty Risk | ปานกลาง | ไม่ได้ |
| Currency Risk | ปานกลาง | บางส่วน |
| Overnight Risk | สูง | ไม่ได้ |
| Corporate Action Risk | ปานกลาง | ไม่ได้ |
| Force Majeure Risk | สูง | ไม่ได้ |
| Legal & Regulatory Risk | ปานกลาง | บางส่วน |
| Tax Risk | ปานกลาง | ได้ |
| Conflict of Interest Risk | ต่ำถึงปานกลาง | ไม่ได้ |
ข้อควรพิจารณาก่อนเริ่มซื้อขาย
(Pre-Trading Checklist)
ก่อนเริ่มซื้อขาย ลูกค้าควรพิจารณาประเด็นต่อไปนี้
- เข้าใจผลิตภัณฑ์ที่ซื้อขาย
- เข้าใจผลของ Leverage
- เข้าใจ Margin Call และ Stop Out
- ยอมรับความเสี่ยงของการสูญเสียเงินลงทุนได้
- ศึกษา Trading Conditions
- ศึกษา Fee Schedule
- ศึกษา Client Agreement
- ศึกษา Order Execution Policy
- ศึกษา Privacy Policy
- ศึกษา AML/KYC Policy
- เข้าใจค่าธรรมเนียมและต้นทุนการซื้อขาย
- เข้าใจความเสี่ยงของตลาด
- เข้าใจความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี
- เข้าใจความเสี่ยงด้านกฎหมายและภาษี
แหล่งข้อมูลสำหรับลูกค้า
(Useful Resources)
ลูกค้าสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจาก
- เว็บไซต์ของบริษัท
- Client Portal
- Trading Platform
- Product Specifications
- Trading Conditions
- Fee Schedule
- Market Announcements
- Customer Support
- Educational Materials ของบริษัท
บริษัทแนะนำให้ลูกค้าติดตามข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้และใช้วิจารณญาณในการประเมินข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน
คำรับรองการรับทราบความเสี่ยง
(Risk Acknowledgement)
ก่อนเริ่มใช้บริการ ลูกค้าควรรับทราบและยืนยันว่า
- ได้รับหรือสามารถเข้าถึง Risk Disclosure Statement แล้ว
- ได้อ่านหรือมีโอกาสอ่านเอกสารดังกล่าว
- เข้าใจว่าการซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินมีความเสี่ยง
- เข้าใจว่าอาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมดหรือบางส่วน
- เข้าใจว่าผลการดำเนินงานในอดีตไม่ใช่สิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต
- ตัดสินใจใช้บริการของบริษัทโดยสมัครใจและบนพื้นฐานของข้อมูลที่ตนพิจารณาแล้ว
การรับทราบดังกล่าวเป็นการยืนยันว่าลูกค้าได้รับข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับความเสี่ยงของการใช้บริการ ทั้งนี้ ไม่เป็นการจำกัดสิทธิของลูกค้าหรือความรับผิดของบริษัทตามกฎหมายที่ใช้บังคับ