GoFX
  • หน้าแรก
  • เกี่ยวกับเรา
  • การเทรด
    • ประเภทของบัญชีซื้อขาย
    • สินค้าเทรดของเรา
    • แพลตฟอร์มการซื้อขาย
  • ข้อมูลทางกฎหมาย
    • นโยบายความเป็นส่วนตัว
    • ข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้บริการลูกค้า
    • นโยบายการดำเนินคำสั่ง
    • การเปิดเผยความเสี่ยง
  • ติดต่อเรา
  • English
  • Bahasa Indonesia
  • Tiếng Việt
  • ไทย
  • ລາວ
เข้าสู่ระบบ เปิดบัญชี
  • หน้าแรก
  • เกี่ยวกับเรา
  • การเทรด
    • ประเภทของบัญชีซื้อขาย
    • สินค้าเทรดของเรา
    • แพลตฟอร์มการซื้อขาย
  • ข้อมูลทางกฎหมาย
    • นโยบายความเป็นส่วนตัว
    • ข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้บริการลูกค้า
    • นโยบายการดำเนินคำสั่ง
    • การเปิดเผยความเสี่ยง
  • ติดต่อเรา
เข้าสู่ระบบ เปิดบัญชี
EnglishBahasa IndonesiaTiếng Việtไทยລາວ

ข้อมูลทางกฎหมาย

การเปิดเผยความเสี่ยง

การเปิดเผยความเสี่ยง (Risk Disclosure Statement) ของ GOFX จัดทำขึ้นเพื่ออธิบายความเสี่ยงสำคัญ ที่อาจเกิดขึ้นจากการซื้อขายสัญญาซื้อขายส่วนต่าง (CFDs) และผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ใช้เลเวอเรจ

การซื้อขายผลิตภัณฑ์ที่ใช้เลเวอเรจมีความเสี่ยงสูง และอาจทำให้สูญเสียเงินลงทุนทั้งหมดหรือบางส่วน โปรดอ่านและทำความเข้าใจอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจเปิดบัญชีและเริ่มซื้อขาย

สารบัญ

  1. หมวดที่ 1 บทนำ
    1. 1.1 วัตถุประสงค์
    2. 1.2 ไม่มีการรับประกันผลตอบแทน
    3. 1.3 การตัดสินใจลงทุนเป็นความรับผิดชอบของลูกค้า
    4. 1.4 ความเหมาะสมของผลิตภัณฑ์
    5. 1.5 ขอบเขตของเอกสาร
    6. 1.6 ความเสี่ยงอาจเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
    7. 1.7 การรับทราบของลูกค้า
  2. หมวดที่ 2 ลักษณะของการซื้อขายแบบใช้เลเวอเรจ
    1. 2.1 หลักการทั่วไป
    2. 2.2 การซื้อขายแบบใช้เลเวอเรจ
    3. 2.3 มาร์จิ้น
    4. 2.4 กำไรและขาดทุน
    5. 2.5 มูลค่าของสินทรัพย์อาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
    6. 2.6 การซื้อขายอย่างต่อเนื่อง
    7. 2.7 การใช้คำสั่งบริหารความเสี่ยง
    8. 2.8 การปิดสถานะโดยอัตโนมัติ
    9. 2.9 ลูกค้าควรประเมินความเสี่ยงก่อนการซื้อขาย
    10. 2.10 สรุปความเสี่ยงของการซื้อขายแบบใช้เลเวอเรจ
  3. หมวดที่ 3 ความเสี่ยงทั่วไปของการลงทุน
    1. 3.1 หลักการทั่วไป
    2. 3.2 ความเสี่ยงจากการสูญเสียเงินลงทุน
    3. 3.3 ความเสี่ยงจากการตัดสินใจของลูกค้า
    4. 3.4 ความเสี่ยงจากข้อมูลข่าวสาร
    5. 3.5 ความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของตลาด
    6. 3.6 ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของการลงทุน
    7. 3.7 ความเสี่ยงจากการใช้เงินเกินความสามารถ
    8. 3.8 ความเสี่ยงจากการพึ่งพาบุคคลอื่น
    9. 3.9 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์
    10. 3.10 ความเสี่ยงที่ไม่สามารถระบุได้ทั้งหมด
    11. 3.11 หน้าที่ของลูกค้าในการประเมินความเสี่ยง
  4. หมวดที่ 4 ความเสี่ยงด้านตลาด
    1. 4.1 หลักการทั่วไป
    2. 4.2 ความผันผวนของราคา
    3. 4.3 ความเสี่ยงจากข่าวและเหตุการณ์สำคัญ
    4. 4.4 ช่องว่างของราคา
    5. 4.5 สภาพคล่องของตลาด
    6. 4.6 การขยายตัวของส่วนต่างราคา
    7. 4.7 การหยุดซื้อขายชั่วคราว
    8. 4.8 ตลาดผิดปกติ
    9. 4.9 ความเสี่ยงจากการกำหนดราคา
    10. 4.10 ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้
    11. 4.11 การติดตามสภาวะตลาด
    12. 4.12 สรุป
  5. หมวดที่ 5 ความเสี่ยงจากเลเวอเรจ
    1. 5.1 หลักการทั่วไป
    2. 5.2 ผลกระทบของเลเวอเรจ
    3. 5.3 ความเสี่ยงจากการใช้เลเวอเรจในระดับสูง
    4. 5.4 เลเวอเรจไม่ใช่การเพิ่มเงินลงทุน
    5. 5.5 การเปลี่ยนแปลงระดับเลเวอเรจ
    6. 5.6 ความเสี่ยงจากการถือสถานะขนาดใหญ่
    7. 5.7 ความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด
    8. 5.8 การใช้เลเวอเรจร่วมกับกลยุทธ์การซื้อขาย
    9. 5.9 หน้าที่ของลูกค้าในการบริหารความเสี่ยงจากเลเวอเรจ
    10. 5.10 สรุป
  6. หมวดที่ 6 ความเสี่ยงด้านมาร์จิ้น
    1. 6.1 หลักการทั่วไป
    2. 6.2 ความเสี่ยงจากระดับหลักประกัน
    3. 6.3 การลดลงของระดับมาร์จิ้น
    4. 6.4 การแจ้งเตือนเกี่ยวกับหลักประกัน
    5. 6.5 การปิดสถานะโดยอัตโนมัติ
    6. 6.6 การเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดด้านมาร์จิ้น
    7. 6.7 ความเสี่ยงจากการถือหลายสถานะพร้อมกัน
    8. 6.8 ความเสี่ยงจากการถอนเงิน
    9. 6.9 ความเสี่ยงในช่วงตลาดผันผวน
    10. 6.10 หน้าที่ของลูกค้า
    11. 6.11 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น
    12. 6.12 สรุป
  7. หมวดที่ 7 ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง
    1. 7.1 หลักการทั่วไป
    2. 7.2 การเปลี่ยนแปลงของสภาพคล่อง
    3. 7.3 ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่อง
    4. 7.4 การดำเนินคำสั่งแบบบางส่วน
    5. 7.5 ความเสี่ยงจากคำสั่งซื้อขายขนาดใหญ่
    6. 7.6 ความเสี่ยงจากช่วงเวลาที่ตลาดมีสภาพคล่องต่ำ
    7. 7.7 ความเสี่ยงจากตลาดอ้างอิง
    8. 7.8 ความเสี่ยงจากความผันผวนร่วมกับสภาพคล่องต่ำ
    9. 7.9 บริษัทไม่สามารถควบคุมสภาพคล่องของตลาด
    10. 7.10 หน้าที่ของลูกค้า
    11. 7.11 ความสัมพันธ์กับนโยบายการดำเนินคำสั่งซื้อขาย
    12. 7.12 สรุป
  8. หมวดที่ 8 ความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด
    1. 8.1 หลักการทั่วไป
    2. 8.2 ปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดความผันผวน
    3. 8.3 ความผันผวนในช่วงประกาศข่าวสำคัญ
    4. 8.4 ความผันผวนของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท
    5. 8.5 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาอย่างรวดเร็ว
    6. 8.6 ความผันผวนและการบริหารความเสี่ยง
    7. 8.7 ความผันผวนที่เกิดขึ้นพร้อมกับเหตุการณ์ผิดปกติ
    8. 8.8 ผลกระทบต่อคำสั่งซื้อขาย
    9. 8.9 บริษัทไม่สามารถควบคุมความผันผวนของตลาด
    10. 8.10 แนวทางสำหรับลูกค้าในการบริหารความเสี่ยง
    11. 8.11 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น
    12. 8.12 สรุป
  9. หมวดที่ 9 ความเสี่ยงจากการดำเนินคำสั่งซื้อขาย
    1. 9.1 หลักการทั่วไป
    2. 9.2 ความแตกต่างระหว่างราคาที่เห็นกับราคาที่ได้รับ
    3. 9.3 Slippage
    4. 9.4 ความล่าช้าในการดำเนินคำสั่ง
    5. 9.5 คำสั่งแบบ Market Order
    6. 9.6 คำสั่งแบบ Pending Order
    7. 9.7 คำสั่ง Stop Loss และ Take Profit
    8. 9.8 ความเสี่ยงจากการเชื่อมต่อของลูกค้า
    9. 9.9 ความเสี่ยงจากระบบภายนอก
    10. 9.10 ความเสี่ยงจากการส่งคำสั่งซ้ำ
    11. 9.11 ความสัมพันธ์กับ Order Execution Policy
    12. 9.12 สรุป
  10. หมวดที่ 10 ความเสี่ยงด้านราคาและการกำหนดราคา
    1. 10.1 หลักการทั่วไป
    2. 10.2 แหล่งข้อมูลราคา
    3. 10.3 ความแตกต่างของราคา
    4. 10.4 ความต่อเนื่องของราคา
    5. 10.5 การเปลี่ยนแปลงของราคาอย่างรวดเร็ว
    6. 10.6 ความเสี่ยงจากข้อมูลราคาของบุคคลภายนอก
    7. 10.7 การแก้ไขราคาในกรณีผิดปกติ
    8. 10.8 ความเสี่ยงจากการปิดตลาดของสินทรัพย์อ้างอิง
    9. 10.9 ความสัมพันธ์กับ Order Execution Policy
    10. 10.10 หน้าที่ของลูกค้า
    11. 10.11 สรุป
  11. หมวดที่ 11 ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีและระบบอิเล็กทรอนิกส์
    1. 11.1 หลักการทั่วไป
    2. 11.2 ความเสี่ยงจากระบบของบริษัท
    3. 11.3 ความเสี่ยงจากการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของลูกค้า
    4. 11.4 ความเสี่ยงจากอุปกรณ์ของลูกค้า
    5. 11.5 ความเสี่ยงจากแพลตฟอร์มซื้อขาย
    6. 11.6 ความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
    7. 11.7 ความเสี่ยงจากซอฟต์แวร์ของบุคคลภายนอก
    8. 11.8 ความเสี่ยงจากระบบอัตโนมัติ
    9. 11.9 การบำรุงรักษาและการอัปเดตระบบ
    10. 11.10 หน้าที่ของลูกค้าในการใช้งานระบบ
    11. 11.11 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น
    12. 11.12 สรุป
  12. หมวดที่ 12 ความเสี่ยงจากบุคคลภายนอก
    1. 12.1 หลักการทั่วไป
    2. 12.2 ผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยี
    3. 12.3 ผู้ให้บริการข้อมูลราคา
    4. 12.4 ผู้ให้บริการชำระเงินและสถาบันการเงิน
    5. 12.5 ผู้ให้บริการด้านการสื่อสาร
    6. 12.6 ความเสี่ยงจากผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน
    7. 12.7 การเปลี่ยนแปลงผู้ให้บริการ
    8. 12.8 ความเสี่ยงจากการพึ่งพาบุคคลภายนอก
    9. 12.9 หน้าที่ของลูกค้า
    10. 12.10 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น
    11. 12.11 สรุป
  13. หมวดที่ 13 ความเสี่ยงจากคู่สัญญา
    1. 13.1 หลักการทั่วไป
    2. 13.2 ความเสี่ยงจากการไม่สามารถปฏิบัติตามภาระผูกพัน
    3. 13.3 ความเสี่ยงจากผู้ให้บริการสภาพคล่อง
    4. 13.4 ความเสี่ยงจากสถาบันการเงิน
    5. 13.5 การกระจายความเสี่ยงของบริษัท
    6. 13.6 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงคู่สัญญา
    7. 13.7 ความเสี่ยงจากการดำเนินงานร่วมกับหลายฝ่าย
    8. 13.8 ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของคู่สัญญา
    9. 13.9 หน้าที่ของลูกค้า
    10. 13.10 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น
    11. 13.11 สรุป
  14. หมวดที่ 14 ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
    1. 14.1 หลักการทั่วไป
    2. 14.2 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน
    3. 14.3 ความเสี่ยงจากสกุลเงินของบัญชี
    4. 14.4 ความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงิน
    5. 14.5 ความเสี่ยงจากหลายสกุลเงิน
    6. 14.6 ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ระหว่างประเทศ
    7. 14.7 ผลกระทบต่อมาร์จิ้นและสถานะซื้อขาย
    8. 14.8 บริษัทไม่สามารถควบคุมอัตราแลกเปลี่ยน
    9. 14.9 หน้าที่ของลูกค้า
    10. 14.10 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น
    11. 14.11 สรุป
  15. หมวดที่ 15 ความเสี่ยงจากการถือสถานะข้ามคืน
    1. 15.1 หลักการทั่วไป
    2. 15.2 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาในช่วงข้ามคืน
    3. 15.3 ความเสี่ยงจาก Price Gap
    4. 15.4 ค่าใช้จ่ายในการถือสถานะข้ามคืน
    5. 15.5 การเปลี่ยนแปลงของค่าใช้จ่ายข้ามคืน
    6. 15.6 วันหยุดและช่วงเวลาที่ตลาดปิด
    7. 15.7 การปรับรายการในบางวัน
    8. 15.8 ผลกระทบต่อบัญชีซื้อขาย
    9. 15.9 บริษัทไม่สามารถควบคุมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนอกเวลาซื้อขาย
    10. 15.10 หน้าที่ของลูกค้า
    11. 15.11 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น
    12. 15.12 สรุป
  16. หมวดที่ 16 ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่มีผลต่อสินทรัพย์อ้างอิง
    1. 16.1 หลักการทั่วไป
    2. 16.2 ประเภทของเหตุการณ์
    3. 16.3 ผลกระทบต่อสถานะซื้อขาย
    4. 16.4 เงินปันผล
    5. 16.5 การแตกพาร์และการรวมหุ้น
    6. 16.6 การเพิกถอนหรือยุติการซื้อขายของสินทรัพย์อ้างอิง
    7. 16.7 การเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของดัชนี
    8. 16.8 เหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้
    9. 16.9 ลูกค้าไม่ได้ถือครองสินทรัพย์อ้างอิงโดยตรง
    10. 16.10 หน้าที่ของลูกค้า
    11. 16.11 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น
    12. 16.12 สรุป
  17. หมวดที่ 17 ความเสี่ยงจากเหตุสุดวิสัย
    1. 17.1 หลักการทั่วไป
    2. 17.2 ตัวอย่างเหตุสุดวิสัย
    3. 17.3 ผลกระทบต่อการซื้อขาย
    4. 17.4 ผลกระทบต่อคำสั่งซื้อขาย
    5. 17.5 ผลกระทบต่อการฝากและถอนเงิน
    6. 17.6 การดำเนินการของบริษัท
    7. 17.7 ความพยายามในการลดผลกระทบ
    8. 17.8 การดำเนินการของหน่วยงานรัฐ
    9. 17.9 หน้าที่ของลูกค้า
    10. 17.10 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น
    11. 17.11 สรุป
  18. หมวดที่ 18 ความเสี่ยงด้านกฎหมายและกฎระเบียบ
    1. 18.1 หลักการทั่วไป
    2. 18.2 การเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย
    3. 18.3 การเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล
    4. 18.4 ข้อจำกัดตามเขตอำนาจศาล
    5. 18.5 มาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดระหว่างประเทศ
    6. 18.6 การเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์และบริการ
    7. 18.7 ความร่วมมือกับหน่วยงานที่มีอำนาจ
    8. 18.8 ความเสี่ยงจากการตีความกฎหมาย
    9. 18.9 หน้าที่ของลูกค้า
    10. 18.10 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น
    11. 18.11 สรุป
  19. หมวดที่ 19 ความเสี่ยงด้านภาษี
    1. 19.1 หลักการทั่วไป
    2. 19.2 ความรับผิดชอบด้านภาษีของลูกค้า
    3. 19.3 ความแตกต่างของกฎหมายภาษี
    4. 19.4 การเปลี่ยนแปลงของกฎหมายภาษี
    5. 19.5 การหักภาษีตามกฎหมาย
    6. 19.6 การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ
    7. 19.7 บริษัทไม่ได้ให้คำแนะนำด้านภาษี
    8. 19.8 หน้าที่ของลูกค้า
    9. 19.9 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น
    10. 19.10 สรุป
  20. หมวดที่ 20 ความขัดแย้งทางผลประโยชน์
    1. 20.1 หลักการทั่วไป
    2. 20.2 ตัวอย่างของความขัดแย้งทางผลประโยชน์
    3. 20.3 การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์
    4. 20.4 ค่าตอบแทนและแรงจูงใจ
    5. 20.5 ผู้ให้บริการภายนอกและบริษัทในเครือ
    6. 20.6 การดำเนินคำสั่งซื้อขาย
    7. 20.7 การเปิดเผยข้อมูล
    8. 20.8 บริษัทไม่ได้รับประกันว่าจะไม่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์
    9. 20.9 หน้าที่ของลูกค้า
    10. 20.10 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น
    11. 20.11 สรุป
  21. หมวดที่ 21 หน้าที่และความรับผิดชอบของลูกค้า
    1. 21.1 หลักการทั่วไป
    2. 21.2 การทำความเข้าใจผลิตภัณฑ์
    3. 21.3 การตัดสินใจลงทุน
    4. 21.4 ความถูกต้องของข้อมูล
    5. 21.5 การรักษาความปลอดภัยของบัญชี
    6. 21.6 การบริหารความเสี่ยง
    7. 21.7 การติดตามบัญชีและธุรกรรม
    8. 21.8 การปฏิบัติตามกฎหมาย
    9. 21.9 การให้ความร่วมมือกับบริษัท
    10. 21.10 การติดตามประกาศของบริษัท
    11. 21.11 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น
    12. 21.12 สรุป
  22. หมวดที่ 22 บทสรุป การแก้ไขเอกสาร และการมีผลใช้บังคับ
    1. 22.1 วัตถุประสงค์ของเอกสาร
    2. 22.2 ความไม่ครบถ้วนของรายการความเสี่ยง
    3. 22.3 การอ่านร่วมกับเอกสารอื่น
    4. 22.4 การปรับปรุงเอกสาร
    5. 22.5 การตีความเอกสาร
    6. 22.6 ภาษา
    7. 22.7 การมีผลใช้บังคับ
    8. 22.8 การรับทราบของลูกค้า
    9. 22.9 สรุป
  23. ภาคผนวก A คำจำกัดความ
  24. ภาคผนวก B ตารางสรุปความเสี่ยง
  25. ภาคผนวก C ข้อควรพิจารณาก่อนเริ่มซื้อขาย
  26. ภาคผนวก D แหล่งข้อมูลสำหรับลูกค้า
  27. ภาคผนวก E คำรับรองการรับทราบความเสี่ยง
หมวดที่ 1

บทนำ

(Introduction)

1.1 วัตถุประสงค์

เอกสารเปิดเผยความเสี่ยงฉบับนี้ ("เอกสารเปิดเผยความเสี่ยง") จัดทำขึ้นเพื่ออธิบายความเสี่ยงที่สำคัญซึ่งอาจเกิดขึ้นจากการซื้อขายสัญญาซื้อขายส่วนต่าง (Contracts for Difference: CFDs) และผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นที่บริษัท GOFX LIMITED ("บริษัท") เปิดให้บริการ

วัตถุประสงค์ของเอกสารฉบับนี้ คือ เพื่อให้ลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าในอนาคตมีความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะของการซื้อขายแบบใช้เลเวอเรจ รวมถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ก่อนตัดสินใจเปิดบัญชีหรือทำธุรกรรมกับบริษัท

ลูกค้าควรอ่านเอกสารฉบับนี้ร่วมกับเอกสารอื่นของบริษัท ได้แก่

  • Client Agreement
  • Order Execution Policy
  • Privacy Policy
  • AML / KYC Policy
  • Cookie Policy
  • Trading Conditions
  • ประกาศหรือข้อกำหนดอื่นที่บริษัทประกาศเพิ่มเติมเป็นครั้งคราว

เอกสารฉบับนี้มิใช่คำแนะนำด้านการลงทุน คำแนะนำด้านการเงิน คำแนะนำด้านกฎหมาย หรือคำแนะนำด้านภาษี และไม่ถือเป็นการชักชวนให้ลูกค้าซื้อหรือขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินใด

1.2 ไม่มีการรับประกันผลตอบแทน

การซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ใช้เลเวอเรจมีความเสี่ยงสูง และอาจทำให้ลูกค้าสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมดหรือบางส่วน

ลูกค้าควรตระหนักว่า

  • บริษัทไม่รับประกันผลกำไร
  • ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ใช่สิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต
  • ราคาสินทรัพย์อาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
  • ความผันผวนของตลาดอาจทำให้เกิดผลขาดทุนจำนวนมาก
  • ลูกค้าอาจสูญเสียเงินลงทุนภายในระยะเวลาอันสั้น

ลูกค้าควรใช้เงินที่สามารถยอมรับการสูญเสียได้เท่านั้นในการซื้อขาย

1.3 การตัดสินใจลงทุนเป็นความรับผิดชอบของลูกค้า

การตัดสินใจซื้อขายทุกครั้งเป็นการตัดสินใจของลูกค้าแต่เพียงผู้เดียว

บริษัทไม่มีหน้าที่

  • แนะนำการซื้อขายรายรายการ
  • รับประกันผลตอบแทน
  • รับประกันกำไร
  • รับประกันว่าลูกค้าจะไม่ขาดทุน
  • รับประกันว่าความเสี่ยงจะอยู่ในระดับที่ลูกค้ายอมรับได้

ลูกค้าเป็นผู้รับผิดชอบในการประเมินว่าการซื้อขายเหมาะสมกับฐานะทางการเงิน วัตถุประสงค์ในการลงทุน ประสบการณ์ และระดับความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้ของตนเอง

1.4 ความเหมาะสมของผลิตภัณฑ์

การซื้อขายแบบใช้เลเวอเรจอาจไม่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนทุกคน

ก่อนเปิดบัญชี ลูกค้าควรพิจารณาอย่างรอบคอบถึง

  • ฐานะทางการเงิน
  • วัตถุประสงค์ในการลงทุน
  • ประสบการณ์ในการซื้อขาย
  • ความรู้เกี่ยวกับตลาดการเงิน
  • ความสามารถในการรับความเสี่ยง
  • ความสามารถในการรับผลขาดทุน

หากลูกค้าไม่เข้าใจลักษณะหรือความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ ควรขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาทางการเงินหรือผู้เชี่ยวชาญอิสระก่อนตัดสินใจลงทุน

1.5 ขอบเขตของเอกสาร

เอกสารเปิดเผยความเสี่ยงฉบับนี้ใช้กับผลิตภัณฑ์และบริการทั้งหมดของบริษัท รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง

  • CFDs คู่สกุลเงิน
  • CFDs โลหะมีค่า
  • CFDs ดัชนี
  • CFDs พลังงาน
  • CFDs สินค้าโภคภัณฑ์
  • CFDs หุ้น
  • ผลิตภัณฑ์อื่นที่บริษัทอาจเปิดให้บริการในอนาคต

ความเสี่ยงของแต่ละผลิตภัณฑ์อาจแตกต่างกันไปตามลักษณะของสินทรัพย์ สภาพคล่อง เวลาทำการของตลาด ระดับความผันผวน และปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง

1.6 ความเสี่ยงอาจเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ความเสี่ยงที่ระบุไว้ในเอกสารฉบับนี้มิได้ครอบคลุมความเสี่ยงทั้งหมดที่อาจเกิดขึ้นจากการซื้อขาย

ตลาดการเงินมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และอาจเกิดความเสี่ยงใหม่จากปัจจัยต่าง ๆ เช่น

  • การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
  • การเปลี่ยนแปลงของกฎหมายหรือกฎระเบียบ
  • สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ
  • เหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์
  • ภาวะวิกฤตทางการเงิน
  • ภัยธรรมชาติ
  • เหตุการณ์อื่นที่ไม่อาจคาดการณ์ได้

ลูกค้าควรติดตามข้อมูล ข่าวสาร และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ใช้บริการของบริษัท

1.7 การรับทราบของลูกค้า

เมื่อเปิดบัญชี สมัครใช้บริการ หรือใช้บริการของบริษัท ลูกค้าถือว่ารับทราบและเข้าใจว่า

  • ได้รับหรือสามารถเข้าถึงเอกสารเปิดเผยความเสี่ยงฉบับนี้แล้ว
  • มีโอกาสอ่านและทำความเข้าใจเนื้อหาของเอกสารอย่างเพียงพอ
  • เข้าใจว่าการซื้อขายแบบใช้เลเวอเรจมีความเสี่ยงสูง
  • ยอมรับว่าการตัดสินใจซื้อขายเป็นความรับผิดชอบของลูกค้าแต่เพียงผู้เดียว
  • เข้าใจว่าอาจเกิดผลขาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด

การที่ลูกค้ารับทราบเอกสารฉบับนี้ ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงจากการซื้อขายจะลดลง หรือก่อให้เกิดการรับประกันผลตอบแทนหรือผลการดำเนินงานจากบริษัทแต่อย่างใด

หมวดที่ 2

ลักษณะของการซื้อขายแบบใช้เลเวอเรจ

(Nature of Leveraged Trading)

2.1 หลักการทั่วไป

บริษัทให้บริการซื้อขายตราสารทางการเงินในรูปแบบสัญญาซื้อขายส่วนต่าง (Contracts for Difference: CFDs) และผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นตามที่บริษัทประกาศให้บริการเป็นครั้งคราว

การซื้อขายในลักษณะดังกล่าวเป็นการซื้อขายโดยอ้างอิงราคาของสินทรัพย์อ้างอิง มิใช่การซื้อหรือถือครองกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์นั้นโดยตรง เว้นแต่บริษัทจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

ลูกค้าจึงควรทำความเข้าใจว่าการเปิดสถานะซื้อขายกับบริษัทไม่ได้ทำให้ลูกค้าเป็นเจ้าของสินทรัพย์อ้างอิง เช่น หุ้น ทองคำ น้ำมัน ดัชนี หรือสกุลเงินดิจิทัล และไม่มีสิทธิในฐานะเจ้าของสินทรัพย์ดังกล่าว เว้นแต่จะระบุไว้เป็นลายลักษณ์อักษรโดยบริษัท

2.2 การซื้อขายแบบใช้เลเวอเรจ

(Leverage Trading)

การซื้อขายผ่านบริษัทอาจเป็นการซื้อขายแบบใช้เลเวอเรจ (Leverage) ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถเปิดสถานะที่มีมูลค่าสูงกว่าเงินประกัน (Margin) ที่ใช้วางไว้

แม้เลเวอเรจจะช่วยเพิ่มศักยภาพของผลตอบแทน แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความเสี่ยงของผลขาดทุนในสัดส่วนเดียวกัน

การเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์เพียงเล็กน้อย อาจส่งผลให้เกิดกำไรหรือขาดทุนในจำนวนที่มีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับเงินที่ลูกค้าใช้เป็นหลักประกัน

ลูกค้าควรทำความเข้าใจผลกระทบของเลเวอเรจก่อนเริ่มซื้อขาย และไม่ควรใช้ระดับเลเวอเรจที่เกินกว่าความสามารถในการรับความเสี่ยงของตน

2.3 มาร์จิ้น

(Margin)

การเปิดสถานะซื้อขายอาจกำหนดให้ลูกค้าต้องมีเงินประกันหรือหลักประกัน (Margin) ตามที่บริษัทกำหนด

ระดับมาร์จิ้นที่ต้องใช้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น

  • ประเภทของผลิตภัณฑ์
  • ขนาดของสถานะ
  • ระดับเลเวอเรจ
  • ความผันผวนของตลาด
  • นโยบายบริหารความเสี่ยงของบริษัท

บริษัทอาจเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดด้านมาร์จิ้นได้ตามความเหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อสภาวะตลาดมีความผันผวนหรือมีเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงของตลาด

2.4 กำไรและขาดทุน

กำไรและผลขาดทุนจากการซื้อขายจะเปลี่ยนแปลงตามราคาของสินทรัพย์อ้างอิง

ลูกค้าอาจได้รับผลกำไรหากราคาตลาดเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่สอดคล้องกับสถานะที่เปิดไว้

ในทางกลับกัน หากราคาตลาดเคลื่อนไหวสวนทาง ลูกค้าอาจเกิดผลขาดทุนอย่างรวดเร็ว และอาจสูญเสียเงินที่ใช้เป็นหลักประกันทั้งหมด

ลูกค้าควรติดตามสถานะการซื้อขายอย่างสม่ำเสมอ และใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงตามความเหมาะสม

2.5 มูลค่าของสินทรัพย์อาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ราคาของสินทรัพย์ทางการเงินอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา จากปัจจัยต่าง ๆ เช่น

  • ข่าวเศรษฐกิจ
  • การประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ
  • การตัดสินใจของธนาคารกลาง
  • อัตราดอกเบี้ย
  • ภาวะเงินเฟ้อ
  • เหตุการณ์ทางการเมือง
  • ความขัดแย้งระหว่างประเทศ
  • ภัยธรรมชาติ
  • เหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้

ความผันผวนดังกล่าวอาจเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่วินาที และอาจส่งผลต่อราคาซื้อขายอย่างมีนัยสำคัญ

2.6 การซื้อขายอย่างต่อเนื่อง

แม้ว่าตลาดการเงินหลายแห่งจะเปิดทำการเป็นช่วงเวลา แต่ราคาของสินทรัพย์อาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนอกเวลาซื้อขาย

เมื่อตลาดกลับมาเปิดอีกครั้ง ราคาอาจเปิดที่ระดับซึ่งแตกต่างจากราคาปิดก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ (Price Gap)

สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้คำสั่งซื้อขายของลูกค้าได้รับการดำเนินการในราคาที่แตกต่างจากราคาที่คาดหวัง

2.7 การใช้คำสั่งบริหารความเสี่ยง

ลูกค้าอาจใช้คำสั่งบริหารความเสี่ยง เช่น

  • Stop Loss
  • Take Profit
  • Pending Order

อย่างไรก็ตาม ลูกค้าควรเข้าใจว่าคำสั่งดังกล่าวไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะดำเนินการในราคาที่กำหนดไว้เสมอไป

ในสภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูง การขาดสภาพคล่อง หรือเกิดช่องว่างของราคา (Price Gap) คำสั่งอาจถูกดำเนินการในราคาที่แตกต่างจากราคาที่ลูกค้ากำหนดไว้

2.8 การปิดสถานะโดยอัตโนมัติ

ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ใน Client Agreement หรือ Trading Conditions บริษัทอาจดำเนินการปิดสถานะของลูกค้าโดยอัตโนมัติ หากระดับหลักประกันของลูกค้าลดลงต่ำกว่าระดับที่บริษัทกำหนด หรือในกรณีอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารดังกล่าว

การปิดสถานะโดยอัตโนมัติอาจเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบล่วงหน้า หากเป็นไปตามสิทธิและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในเอกสารที่เกี่ยวข้อง

2.9 ลูกค้าควรประเมินความเสี่ยงก่อนการซื้อขาย

ก่อนเปิดสถานะซื้อขาย ลูกค้าควรพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ อย่างรอบคอบ เช่น

  • ความสามารถในการรับผลขาดทุน
  • วัตถุประสงค์ในการลงทุน
  • ระยะเวลาการลงทุน
  • ประสบการณ์ในการซื้อขาย
  • ความเข้าใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์
  • ผลกระทบของเลเวอเรจ
  • ความผันผวนของตลาด

ลูกค้าไม่ควรเปิดสถานะซื้อขายโดยอาศัยการคาดการณ์เพียงอย่างเดียว หรือใช้เงินที่จำเป็นต่อการดำรงชีพหรือภาระทางการเงินอื่นในการซื้อขาย

2.10 สรุปความเสี่ยงของการซื้อขายแบบใช้เลเวอเรจ

การซื้อขายผลิตภัณฑ์ที่ใช้เลเวอเรจอาจให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนแบบทั่วไป แต่ในขณะเดียวกันก็มีระดับความเสี่ยงที่สูงกว่าด้วย

ลูกค้าควรตระหนักว่า

  • เลเวอเรจเพิ่มทั้งโอกาสทำกำไรและความเสี่ยงในการขาดทุน
  • เงินลงทุนอาจสูญเสียได้ทั้งหมด
  • ราคาอาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
  • คำสั่งซื้อขายอาจไม่ได้รับการดำเนินการในราคาที่คาดหวัง
  • การบริหารความเสี่ยงไม่สามารถขจัดความเสี่ยงทั้งหมดได้

ลูกค้าควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ความเสี่ยง และเงื่อนไขการซื้อขายของบริษัทอย่างครบถ้วนก่อนตัดสินใจใช้บริการ

หมวดที่ 3

ความเสี่ยงทั่วไปของการลงทุน

(General Investment Risks)

3.1 หลักการทั่วไป

การลงทุนหรือการซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินทุกประเภทมีความเสี่ยง และไม่มีรูปแบบการลงทุนใดที่สามารถรับประกันผลตอบแทนหรือป้องกันความสูญเสียได้ทั้งหมด

แม้ว่าลูกค้าจะมีประสบการณ์ในการซื้อขาย หรือใช้กลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของตลาดหรือเหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ยังคงอาจส่งผลกระทบต่อผลการซื้อขาย

ลูกค้าควรตัดสินใจลงทุนโดยอาศัยความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ ความเสี่ยง และสถานะทางการเงินของตนเอง

3.2 ความเสี่ยงจากการสูญเสียเงินลงทุน

ลูกค้าอาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมดหรือบางส่วนจากการซื้อขายผลิตภัณฑ์ของบริษัท

การขาดทุนอาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหรือเกิดขึ้นภายในระยะเวลาอันสั้น ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของตลาด ขนาดของสถานะ ระดับเลเวอเรจ และปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง

บริษัทไม่รับประกันว่าลูกค้าจะสามารถรักษาเงินต้น หรือได้รับผลตอบแทนตามที่คาดหวัง

3.3 ความเสี่ยงจากการตัดสินใจของลูกค้า

ผลลัพธ์ของการซื้อขายขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของลูกค้าเอง

การวิเคราะห์ที่ไม่ถูกต้อง การตีความข้อมูลคลาดเคลื่อน การบริหารเงินทุนที่ไม่เหมาะสม หรือการตัดสินใจภายใต้อารมณ์ อาจทำให้เกิดผลขาดทุนได้

ลูกค้าควรศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์และตลาดอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อขาย

3.4 ความเสี่ยงจากข้อมูลข่าวสาร

ราคาของสินทรัพย์อาจได้รับผลกระทบจากข้อมูลข่าวสารหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น

  • การประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ
  • ผลประกอบการของบริษัท
  • การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย
  • นโยบายของธนาคารกลาง
  • การเปลี่ยนแปลงด้านการเมือง
  • ความขัดแย้งระหว่างประเทศ
  • ภัยธรรมชาติ
  • โรคระบาด
  • เหตุการณ์ด้านความมั่นคง

บางเหตุการณ์อาจส่งผลให้ราคาปรับตัวอย่างรวดเร็วและรุนแรงเกินกว่าที่ตลาดหรือผู้ลงทุนคาดการณ์ไว้

3.5 ความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของตลาด

ตลาดการเงินมีลักษณะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

แม้ลูกค้าจะใช้ข้อมูลหรือแบบจำลองที่เคยมีประสิทธิภาพในอดีต ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะสามารถใช้คาดการณ์การเคลื่อนไหวของตลาดในอนาคตได้

ปัจจัยใหม่หรือเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนอาจส่งผลให้ราคาของสินทรัพย์เคลื่อนไหวแตกต่างจากที่คาดการณ์ไว้

3.6 ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของการลงทุน

การเปิดสถานะซื้อขายในสินทรัพย์ประเภทเดียว ตลาดเดียว หรือทิศทางเดียวเป็นจำนวนมาก อาจเพิ่มระดับความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน

หากตลาดเคลื่อนไหวสวนทางกับสถานะดังกล่าว ลูกค้าอาจได้รับผลขาดทุนจำนวนมากภายในระยะเวลาอันสั้น

การกระจายความเสี่ยงอาจช่วยลดผลกระทบจากการกระจุกตัวของการลงทุนได้ในบางกรณี แต่ไม่สามารถขจัดความเสี่ยงทั้งหมดได้

3.7 ความเสี่ยงจากการใช้เงินเกินความสามารถ

ลูกค้าไม่ควรใช้เงินที่จำเป็นสำหรับ

  • ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ
  • ภาระหนี้สิน
  • ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล
  • ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา
  • เงินสำรองฉุกเฉิน
  • ภาระผูกพันทางการเงินอื่น

ในการซื้อขายผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงสูง

การใช้เงินที่เกินกว่าความสามารถในการรับผลขาดทุน อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของลูกค้า

3.8 ความเสี่ยงจากการพึ่งพาบุคคลอื่น

ลูกค้าบางรายอาจตัดสินใจซื้อขายโดยอาศัย

  • คำแนะนำจากบุคคลอื่น
  • สื่อสังคมออนไลน์
  • กลุ่มสนทนา
  • สัญญาณการซื้อขาย (Trading Signals)
  • ระบบคัดลอกการซื้อขาย (Copy Trading)
  • โปรแกรมซื้อขายอัตโนมัติ (Expert Advisors)
  • ปัญญาประดิษฐ์ (AI)

บริษัทไม่สามารถรับรองความถูกต้อง ความครบถ้วน หรือผลลัพธ์ของข้อมูลหรือบริการดังกล่าว และลูกค้ายังคงเป็นผู้รับผิดชอบต่อการตัดสินใจซื้อขายของตนเอง

3.9 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์

บริษัทอาจปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์ เงื่อนไขการซื้อขาย หรือข้อกำหนดต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับ

  • สภาวะตลาด
  • ข้อกำหนดของผู้ให้บริการสภาพคล่อง
  • ข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล
  • การบริหารความเสี่ยง
  • การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจส่งผลต่อการซื้อขายของลูกค้า เช่น การเปลี่ยนแปลงระดับมาร์จิ้น เลเวอเรจ ชั่วโมงการซื้อขาย หรือข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์

3.10 ความเสี่ยงที่ไม่สามารถระบุได้ทั้งหมด

เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่ออธิบายความเสี่ยงที่สำคัญที่อาจเกิดขึ้นจากการซื้อขายกับบริษัท

อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถระบุความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ครบถ้วนทุกกรณี เนื่องจากตลาดการเงินมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และอาจมีเหตุการณ์ใหม่ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า

ลูกค้าจึงควรใช้ความระมัดระวัง ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และติดตามข่าวสารที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอตลอดระยะเวลาที่ใช้บริการของบริษัท

3.11 หน้าที่ของลูกค้าในการประเมินความเสี่ยง

ลูกค้าควรประเมินความเหมาะสมของการลงทุนเป็นระยะ โดยคำนึงถึง

  • ฐานะทางการเงินในปัจจุบัน
  • วัตถุประสงค์ในการลงทุน
  • ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
  • ความรู้และประสบการณ์ในการซื้อขาย
  • ภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลง
  • ผลกระทบจากการใช้เลเวอเรจ

หากสถานการณ์ทางการเงินหรือความสามารถในการรับความเสี่ยงของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไป ลูกค้าควรพิจารณาปรับระดับการลงทุนให้เหมาะสม

หมวดที่ 4

ความเสี่ยงด้านตลาด

(Market Risks)

4.1 หลักการทั่วไป

ราคาของผลิตภัณฑ์ทางการเงินมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามสภาวะของตลาด และอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยหลายประการ ทั้งปัจจัยทางเศรษฐกิจ การเมือง การเงิน เทคโนโลยี และเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้

ลูกค้าควรตระหนักว่าการเคลื่อนไหวของราคาตลาดอาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจส่งผลต่อมูลค่าของสถานะซื้อขายโดยทันที

บริษัทไม่สามารถควบคุมหรือรับประกันทิศทางการเคลื่อนไหวของตลาดได้

4.2 ความผันผวนของราคา

(Price Volatility)

ราคาของสินทรัพย์อ้างอิงอาจมีความผันผวนในระดับที่แตกต่างกันตามประเภทของผลิตภัณฑ์ ช่วงเวลาการซื้อขาย และสภาพตลาด

ในบางช่วงเวลา ราคาอาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ส่งผลให้

  • กำไรหรือขาดทุนเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
  • ระดับมาร์จิ้นลดลงอย่างรวดเร็ว
  • คำสั่งซื้อขายได้รับการดำเนินการในราคาที่แตกต่างจากที่คาดหวัง
  • เกิดการปิดสถานะโดยอัตโนมัติหากเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด

4.3 ความเสี่ยงจากข่าวและเหตุการณ์สำคัญ

ราคาของสินทรัพย์อาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น

  • การประกาศอัตราดอกเบี้ย
  • การประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ
  • รายงานการจ้างงาน
  • ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)
  • การประชุมของธนาคารกลาง
  • การเลือกตั้ง
  • การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาครัฐ
  • เหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์
  • สงคราม
  • ภัยธรรมชาติ
  • โรคระบาด
  • เหตุการณ์ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

เหตุการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ตลาดเกิดความผันผวนสูงกว่าปกติ และอาจส่งผลให้สภาพคล่องลดลงในช่วงเวลาหนึ่ง

4.4 ช่องว่างของราคา

(Price Gap)

ในบางสถานการณ์ ราคาตลาดอาจเปิดที่ระดับซึ่งแตกต่างจากราคาปิดก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ (Gap)

สถานการณ์ดังกล่าวอาจเกิดขึ้นจาก

  • ข่าวสำคัญนอกเวลาซื้อขาย
  • วันหยุดของตลาด
  • เหตุการณ์ฉุกเฉิน
  • ความผันผวนรุนแรงของตลาด
  • การขาดสภาพคล่อง

ในกรณีดังกล่าว คำสั่ง Stop Loss, Pending Order หรือคำสั่งประเภทอื่น อาจได้รับการดำเนินการที่ราคาถัดไปที่มีอยู่ในตลาด ซึ่งอาจแตกต่างจากราคาที่ลูกค้ากำหนดไว้

4.5 สภาพคล่องของตลาด

สภาพคล่องของตลาดอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

ในบางช่วง ตลาดอาจมีผู้ซื้อหรือผู้ขายน้อยกว่าปกติ ส่งผลให้

  • การจับคู่คำสั่งซื้อขายล่าช้า
  • ราคาเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
  • ส่วนต่างราคาระหว่าง Bid และ Ask (Spread) กว้างขึ้น
  • การดำเนินคำสั่งเกิดขึ้นในราคาที่แตกต่างจากที่คาดหวัง

ภาวะดังกล่าวอาจเกิดขึ้นโดยเฉพาะในช่วงเปิดตลาด ปิดตลาด ก่อนหรือหลังการประกาศข่าวสำคัญ หรือในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง

4.6 การขยายตัวของส่วนต่างราคา

(Spread Widening)

ส่วนต่างราคาระหว่างราคาเสนอซื้อ (Bid) และราคาเสนอขาย (Ask) อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามสภาพตลาด

ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนหรือมีสภาพคล่องต่ำ ส่วนต่างราคาอาจขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลให้

  • ต้นทุนการซื้อขายเพิ่มขึ้น
  • กำไรลดลง
  • ผลขาดทุนเพิ่มขึ้น
  • ระดับ Stop Loss ถูกกระทบเร็วกว่าที่คาด

4.7 การหยุดซื้อขายชั่วคราว

(Trading Halt / Market Suspension)

ตลาดหลักทรัพย์ ตลาดซื้อขาย หรือผู้ให้บริการราคาของสินทรัพย์อ้างอิง อาจระงับการซื้อขายชั่วคราว หรือหยุดให้บริการในบางกรณี เช่น

  • ความผันผวนผิดปกติ
  • ระบบขัดข้อง
  • เหตุฉุกเฉิน
  • คำสั่งของหน่วยงานกำกับดูแล
  • การหยุดซื้อขายของตลาดอ้างอิง

ในช่วงเวลาดังกล่าว ลูกค้าอาจไม่สามารถเปิดหรือปิดสถานะได้ตามปกติ

4.8 ตลาดผิดปกติ

(Abnormal Market Conditions)

ในบางสถานการณ์ ตลาดอาจอยู่ในภาวะผิดปกติ เช่น

  • ความผันผวนรุนแรง
  • ราคาผันผวนโดยไม่มีทิศทาง
  • ขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง
  • ระบบของตลาดอ้างอิงหยุดทำงาน
  • การประกาศมาตรการฉุกเฉินโดยหน่วยงานกำกับดูแล

ในกรณีดังกล่าว การซื้อขายอาจได้รับผลกระทบ และบริษัทอาจดำเนินการตามที่กำหนดไว้ใน Client Agreement และ Trading Conditions เพื่อรักษาความเป็นธรรมและความมั่นคงของการให้บริการ

4.9 ความเสี่ยงจากการกำหนดราคา

ราคาที่ใช้ในการซื้อขายอาจอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลหรือผู้ให้บริการราคาหลายราย

ในบางช่วงเวลา ราคาอาจแตกต่างจากราคาที่ปรากฏในเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน ข่าวการเงิน หรือผู้ให้บริการข้อมูลรายอื่น เนื่องจาก

  • ความแตกต่างของแหล่งข้อมูล
  • ระยะเวลาการอัปเดตราคา
  • วิธีการคำนวณราคา
  • สภาพคล่องของแต่ละตลาด
  • ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์อ้างอิง

ลูกค้าจึงไม่ควรคาดหวังว่าราคาจากทุกแหล่งจะตรงกันในทุกช่วงเวลา

4.10 ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้

เหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า อาจส่งผลให้ตลาดเกิดความผันผวนหรือหยุดชะงัก เช่น

  • ภัยธรรมชาติ
  • สงคราม
  • การก่อการร้าย
  • การโจมตีทางไซเบอร์
  • การล่มของโครงสร้างพื้นฐาน
  • วิกฤตทางการเงิน
  • โรคระบาด
  • เหตุการณ์อื่นที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของบริษัท

เหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลต่อราคา สภาพคล่อง การดำเนินคำสั่งซื้อขาย และการให้บริการของบริษัท

4.11 การติดตามสภาวะตลาด

ลูกค้าควรติดตามข่าวสาร สภาวะตลาด และเหตุการณ์ที่อาจมีผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ที่ซื้อขายอย่างสม่ำเสมอ

การละเลยการติดตามข้อมูลที่เกี่ยวข้อง อาจทำให้ลูกค้าไม่สามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างเหมาะสม และอาจเพิ่มความเสี่ยงในการลงทุน

4.12 สรุป

ตลาดการเงินมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยที่หลากหลาย ทั้งที่สามารถคาดการณ์ได้และไม่สามารถคาดการณ์ได้

แม้ว่าบริษัทจะมุ่งมั่นให้บริการด้วยมาตรฐานที่เหมาะสม แต่บริษัทไม่สามารถรับประกันทิศทางของตลาด ระดับราคา ความผันผวน หรือสภาพคล่องของตลาดได้

ลูกค้าควรพิจารณาความเสี่ยงด้านตลาดร่วมกับความเสี่ยงประเภทอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารฉบับนี้ก่อนตัดสินใจซื้อขาย

หมวดที่ 5

ความเสี่ยงจากเลเวอเรจ

(Leverage Risk)

5.1 หลักการทั่วไป

บริษัทอาจเปิดให้ลูกค้าซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินโดยใช้เลเวอเรจ (Leverage) ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถเปิดสถานะที่มีมูลค่าสูงกว่าเงินหลักประกัน (Margin) ที่วางไว้

แม้เลเวอเรจจะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนจากการเคลื่อนไหวของราคา แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงของผลขาดทุนในสัดส่วนเดียวกัน

ลูกค้าควรทำความเข้าใจผลกระทบของเลเวอเรจอย่างครบถ้วนก่อนเปิดสถานะซื้อขาย

5.2 ผลกระทบของเลเวอเรจ

เลเวอเรจทำให้การเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์อ้างอิงเพียงเล็กน้อย อาจส่งผลให้เกิดกำไรหรือขาดทุนในจำนวนที่สูงเมื่อเทียบกับเงินหลักประกันที่ลูกค้าใช้

ดังนั้น แม้ตลาดจะเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยในทิศทางที่ไม่เป็นไปตามที่ลูกค้าคาดการณ์ ก็อาจทำให้เกิดผลขาดทุนจำนวนมากได้

5.3 ความเสี่ยงจากการใช้เลเวอเรจในระดับสูง

การเลือกใช้เลเวอเรจในระดับสูงอาจเพิ่มความสามารถในการเปิดสถานะซื้อขาย แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มโอกาสที่

  • ระดับมาร์จิ้นจะลดลงอย่างรวดเร็ว
  • จะได้รับ Margin Call (หากมีการใช้ระบบดังกล่าว)
  • สถานะซื้อขายจะถูกปิดโดยอัตโนมัติเมื่อระดับหลักประกันลดลงต่ำกว่าที่บริษัทกำหนด
  • เงินลงทุนจะสูญเสียทั้งหมดภายในระยะเวลาอันสั้น

ลูกค้าควรเลือกใช้ระดับเลเวอเรจที่เหมาะสมกับประสบการณ์ วัตถุประสงค์ในการลงทุน และความสามารถในการรับความเสี่ยงของตนเอง

5.4 เลเวอเรจไม่ใช่การเพิ่มเงินลงทุน

เลเวอเรจมิได้เพิ่มเงินทุนที่แท้จริงของลูกค้า และมิได้ลดความเสี่ยงของการซื้อขาย

การใช้เลเวอเรจเป็นเพียงกลไกที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถควบคุมสถานะที่มีมูลค่าสูงขึ้น โดยใช้เงินหลักประกันเพียงบางส่วน

ด้วยเหตุนี้ ผลกำไรและผลขาดทุนจึงอาจเกิดขึ้นในอัตราที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับการลงทุนที่ไม่มีการใช้เลเวอเรจ

5.5 การเปลี่ยนแปลงระดับเลเวอเรจ

บริษัทอาจปรับเปลี่ยนระดับเลเวอเรจที่ใช้กับผลิตภัณฑ์หรือบัญชีบางประเภท ตามความเหมาะสม เช่น

  • ความผันผวนของตลาด
  • สภาพคล่องของตลาด
  • ความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์
  • ข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล
  • นโยบายบริหารความเสี่ยงของบริษัท

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจส่งผลให้ลูกค้าต้องใช้หลักประกันเพิ่มเติม หรืออาจกระทบต่อความสามารถในการเปิดหรือคงสถานะซื้อขาย

5.6 ความเสี่ยงจากการถือสถานะขนาดใหญ่

การใช้เลเวอเรจอาจทำให้ลูกค้าสามารถเปิดสถานะที่มีมูลค่าสูงกว่าฐานะทางการเงินของตนเอง

หากลูกค้าเปิดสถานะที่มีขนาดใหญ่เกินกว่าความสามารถในการรับความเสี่ยง ผลขาดทุนที่เกิดขึ้นอาจมีนัยสำคัญ แม้ว่าราคาจะเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย

ลูกค้าควรพิจารณาขนาดของสถานะซื้อขายควบคู่กับระดับเลเวอเรจและเงินทุนที่มีอยู่

5.7 ความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด

ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง ผลกระทบของเลเวอเรจอาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

การเปลี่ยนแปลงของราคาในระยะเวลาสั้น ๆ อาจทำให้

  • ระดับมาร์จิ้นลดลงอย่างรวดเร็ว
  • เกิดการปิดสถานะโดยอัตโนมัติ
  • คำสั่ง Stop Loss ถูกดำเนินการในราคาที่แตกต่างจากที่กำหนดไว้
  • ผลขาดทุนสูงกว่าที่ลูกค้าคาดการณ์

5.8 การใช้เลเวอเรจร่วมกับกลยุทธ์การซื้อขาย

แม้ว่าลูกค้าจะใช้กลยุทธ์การบริหารความเสี่ยง เช่น

  • การกำหนด Stop Loss
  • การแบ่งขนาดสถานะ
  • การกระจายความเสี่ยง
  • การบริหารเงินทุน (Money Management)

ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะสามารถหลีกเลี่ยงผลขาดทุนจากการใช้เลเวอเรจได้ทั้งหมด โดยเฉพาะในสภาวะตลาดที่ผิดปกติหรือมีความผันผวนสูง

5.9 หน้าที่ของลูกค้าในการบริหารความเสี่ยงจากเลเวอเรจ

ลูกค้าควร

  • ศึกษาวิธีการทำงานของเลเวอเรจ
  • ทำความเข้าใจข้อกำหนดด้านมาร์จิ้น
  • ติดตามระดับ Equity และ Margin ของบัญชีอย่างสม่ำเสมอ
  • ใช้ขนาดสถานะที่เหมาะสมกับเงินทุน
  • หลีกเลี่ยงการใช้เลเวอเรจสูงเกินกว่าความสามารถในการรับความเสี่ยง

บริษัทไม่สามารถกำหนดระดับเลเวอเรจที่เหมาะสมสำหรับลูกค้าแต่ละรายได้ เนื่องจากขึ้นอยู่กับสถานการณ์และวัตถุประสงค์ของลูกค้าแต่ละราย

5.10 สรุป

เลเวอเรจเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการซื้อขาย แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความเสี่ยงในการขาดทุน

ลูกค้าควรใช้เลเวอเรจด้วยความระมัดระวัง และตระหนักว่า

  • เลเวอเรจเพิ่มทั้งโอกาสในการทำกำไรและความเสี่ยงในการขาดทุน
  • การเคลื่อนไหวของราคาเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลต่อมูลค่าของบัญชีอย่างมีนัยสำคัญ
  • การบริหารความเสี่ยงช่วยลดความเสี่ยงได้ในบางกรณี แต่ไม่สามารถขจัดความเสี่ยงจากเลเวอเรจได้ทั้งหมด

ลูกค้าควรประเมินความเหมาะสมของการใช้เลเวอเรจก่อนเปิดสถานะซื้อขายทุกครั้ง

หมวดที่ 6

ความเสี่ยงด้านมาร์จิ้น

(Margin Risk)

6.1 หลักการทั่วไป

การซื้อขายผลิตภัณฑ์ที่ใช้เลเวอเรจกำหนดให้ลูกค้าต้องมีหลักประกัน (Margin) เพียงพอสำหรับการเปิดและคงสถานะซื้อขาย

หลักประกันดังกล่าวมิใช่ต้นทุนทั้งหมดของธุรกรรม แต่เป็นเงินที่ใช้เป็นหลักประกันต่อความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของราคาตลาด

หากหลักประกันของลูกค้าไม่เพียงพอ บริษัทอาจดำเนินการตามสิทธิที่กำหนดไว้ใน Client Agreement และ Trading Conditions ซึ่งอาจรวมถึงการจำกัดการซื้อขาย การปฏิเสธคำสั่ง หรือการปิดสถานะซื้อขายบางส่วนหรือทั้งหมด

6.2 ความเสี่ยงจากระดับหลักประกัน

ระดับหลักประกันของลูกค้าอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ตามปัจจัยต่าง ๆ เช่น

  • การเคลื่อนไหวของราคาตลาด
  • ผลกำไรหรือผลขาดทุนที่ยังไม่รับรู้ (Floating Profit/Loss)
  • การเปิดหรือปิดสถานะเพิ่มเติม
  • การฝากหรือถอนเงิน
  • การเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดด้านมาร์จิ้นของบริษัท

ลูกค้าควรติดตามระดับหลักประกันของบัญชีอย่างสม่ำเสมอ

6.3 การลดลงของระดับมาร์จิ้น

หากราคาตลาดเคลื่อนไหวในทิศทางที่ไม่เป็นไปตามที่ลูกค้าคาดการณ์ ระดับมาร์จิ้นของบัญชีอาจลดลงอย่างรวดเร็ว

ในสภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูง ระดับมาร์จิ้นอาจลดลงภายในเวลาอันสั้นจนไม่เพียงพอต่อการคงสถานะซื้อขาย

ลูกค้าไม่ควรคาดหวังว่าจะมีเวลาเพียงพอในการดำเนินการทุกครั้ง เนื่องจากความเร็วของการเปลี่ยนแปลงของตลาดอาจแตกต่างกันไปในแต่ละสถานการณ์

6.4 การแจ้งเตือนเกี่ยวกับหลักประกัน

(Margin Call)

ในบางกรณี บริษัทอาจจัดให้มีการแจ้งเตือนเมื่อลูกค้ามีระดับหลักประกันลดลงถึงระดับที่กำหนด

อย่างไรก็ตาม ลูกค้าควรเข้าใจว่า

  • การแจ้งเตือนดังกล่าวเป็นเพียงบริการอำนวยความสะดวก
  • บริษัทไม่รับประกันว่าลูกค้าจะได้รับการแจ้งเตือนทุกครั้ง
  • ความล่าช้าของระบบ เครือข่าย หรืออุปกรณ์ของลูกค้าอาจทำให้ลูกค้าไม่ได้รับการแจ้งเตือนทันเวลา

ลูกค้าไม่ควรพึ่งพาการแจ้งเตือนดังกล่าวเป็นวิธีหลักในการบริหารความเสี่ยง และควรติดตามสถานะบัญชีด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ

6.5 การปิดสถานะโดยอัตโนมัติ

(Stop Out)

หากระดับหลักประกันของลูกค้าลดลงต่ำกว่าระดับที่บริษัทกำหนด บริษัทอาจดำเนินการปิดสถานะซื้อขายบางส่วนหรือทั้งหมดโดยอัตโนมัติ ตามสิทธิและเงื่อนไขที่ระบุไว้ใน Client Agreement และ Trading Conditions

การดำเนินการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับบัญชีของลูกค้าและระบบการซื้อขายโดยรวม

การปิดสถานะอาจเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบล่วงหน้า หากเป็นไปตามเงื่อนไขของเอกสารที่เกี่ยวข้องและกฎหมายที่ใช้บังคับ

6.6 การเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดด้านมาร์จิ้น

บริษัทอาจปรับเปลี่ยนข้อกำหนดด้านมาร์จิ้นเมื่อมีเหตุอันสมควร เช่น

  • ความผันผวนของตลาดเพิ่มขึ้น
  • สภาพคล่องลดลง
  • ความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์เปลี่ยนแปลง
  • ผู้ให้บริการสภาพคล่องมีการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนด
  • มีข้อกำหนดใหม่จากหน่วยงานกำกับดูแล
  • มีเหตุการณ์พิเศษที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของตลาด

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจทำให้ลูกค้าต้องมีหลักประกันเพิ่มขึ้นเพื่อคงสถานะซื้อขายเดิม

6.7 ความเสี่ยงจากการถือหลายสถานะพร้อมกัน

การเปิดสถานะซื้อขายหลายรายการพร้อมกัน อาจทำให้ความต้องการใช้หลักประกันรวมของบัญชีเพิ่มขึ้น

หากตลาดเคลื่อนไหวในทิศทางที่ไม่เป็นไปตามที่ลูกค้าคาดการณ์หลายผลิตภัณฑ์พร้อมกัน ระดับหลักประกันของบัญชีอาจลดลงอย่างรวดเร็ว และอาจส่งผลให้เกิดการปิดสถานะหลายรายการในเวลาใกล้เคียงกัน

6.8 ความเสี่ยงจากการถอนเงิน

การถอนเงินออกจากบัญชีซื้อขายอาจส่งผลให้ระดับหลักประกันลดลง

ลูกค้าควรพิจารณาผลกระทบของการถอนเงินต่อความสามารถในการคงสถานะซื้อขาย โดยเฉพาะเมื่อมีสถานะที่เปิดอยู่หรือในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง

6.9 ความเสี่ยงในช่วงตลาดผันผวน

ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง ระดับหลักประกันอาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากการเคลื่อนไหวของราคา

แม้ว่าลูกค้าจะติดตามบัญชีอย่างต่อเนื่อง ก็อาจไม่สามารถดำเนินการฝากเงิน ปิดสถานะ หรือปรับลดความเสี่ยงได้ทันก่อนที่ระบบจะดำเนินการตามเงื่อนไขที่กำหนด

6.10 หน้าที่ของลูกค้า

ลูกค้าควรดำเนินการดังต่อไปนี้เพื่อบริหารความเสี่ยงด้านมาร์จิ้น

  • ตรวจสอบยอดคงเหลือ (Balance) และมูลค่าสุทธิของบัญชี (Equity) อย่างสม่ำเสมอ
  • ติดตามระดับมาร์จิ้นของบัญชี
  • รักษาหลักประกันให้เพียงพอต่อสถานะซื้อขาย
  • พิจารณาลดขนาดสถานะเมื่อความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
  • ศึกษาข้อกำหนดด้านมาร์จิ้นของแต่ละผลิตภัณฑ์ก่อนเริ่มซื้อขาย
  • ไม่ควรใช้หลักประกันจนอยู่ในระดับต่ำเกินไปโดยหวังว่าตลาดจะกลับตัว

6.11 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น

รายละเอียดเกี่ยวกับ

  • วิธีการคำนวณหลักประกัน
  • ระดับ Margin Call (หากมี)
  • ระดับ Stop Out
  • หลักเกณฑ์การปิดสถานะ
  • การเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดด้านมาร์จิ้น

ให้เป็นไปตาม Client Agreement, Trading Conditions และเอกสารอื่นที่บริษัทประกาศใช้เป็นครั้งคราว

ในกรณีที่มีความแตกต่างระหว่างเอกสารฉบับนี้กับเอกสารดังกล่าว ให้ใช้ข้อกำหนดใน Client Agreement และ Trading Conditions เป็นหลัก ภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายที่ใช้บังคับอนุญาต

6.12 สรุป

หลักประกันเป็นองค์ประกอบสำคัญของการซื้อขายแบบใช้เลเวอเรจ การรักษาระดับหลักประกันให้เพียงพอเป็นความรับผิดชอบของลูกค้า

ลูกค้าควรเข้าใจว่า

  • ระดับมาร์จิ้นอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
  • การแจ้งเตือน Margin Call (หากมี) ไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงเพียงอย่างเดียว
  • บริษัทอาจปิดสถานะโดยอัตโนมัติเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด
  • การบริหารหลักประกันอย่างเหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงได้ แต่ไม่สามารถขจัดความเสี่ยงจากการซื้อขายได้ทั้งหมด
หมวดที่ 7

ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง

(Liquidity Risk)

7.1 หลักการทั่วไป

สภาพคล่องของตลาดหมายถึงความสามารถในการซื้อหรือขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้ในปริมาณและราคาที่เหมาะสมภายในระยะเวลาที่สมเหตุสมผล

ระดับสภาพคล่องของตลาดอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยหลายประการ เช่น สภาวะตลาด ปริมาณการซื้อขาย เหตุการณ์สำคัญ หรือการเปลี่ยนแปลงของตลาดอ้างอิง

เมื่อสภาพคล่องลดลง ลูกค้าอาจไม่สามารถเปิดหรือปิดสถานะได้ในราคาหรือเวลาที่คาดหวัง

7.2 การเปลี่ยนแปลงของสภาพคล่อง

สภาพคล่องของตลาดมิได้คงที่ตลอดเวลา

ในบางช่วงเวลา สภาพคล่องอาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เช่น

  • ช่วงก่อนหรือหลังการประกาศข่าวเศรษฐกิจ
  • ช่วงเปิดหรือปิดตลาด
  • วันหยุดของตลาดหลัก
  • ช่วงที่มีเหตุการณ์ทางการเมืองหรือเศรษฐกิจที่สำคัญ
  • ช่วงที่เกิดความผันผวนผิดปกติ
  • เหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินโดยรวม

ในสถานการณ์ดังกล่าว การจับคู่คำสั่งซื้อขายอาจเกิดขึ้นได้ยากกว่าปกติ

7.3 ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่อง

เมื่อสภาพคล่องของตลาดลดลง ลูกค้าอาจประสบกับสถานการณ์ เช่น

  • ไม่สามารถเปิดสถานะได้ทันที
  • ไม่สามารถปิดสถานะได้ทันที
  • ได้รับราคาที่แตกต่างจากราคาที่เห็นก่อนส่งคำสั่ง
  • การดำเนินคำสั่งล่าช้า
  • ปริมาณคำสั่งได้รับการดำเนินการไม่ครบทั้งหมดในครั้งเดียว

เหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลให้ผลกำไรลดลงหรือผลขาดทุนเพิ่มขึ้น

7.4 การดำเนินคำสั่งแบบบางส่วน

(Partial Execution)

ในบางกรณี โดยเฉพาะเมื่อมีคำสั่งซื้อขายขนาดใหญ่ หรือสภาพคล่องของตลาดมีจำกัด คำสั่งของลูกค้าอาจได้รับการดำเนินการเพียงบางส่วนก่อน

ส่วนที่เหลือของคำสั่งอาจ

  • ได้รับการดำเนินการภายหลัง
  • ได้รับการดำเนินการในราคาที่แตกต่างออกไป
  • ไม่สามารถดำเนินการได้ทั้งหมด

ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพตลาดและเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์ในขณะนั้น

7.5 ความเสี่ยงจากคำสั่งซื้อขายขนาดใหญ่

การส่งคำสั่งซื้อขายที่มีขนาดใหญ่ อาจส่งผลให้การดำเนินคำสั่งแตกต่างจากคำสั่งที่มีขนาดเล็ก

คำสั่งดังกล่าวอาจได้รับผลกระทบจาก

  • ปริมาณสภาพคล่องที่มีอยู่
  • การเปลี่ยนแปลงของราคาในระหว่างการดำเนินคำสั่ง
  • การแบ่งคำสั่งออกเป็นหลายส่วน

ลูกค้าควรพิจารณาขนาดของคำสั่งซื้อขายให้เหมาะสมกับสภาพตลาด

7.6 ความเสี่ยงจากช่วงเวลาที่ตลาดมีสภาพคล่องต่ำ

ในบางช่วงเวลา เช่น

  • ช่วงเปลี่ยนวันซื้อขาย
  • ช่วงเปิดตลาด
  • ช่วงปิดตลาด
  • วันหยุดราชการของประเทศที่เกี่ยวข้อง
  • ช่วงก่อนเปิดตลาดสำคัญ
  • ช่วงหลังประกาศข่าวเศรษฐกิจ

ตลาดอาจมีผู้ซื้อและผู้ขายน้อยกว่าปกติ

ในช่วงเวลาดังกล่าว ราคาอาจเคลื่อนไหวรวดเร็ว และส่วนต่างราคาระหว่าง Bid และ Ask อาจกว้างกว่าปกติ

7.7 ความเสี่ยงจากตลาดอ้างอิง

ราคาของผลิตภัณฑ์ที่บริษัทให้บริการอาจอ้างอิงจากตลาดหรือสินทรัพย์อ้างอิง

หากตลาดอ้างอิง

  • หยุดซื้อขาย
  • จำกัดการซื้อขาย
  • เกิดความผิดปกติของราคา
  • มีสภาพคล่องลดลง
  • ปิดทำการก่อนกำหนด

อาจส่งผลให้การกำหนดราคา การเปิดหรือปิดสถานะ และการดำเนินคำสั่งของบริษัทได้รับผลกระทบ

7.8 ความเสี่ยงจากความผันผวนร่วมกับสภาพคล่องต่ำ

เมื่อความผันผวนของตลาดเกิดขึ้นพร้อมกับสภาพคล่องที่ลดลง ลูกค้าอาจประสบกับผลกระทบหลายประการพร้อมกัน เช่น

  • ราคาเคลื่อนไหวรวดเร็ว
  • Spread กว้างขึ้น
  • Slippage เพิ่มขึ้น
  • คำสั่ง Stop Loss ถูกดำเนินการในราคาที่แตกต่างจากที่กำหนด
  • การปิดสถานะเกิดขึ้นในราคาที่ต่ำกว่าหรือสูงกว่าที่คาดการณ์

สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ผลลัพธ์ของการซื้อขายแตกต่างจากที่ลูกค้าคาดหวังอย่างมีนัยสำคัญ

7.9 บริษัทไม่สามารถควบคุมสภาพคล่องของตลาด

บริษัทดำเนินการให้บริการซื้อขายภายใต้สภาวะตลาดที่เกิดขึ้นจริง และไม่สามารถควบคุม

  • ปริมาณผู้ซื้อหรือผู้ขาย
  • ระดับสภาพคล่องของตลาด
  • การเคลื่อนไหวของราคา
  • ความต่อเนื่องของตลาดอ้างอิง
  • เหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่อง

ดังนั้น บริษัทจึงไม่สามารถรับประกันได้ว่าคำสั่งซื้อขายทุกคำสั่งจะได้รับการดำเนินการในราคาหรือภายในระยะเวลาที่ลูกค้าคาดหวัง

7.10 หน้าที่ของลูกค้า

ลูกค้าควรคำนึงถึงความเสี่ยงด้านสภาพคล่องก่อนส่งคำสั่งซื้อขาย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ตลาดอาจมีสภาพคล่องต่ำ

ลูกค้าควร

  • ติดตามสภาวะตลาด
  • พิจารณาขนาดของคำสั่งซื้อขาย
  • ทำความเข้าใจลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่ซื้อขาย
  • ใช้การบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม
  • เตรียมพร้อมรับความผันผวนของตลาดในช่วงเหตุการณ์สำคัญ

7.11 ความสัมพันธ์กับนโยบายการดำเนินคำสั่งซื้อขาย

รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการดำเนินคำสั่งซื้อขาย หลักเกณฑ์การจัดการคำสั่ง และปัจจัยที่ใช้ในการดำเนินคำสั่ง ให้เป็นไปตาม Order Execution Policy ของบริษัท

ในกรณีที่มีความแตกต่างระหว่างเอกสารฉบับนี้กับ Order Execution Policy ให้ใช้ข้อกำหนดใน Order Execution Policy เป็นหลัก ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคำสั่งซื้อขาย

7.12 สรุป

สภาพคล่องของตลาดเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อการดำเนินคำสั่งซื้อขายและราคาที่ลูกค้าได้รับ

ลูกค้าควรตระหนักว่า

  • สภาพคล่องของตลาดอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
  • ตลาดที่เปิดทำการไม่ได้หมายความว่าจะมีสภาพคล่องเพียงพอเสมอไป
  • คำสั่งซื้อขายอาจได้รับการดำเนินการล่าช้า ได้รับการดำเนินการเพียงบางส่วน หรือได้รับราคาที่แตกต่างจากที่คาดหวัง
  • ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องอาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูงหรือเกิดเหตุการณ์สำคัญ

ลูกค้าควรพิจารณาความเสี่ยงดังกล่าวควบคู่กับความเสี่ยงประเภทอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารฉบับนี้ก่อนตัดสินใจซื้อขาย

หมวดที่ 8

ความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด

(Volatility Risk)

8.1 หลักการทั่วไป

ราคาของผลิตภัณฑ์ทางการเงินอาจมีความผันผวนในระดับที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับประเภทของผลิตภัณฑ์ สภาวะตลาด สภาพคล่อง และเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง

ความผันผวนดังกล่าวอาจทำให้ราคาปรับตัวขึ้นหรือลงอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาอันสั้น และอาจส่งผลกระทบต่อผลกำไร ผลขาดทุน ระดับหลักประกัน และการดำเนินคำสั่งซื้อขายของลูกค้า

8.2 ปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดความผันผวน

ความผันผวนของตลาดอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น

  • การประกาศตัวเลขเศรษฐกิจ
  • การตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย
  • นโยบายของธนาคารกลาง
  • ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน
  • ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
  • การเลือกตั้ง
  • เหตุการณ์ด้านความมั่นคง
  • ภัยธรรมชาติ
  • โรคระบาด
  • ความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน
  • การเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์และอุปทาน

ปัจจัยดังกล่าวอาจเกิดขึ้นโดยมีหรือไม่มีการคาดการณ์ล่วงหน้า และอาจส่งผลกระทบต่อตลาดในวงกว้างหรือเฉพาะผลิตภัณฑ์บางประเภท

8.3 ความผันผวนในช่วงประกาศข่าวสำคัญ

ในช่วงที่มีการประกาศข้อมูลหรือเหตุการณ์สำคัญ ตลาดอาจมีความผันผวนสูงกว่าปกติ

ในช่วงเวลาดังกล่าว ลูกค้าอาจประสบกับสถานการณ์ เช่น

  • ราคาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
  • Spread ขยายตัว
  • Slippage เพิ่มขึ้น
  • ความล่าช้าในการดำเนินคำสั่ง
  • Price Gap
  • การเปลี่ยนแปลงของระดับหลักประกันอย่างรวดเร็ว

ลูกค้าควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อทำการซื้อขายในช่วงเวลาดังกล่าว

8.4 ความผันผวนของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท

ผลิตภัณฑ์ทางการเงินแต่ละประเภทอาจมีระดับความผันผวนที่แตกต่างกัน

ตัวอย่างเช่น

  • คู่สกุลเงินหลักอาจมีความผันผวนแตกต่างจากคู่สกุลเงินรอง
  • โลหะมีค่าอาจตอบสนองต่อเหตุการณ์เศรษฐกิจและการเมืองแตกต่างจากสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทอื่น
  • ดัชนีหุ้นอาจได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศหรือภูมิภาคที่เกี่ยวข้อง
  • สินทรัพย์ดิจิทัลอาจมีความผันผวนสูงกว่าสินทรัพย์ทางการเงินบางประเภท

ลูกค้าควรศึกษาลักษณะเฉพาะของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทก่อนเริ่มซื้อขาย

8.5 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาอย่างรวดเร็ว

ในบางสถานการณ์ ราคาอาจเปลี่ยนแปลงหลายครั้งภายในเวลาไม่กี่วินาที

การเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจส่งผลให้

  • ผลกำไรหรือผลขาดทุนเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
  • ระดับมาร์จิ้นลดลงโดยไม่ทันสังเกต
  • คำสั่ง Stop Loss หรือ Pending Order ถูกดำเนินการในราคาที่แตกต่างจากที่กำหนด
  • การปิดสถานะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่ลูกค้าคาดการณ์

8.6 ความผันผวนและการบริหารความเสี่ยง

การใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยง เช่น Stop Loss, Take Profit หรือการกำหนดขนาดสถานะซื้อขาย อาจช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนได้ในบางกรณี

อย่างไรก็ตาม เครื่องมือดังกล่าวไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะสามารถจำกัดผลขาดทุนได้ในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะเมื่อเกิด Price Gap, Slippage หรือสภาพคล่องลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

8.7 ความผันผวนที่เกิดขึ้นพร้อมกับเหตุการณ์ผิดปกติ

ในบางกรณี ความผันผวนของตลาดอาจเกิดขึ้นพร้อมกับเหตุการณ์อื่น เช่น

  • การหยุดซื้อขายของตลาดอ้างอิง
  • ความขัดข้องของโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงิน
  • การขาดสภาพคล่อง
  • การหยุดให้บริการของผู้ให้บริการข้อมูลราคา
  • เหตุสุดวิสัย (Force Majeure)

เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวพร้อมกัน ผลกระทบต่อการซื้อขายอาจรุนแรงกว่าปกติ

8.8 ผลกระทบต่อคำสั่งซื้อขาย

ความผันผวนของตลาดอาจส่งผลต่อการดำเนินคำสั่งซื้อขาย เช่น

  • คำสั่งอาจได้รับการดำเนินการในราคาที่แตกต่างจากราคาที่เห็นบนหน้าจอ
  • คำสั่งบางประเภทอาจไม่สามารถดำเนินการได้ทันที
  • คำสั่งอาจได้รับการดำเนินการเพียงบางส่วน หากลักษณะของผลิตภัณฑ์และระบบรองรับ
  • การยืนยันผลการซื้อขายอาจใช้เวลานานกว่าปกติในบางสถานการณ์

รายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินคำสั่งให้เป็นไปตาม Order Execution Policy ของบริษัท

8.9 บริษัทไม่สามารถควบคุมความผันผวนของตลาด

ความผันผวนของตลาดเป็นผลจากปัจจัยภายนอกจำนวนมาก ซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของบริษัท

บริษัทไม่สามารถรับประกันได้ว่า

  • ตลาดจะเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง
  • ราคาจะเปลี่ยนแปลงภายในช่วงที่คาดการณ์ได้
  • ความผันผวนจะอยู่ในระดับปกติ
  • ตลาดจะมีสภาพคล่องเพียงพอตลอดเวลา

8.10 แนวทางสำหรับลูกค้าในการบริหารความเสี่ยง

เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาด ลูกค้าควรพิจารณา

  • ศึกษาปฏิทินเศรษฐกิจและเหตุการณ์สำคัญ
  • ใช้ระดับเลเวอเรจที่เหมาะสม
  • กำหนดขนาดสถานะให้สอดคล้องกับเงินทุน
  • รักษาระดับหลักประกันให้เพียงพอ
  • ติดตามสถานะการซื้อขายอย่างสม่ำเสมอ
  • ประเมินความเสี่ยงก่อนเปิดสถานะในช่วงที่ตลาดมีแนวโน้มผันผวนสูง

8.11 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น

ความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดควรพิจารณาร่วมกับ

  • Client Agreement
  • Order Execution Policy
  • Trading Conditions
  • หมวดที่เกี่ยวข้องในเอกสารเปิดเผยความเสี่ยงฉบับนี้

เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการซื้อขายได้อย่างครบถ้วน

8.12 สรุป

ความผันผวนของตลาดเป็นลักษณะตามธรรมชาติของตลาดการเงิน และอาจส่งผลต่อราคา การดำเนินคำสั่งซื้อขาย ระดับหลักประกัน และผลลัพธ์ของการซื้อขาย

ลูกค้าควรตระหนักว่า

  • ความผันผวนอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า
  • เหตุการณ์สำคัญอาจทำให้ราคาปรับตัวอย่างรุนแรง
  • เครื่องมือบริหารความเสี่ยงช่วยลดความเสี่ยงได้ในบางกรณี แต่ไม่สามารถขจัดผลกระทบจากความผันผวนได้ทั้งหมด
  • การเตรียมความพร้อมและการติดตามสภาวะตลาดอย่างสม่ำเสมอเป็นส่วนสำคัญของการบริหารความเสี่ยง
หมวดที่ 9

ความเสี่ยงจากการดำเนินคำสั่งซื้อขาย

(Execution Risk)

9.1 หลักการทั่วไป

การดำเนินคำสั่งซื้อขายขึ้นอยู่กับสภาพตลาด สภาพคล่อง ความพร้อมของระบบ และปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องในขณะส่งคำสั่ง

แม้ว่าบริษัทจะมุ่งมั่นดำเนินคำสั่งซื้อขายของลูกค้าอย่างเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับ Order Execution Policy แต่บริษัทไม่สามารถรับประกันได้ว่าคำสั่งซื้อขายทุกคำสั่งจะได้รับการดำเนินการในราคาที่ลูกค้าคาดหวัง หรือภายในระยะเวลาที่กำหนด

9.2 ความแตกต่างระหว่างราคาที่เห็นกับราคาที่ได้รับ

(Price Difference)

ราคาที่แสดงบนแพลตฟอร์มซื้อขายอาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างต่อเนื่อง

ในช่วงเวลาที่ลูกค้าส่งคำสั่งจนถึงเวลาที่คำสั่งได้รับการดำเนินการ ราคาตลาดอาจมีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ราคาที่ลูกค้าได้รับแตกต่างจากราคาที่เห็นก่อนส่งคำสั่ง

ความแตกต่างดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้ทั้งในลักษณะที่เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ต่อลูกค้า

9.3 Slippage

Slippage หมายถึง การที่คำสั่งซื้อขายได้รับการดำเนินการในราคาที่แตกต่างจากราคาที่ลูกค้าคาดหวังหรือราคาที่ปรากฏในขณะส่งคำสั่ง

Slippage อาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น

  • ความผันผวนของตลาด
  • สภาพคล่องของตลาด
  • ความเร็วในการเปลี่ยนแปลงของราคา
  • ปริมาณคำสั่งซื้อขายในตลาด
  • เหตุการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจหรือการเมือง

Slippage อาจเป็น

  • Positive Slippage ซึ่งลูกค้าได้รับราคาที่ดีกว่าที่คาดไว้ หรือ
  • Negative Slippage ซึ่งลูกค้าได้รับราคาที่แตกต่างในทางที่ไม่เป็นประโยชน์

9.4 ความล่าช้าในการดำเนินคำสั่ง

(Execution Delay)

ในบางสถานการณ์ การดำเนินคำสั่งอาจใช้เวลานานกว่าปกติ เช่น

  • ตลาดมีความผันผวนสูง
  • มีปริมาณคำสั่งจำนวนมาก
  • สภาพคล่องลดลง
  • ระบบของตลาดอ้างอิงหรือผู้ให้บริการข้อมูลเกิดความล่าช้า
  • มีเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของบริษัท

ความล่าช้าดังกล่าวอาจส่งผลให้ราคาที่ได้รับแตกต่างจากราคาที่ลูกค้าคาดหวัง

9.5 คำสั่งแบบ Market Order

คำสั่งซื้อขายประเภท Market Order มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการตามราคาที่มีอยู่ในตลาด ณ เวลาที่ระบบสามารถดำเนินการได้

ลูกค้าควรเข้าใจว่า Market Order มิได้เป็นการรับประกันว่าจะได้รับราคาที่ปรากฏบนหน้าจอในขณะกดส่งคำสั่ง โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนหรือสภาพคล่องลดลง

9.6 คำสั่งแบบ Pending Order

คำสั่งประเภท Pending Order จะถูกส่งเพื่อดำเนินการเมื่อราคาตลาดเป็นไปตามเงื่อนไขที่ลูกค้ากำหนด

อย่างไรก็ตาม หากราคาตลาดเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว หรือเกิด Price Gap คำสั่งอาจได้รับการดำเนินการในราคาที่แตกต่างจากระดับราคาที่ลูกค้ากำหนดไว้ หรืออาจไม่สามารถดำเนินการได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของคำสั่งและสภาพตลาดในขณะนั้น

9.7 คำสั่ง Stop Loss และ Take Profit

คำสั่ง Stop Loss และ Take Profit เป็นเครื่องมือสำหรับการบริหารความเสี่ยงและการกำหนดเป้าหมายในการปิดสถานะ

อย่างไรก็ตาม คำสั่งดังกล่าวมิใช่การรับประกันว่าการปิดสถานะจะเกิดขึ้นในราคาที่ลูกค้าระบุไว้

ในกรณีที่เกิด Price Gap, Slippage, สภาพคล่องลดลง หรือความผันผวนสูง คำสั่งอาจได้รับการดำเนินการในราคาที่แตกต่างจากระดับราคาที่กำหนด

9.8 ความเสี่ยงจากการเชื่อมต่อของลูกค้า

การส่งคำสั่งซื้อขายของลูกค้าขึ้นอยู่กับการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ของลูกค้ากับระบบของบริษัท

ปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการส่งคำสั่ง ได้แก่

  • ความเร็วของอินเทอร์เน็ต
  • ความเสถียรของเครือข่าย
  • ประสิทธิภาพของอุปกรณ์
  • ซอฟต์แวร์ของลูกค้า
  • ปัญหาด้านผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP)

หากเกิดความล่าช้าหรือการเชื่อมต่อขาดหาย คำสั่งซื้อขายอาจได้รับผลกระทบ

9.9 ความเสี่ยงจากระบบภายนอก

แม้ว่าระบบของบริษัทจะทำงานตามมาตรฐานที่เหมาะสม การดำเนินคำสั่งซื้อขายอาจได้รับผลกระทบจากระบบของบุคคลภายนอก เช่น

  • ตลาดอ้างอิง
  • ผู้ให้บริการข้อมูลราคา
  • ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่าย
  • ผู้ให้บริการสภาพคล่อง
  • ผู้ให้บริการเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง

บริษัทไม่สามารถควบคุมการทำงานของระบบภายนอกดังกล่าวได้ และเหตุขัดข้องของระบบเหล่านั้นอาจส่งผลต่อการดำเนินคำสั่งซื้อขายของลูกค้า

9.10 ความเสี่ยงจากการส่งคำสั่งซ้ำ

ในกรณีที่การเชื่อมต่อไม่เสถียร หรือการยืนยันผลการส่งคำสั่งล่าช้า ลูกค้าอาจส่งคำสั่งซ้ำโดยไม่ได้ตั้งใจ

การส่งคำสั่งหลายครั้งอาจทำให้เกิดการเปิดหรือปิดสถานะมากกว่าที่ลูกค้าตั้งใจ

ลูกค้าควรตรวจสอบสถานะของคำสั่งในแพลตฟอร์มก่อนดำเนินการส่งคำสั่งเพิ่มเติม

9.11 ความสัมพันธ์กับ Order Execution Policy

รายละเอียดเกี่ยวกับ

  • หลักการดำเนินคำสั่งซื้อขาย
  • ปัจจัยที่ใช้พิจารณาในการดำเนินคำสั่ง
  • การจัดการคำสั่งซื้อขาย
  • ประเภทของคำสั่ง
  • การจัดลำดับความสำคัญของคำสั่ง

ให้เป็นไปตาม Order Execution Policy ของบริษัท

เอกสารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินคำสั่งซื้อขาย มิใช่เพื่อกำหนดขั้นตอนหรือเงื่อนไขการดำเนินคำสั่งโดยละเอียด

9.12 สรุป

การดำเนินคำสั่งซื้อขายอาจได้รับผลกระทบจากสภาพตลาด ความผันผวน สภาพคล่อง ระบบการสื่อสาร และปัจจัยภายนอกอื่นที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของบริษัท

ลูกค้าควรตระหนักว่า

  • ราคาที่ได้รับอาจแตกต่างจากราคาที่เห็นก่อนส่งคำสั่ง
  • Slippage สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในทางที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์
  • คำสั่ง Stop Loss, Take Profit และ Pending Order ไม่ได้รับประกันว่าจะดำเนินการในราคาที่กำหนด
  • ความล่าช้าในการดำเนินคำสั่งอาจเกิดขึ้นในบางสถานการณ์
  • การบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมและการทำความเข้าใจลักษณะของคำสั่งแต่ละประเภทเป็นส่วนสำคัญของการซื้อขาย
หมวดที่ 10

ความเสี่ยงด้านราคาและการกำหนดราคา

(Pricing Risk)

10.1 หลักการทั่วไป

ราคาที่ใช้ในการซื้อขายผลิตภัณฑ์ของบริษัทอ้างอิงจากข้อมูลตลาดและแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องตามนโยบายของบริษัท

ราคาดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และอาจแตกต่างจากราคาที่ปรากฏในแหล่งข้อมูลหรือผู้ให้บริการข้อมูลรายอื่น เนื่องจากความแตกต่างของแหล่งอ้างอิง วิธีการคำนวณ สภาพคล่อง และช่วงเวลาการอัปเดตข้อมูล

ลูกค้าควรตระหนักว่าการเปรียบเทียบราคาจากหลายแหล่งอาจพบความแตกต่างได้ และความแตกต่างดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าราคาของบริษัทไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรมเสมอไป

10.2 แหล่งข้อมูลราคา

บริษัทอาจได้รับข้อมูลราคาจากแหล่งข้อมูลหรือผู้ให้บริการหลายราย รวมถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตลาดอ้างอิงของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท

บริษัทอาจใช้กระบวนการหรือวิธีการที่เหมาะสมในการประมวลผลข้อมูลดังกล่าวเพื่อใช้ในการให้บริการซื้อขายแก่ลูกค้า ตามที่กำหนดไว้ในนโยบายและเงื่อนไขของบริษัท

10.3 ความแตกต่างของราคา

ราคาที่ลูกค้าเห็นบนแพลตฟอร์มของบริษัทอาจแตกต่างจากราคาที่แสดงใน

  • เว็บไซต์ข่าวการเงิน
  • ผู้ให้บริการข้อมูลราคา
  • แอปพลิเคชันของบุคคลภายนอก
  • ตลาดอื่น
  • ผู้ให้บริการซื้อขายรายอื่น

ความแตกต่างดังกล่าวอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น

  • เวลาที่ใช้ในการอัปเดตข้อมูล
  • แหล่งอ้างอิงราคา
  • สภาพคล่อง
  • วิธีการคำนวณราคา
  • ลักษณะของผลิตภัณฑ์
  • ชั่วโมงการซื้อขาย

10.4 ความต่อเนื่องของราคา

ในบางสถานการณ์ ราคาอาจไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง หรืออาจมีช่วงเวลาที่ไม่มีราคาปรากฏ

สถานการณ์ดังกล่าวอาจเกิดขึ้น เช่น

  • ตลาดอ้างอิงหยุดซื้อขาย
  • สภาพคล่องลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
  • ผู้ให้บริการข้อมูลราคาหยุดให้บริการชั่วคราว
  • เกิดเหตุสุดวิสัยหรือเหตุการณ์ผิดปกติ

ในช่วงเวลาดังกล่าว การซื้อขายอาจถูกจำกัด ระงับ หรือดำเนินการภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทกำหนด

10.5 การเปลี่ยนแปลงของราคาอย่างรวดเร็ว

ราคาของผลิตภัณฑ์อาจเปลี่ยนแปลงหลายครั้งภายในช่วงเวลาสั้นมาก

ในกรณีดังกล่าว ราคาที่ลูกค้าเห็นก่อนส่งคำสั่งอาจไม่ใช่ราคาที่ใช้ในการดำเนินคำสั่งเมื่อระบบได้รับคำสั่งแล้ว

ความแตกต่างดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้ทั้งในลักษณะที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ต่อลูกค้า

10.6 ความเสี่ยงจากข้อมูลราคาของบุคคลภายนอก

ลูกค้าอาจใช้ข้อมูลราคาจากแหล่งอื่นเพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อขาย

อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่รับรองความถูกต้อง ความครบถ้วน ความต่อเนื่อง หรือความทันเวลาของข้อมูลราคาที่เผยแพร่โดยบุคคลภายนอก

หากข้อมูลจากหลายแหล่งมีความแตกต่างกัน บริษัทจะใช้ข้อมูลราคาตามระบบและนโยบายการกำหนดราคาของบริษัทสำหรับการดำเนินธุรกรรมกับลูกค้า

10.7 การแก้ไขราคาในกรณีผิดปกติ

(Manifest Error)

ในกรณีที่บริษัทตรวจพบความผิดพลาดด้านราคาที่เกิดจากความผิดปกติอย่างชัดแจ้ง เช่น

  • ความผิดพลาดของระบบ
  • ความผิดพลาดของแหล่งข้อมูลราคา
  • ความผิดพลาดจากการประมวลผลข้อมูล
  • เหตุขัดข้องทางเทคนิคที่ส่งผลต่อการกำหนดราคา

บริษัทอาจดำเนินการตรวจสอบ และใช้มาตรการที่เหมาะสมตาม Client Agreement และ Order Execution Policy รวมถึงกฎหมายที่ใช้บังคับ

การดำเนินการดังกล่าวอาจรวมถึงการแก้ไข ยกเลิก หรือปรับปรุงธุรกรรมที่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในเอกสารที่เกี่ยวข้อง

หมายเหตุ: การใช้คำว่า Manifest Error แทน Off-Market Price หรือ Wrong Price เป็นมาตรฐานที่ใช้กันแพร่หลายในเอกสารของโบรกเกอร์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล

10.8 ความเสี่ยงจากการปิดตลาดของสินทรัพย์อ้างอิง

หากตลาดอ้างอิงของผลิตภัณฑ์ปิดทำการหรือหยุดซื้อขาย

บริษัทอาจ

  • จำกัดการเปิดสถานะใหม่
  • ระงับการซื้อขายบางผลิตภัณฑ์
  • ปรับชั่วโมงการซื้อขาย
  • ใช้ราคาที่อ้างอิงจากตลาดที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสม
  • ดำเนินการอื่นตามที่กำหนดไว้ใน Client Agreement และ Trading Conditions

ทั้งนี้ เพื่อให้การให้บริการเป็นไปอย่างเหมาะสมภายใต้สภาวะตลาดที่เกิดขึ้นจริง

10.9 ความสัมพันธ์กับ Order Execution Policy

หลักเกณฑ์เกี่ยวกับ

  • การกำหนดราคา
  • การอ้างอิงข้อมูลราคา
  • การดำเนินคำสั่งซื้อขาย
  • การจัดการกรณีเกิดความผิดพลาดด้านราคา

ให้เป็นไปตาม Order Execution Policy, Client Agreement และเอกสารอื่นที่บริษัทประกาศใช้เป็นครั้งคราว

เอกสารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดราคา มิใช่เพื่อกำหนดวิธีการคำนวณราคาหรือขั้นตอนการดำเนินการโดยละเอียด

10.10 หน้าที่ของลูกค้า

ลูกค้าควร

  • ใช้ข้อมูลราคาจากบริษัทเป็นข้อมูลหลักสำหรับการซื้อขายผ่านบัญชีของตน
  • ศึกษาลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่ซื้อขาย
  • ทำความเข้าใจว่าราคาจากแต่ละแหล่งอาจแตกต่างกัน
  • ไม่ควรตัดสินว่าราคาของบริษัทผิดปกติโดยอาศัยการเปรียบเทียบกับแหล่งข้อมูลเพียงแห่งเดียว

หากลูกค้ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับราคาหรือการดำเนินคำสั่ง สามารถติดต่อบริษัทผ่านช่องทางที่บริษัทกำหนดเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมหรือยื่นข้อร้องเรียนตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง

10.11 สรุป

การกำหนดราคาของผลิตภัณฑ์ทางการเงินขึ้นอยู่กับแหล่งข้อมูล สภาพตลาด และปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องในขณะนั้น

ลูกค้าควรตระหนักว่า

  • ราคาจากผู้ให้บริการแต่ละรายอาจแตกต่างกัน
  • ราคาอาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
  • ราคาอาจไม่ต่อเนื่องในบางสถานการณ์
  • บริษัทอาจดำเนินการตรวจสอบและจัดการกรณีเกิด Manifest Error ตามเงื่อนไขที่กำหนด
  • การทำความเข้าใจหลักการกำหนดราคาจะช่วยให้ลูกค้าประเมินความเสี่ยงจากการซื้อขายได้อย่างเหมาะสม
หมวดที่ 11

ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีและระบบอิเล็กทรอนิกส์

(Technology and Electronic Systems Risk)

11.1 หลักการทั่วไป

การให้บริการของบริษัทอาศัยระบบอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศในการเปิดบัญชี การส่งคำสั่งซื้อขาย การแสดงราคา การบริหารบัญชี และการให้บริการอื่นที่เกี่ยวข้อง

แม้ว่าบริษัทจะดำเนินการดูแลและพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่องตามมาตรฐานที่เหมาะสม แต่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภทอาจเกิดข้อขัดข้อง ความล่าช้า หรือการหยุดให้บริการได้จากปัจจัยหลายประการ

ลูกค้าควรตระหนักว่าความเสี่ยงดังกล่าวอาจส่งผลต่อการซื้อขายและการใช้บริการของบริษัท

11.2 ความเสี่ยงจากระบบของบริษัท

ระบบของบริษัทอาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ เช่น

  • การบำรุงรักษาระบบ
  • การอัปเกรดซอฟต์แวร์
  • ความขัดข้องของฮาร์ดแวร์
  • ความผิดพลาดของซอฟต์แวร์
  • ความล้มเหลวของฐานข้อมูล
  • ความผิดปกติของระบบเครือข่าย
  • เหตุสุดวิสัยที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี

เหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลให้บริการบางส่วนหรือทั้งหมดไม่สามารถใช้งานได้ชั่วคราว

11.3 ความเสี่ยงจากการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของลูกค้า

การเข้าถึงแพลตฟอร์มซื้อขายของบริษัทขึ้นอยู่กับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของลูกค้า

ปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการใช้งาน ได้แก่

  • ความเร็วของเครือข่าย
  • ความเสถียรของสัญญาณอินเทอร์เน็ต
  • ปัญหาของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต
  • การใช้งานเครือข่ายพร้อมกันจำนวนมาก
  • การเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายไร้สายที่ไม่เสถียร

ความขัดข้องดังกล่าวอาจทำให้ลูกค้าไม่สามารถเข้าสู่ระบบ ส่งคำสั่ง หรือรับข้อมูลราคาได้อย่างต่อเนื่อง

11.4 ความเสี่ยงจากอุปกรณ์ของลูกค้า

ประสิทธิภาพของการใช้งานแพลตฟอร์มอาจขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ของลูกค้า เช่น

  • คอมพิวเตอร์
  • โทรศัพท์มือถือ
  • แท็บเล็ต
  • ระบบปฏิบัติการ
  • ซอฟต์แวร์
  • หน่วยความจำ
  • อุปกรณ์เครือข่าย

หากอุปกรณ์ทำงานผิดปกติ ล้าสมัย หรือมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอ อาจส่งผลต่อการใช้งานแพลตฟอร์มและการส่งคำสั่งซื้อขาย

11.5 ความเสี่ยงจากแพลตฟอร์มซื้อขาย

แพลตฟอร์มซื้อขายอาจได้รับผลกระทบจาก

  • การอัปเดตระบบ
  • การบำรุงรักษา
  • ความผิดพลาดของซอฟต์แวร์
  • ความล่าช้าในการประมวลผล
  • ปัญหาการเชื่อมต่อกับบริการที่เกี่ยวข้อง

ในบางกรณี ลูกค้าอาจไม่สามารถเข้าสู่ระบบ ส่งคำสั่ง หรือดูข้อมูลบัญชีได้ชั่วคราวจนกว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไข

11.6 ความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

(Cybersecurity Risk)

แม้ว่าบริษัทจะใช้มาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลตามความเหมาะสม แต่ระบบสารสนเทศอาจยังคงเผชิญความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ เช่น

  • มัลแวร์ (Malware)
  • แรนซัมแวร์ (Ransomware)
  • การโจมตีแบบปฏิเสธการให้บริการ (DDoS)
  • การเข้าถึงระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • การโจมตีผ่านช่องโหว่ของซอฟต์แวร์
  • การปลอมแปลงข้อมูล (Spoofing)
  • การหลอกลวงทางอิเล็กทรอนิกส์ (Phishing)

เหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลต่อการให้บริการ ความพร้อมใช้งานของระบบ หรือความปลอดภัยของข้อมูล

11.7 ความเสี่ยงจากซอฟต์แวร์ของบุคคลภายนอก

ลูกค้าอาจใช้ซอฟต์แวร์หรือเครื่องมือจากบุคคลภายนอก เช่น

  • Expert Advisors (EA)
  • Trading Robots
  • Custom Indicators
  • Scripts
  • Plug-ins
  • โปรแกรมบริหารคำสั่งซื้อขาย

บริษัทไม่รับรองความถูกต้อง ความปลอดภัย ความเข้ากันได้ หรือประสิทธิภาพของซอฟต์แวร์ดังกล่าว

ลูกค้าควรตรวจสอบและประเมินความเหมาะสมก่อนนำมาใช้งานร่วมกับแพลตฟอร์มของบริษัท

11.8 ความเสี่ยงจากระบบอัตโนมัติ

การซื้อขายผ่านระบบอัตโนมัติอาจมีความเสี่ยงเพิ่มเติม เช่น

  • ความผิดพลาดของอัลกอริทึม
  • การตั้งค่าที่ไม่ถูกต้อง
  • การส่งคำสั่งผิดพลาด
  • การเปิดหรือปิดสถานะโดยไม่เป็นไปตามความตั้งใจ
  • การทำงานต่อเนื่องแม้สภาวะตลาดเปลี่ยนแปลง

ลูกค้าควรติดตามการทำงานของระบบอัตโนมัติอย่างสม่ำเสมอ และไม่ควรปล่อยให้ระบบทำงานโดยไม่มีการกำกับดูแลเป็นระยะเวลานาน

11.9 การบำรุงรักษาและการอัปเดตระบบ

บริษัทอาจดำเนินการบำรุงรักษา อัปเดต หรือปรับปรุงระบบเป็นระยะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความเสถียรของการให้บริการ

ในบางกรณี การดำเนินการดังกล่าวอาจส่งผลให้บริการบางส่วนไม่สามารถใช้งานได้ชั่วคราว หรือมีข้อจำกัดในการใช้งานในช่วงเวลาที่กำหนด

บริษัทจะดำเนินการแจ้งให้ลูกค้าทราบล่วงหน้าเมื่อสามารถดำเนินการได้ตามสมควร อย่างไรก็ตาม ในกรณีฉุกเฉินหรือเหตุที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ การดำเนินการบางอย่างอาจเกิดขึ้นโดยไม่สามารถแจ้งล่วงหน้าได้

11.10 หน้าที่ของลูกค้าในการใช้งานระบบ

ลูกค้าควร

  • ใช้อุปกรณ์และซอฟต์แวร์ที่ได้รับการอัปเดต
  • ติดตั้งโปรแกรมป้องกันมัลแวร์และไวรัสที่เหมาะสม
  • รักษาความลับของชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และวิธีการยืนยันตัวตน
  • ออกจากระบบเมื่อเลิกใช้งาน โดยเฉพาะบนอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกับผู้อื่น
  • ตรวจสอบประวัติการเข้าสู่ระบบและรายการธุรกรรมเป็นระยะ
  • แจ้งบริษัทโดยเร็วเมื่อสงสัยว่ามีการเข้าถึงบัญชีโดยไม่ได้รับอนุญาต

11.11 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น

รายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ให้เป็นไปตาม

  • Client Agreement
  • Privacy Policy
  • Order Execution Policy
  • เอกสารหรือประกาศอื่นที่บริษัทเผยแพร่เป็นครั้งคราว

เอกสารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความเสี่ยงจากการใช้เทคโนโลยี มิใช่เพื่อกำหนดมาตรฐานทางเทคนิคหรือข้อกำหนดด้านความมั่นคงปลอดภัยโดยละเอียด

11.12 สรุป

การใช้บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์มีความสะดวกและมีประสิทธิภาพ แต่ย่อมมีความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี การเชื่อมต่อ และความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล

ลูกค้าควรตระหนักว่า

  • ระบบอิเล็กทรอนิกส์อาจเกิดข้อขัดข้องหรือหยุดให้บริการได้
  • การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ของลูกค้าอาจส่งผลต่อการใช้งาน
  • การใช้ซอฟต์แวร์ของบุคคลภายนอกหรือระบบอัตโนมัติมีความเสี่ยงเพิ่มเติม
  • การรักษาความปลอดภัยของบัญชีผู้ใช้เป็นความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างบริษัทและลูกค้า
  • การติดตามข่าวสารและประกาศของบริษัทจะช่วยให้ลูกค้าสามารถเตรียมความพร้อมเมื่อมีการบำรุงรักษาหรือเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อการให้บริการ
หมวดที่ 12

ความเสี่ยงจากบุคคลภายนอก

(Third-Party Risk)

12.1 หลักการทั่วไป

ในการให้บริการ บริษัทอาจใช้บริการหรือพึ่งพาระบบของบุคคลภายนอกเพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ เช่น การประมวลผลธุรกรรม การให้บริการด้านเทคโนโลยี การให้บริการข้อมูลราคา การรับฝากหรือโอนเงิน การสื่อสาร และบริการอื่นที่เกี่ยวข้อง

แม้ว่าบริษัทจะคัดเลือกและกำกับดูแลผู้ให้บริการดังกล่าวตามมาตรฐานที่เหมาะสม แต่บริษัทไม่สามารถควบคุมการดำเนินงานของบุคคลภายนอกได้ทั้งหมด

12.2 ผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยี

บริษัทอาจใช้บริการจากผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของระบบ เช่น

  • ระบบซื้อขาย
  • ระบบโฮสติ้ง
  • ระบบคลาวด์
  • ระบบฐานข้อมูล
  • ระบบเครือข่าย
  • ระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล

หากผู้ให้บริการดังกล่าวเกิดเหตุขัดข้อง อาจส่งผลต่อความพร้อมใช้งานของบริการของบริษัท

12.3 ผู้ให้บริการข้อมูลราคา

ราคาที่ใช้ในการซื้อขายอาจอ้างอิงจากข้อมูลที่ได้รับจากผู้ให้บริการข้อมูลราคาหรือแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

หากผู้ให้บริการดังกล่าวเกิดเหตุขัดข้อง ความล่าช้า หรือหยุดให้บริการ อาจส่งผลให้การแสดงราคา การกำหนดราคา หรือการดำเนินคำสั่งซื้อขายได้รับผลกระทบ

12.4 ผู้ให้บริการชำระเงินและสถาบันการเงิน

บริษัทอาจใช้บริการของ

  • ธนาคาร
  • ผู้ให้บริการรับชำระเงิน
  • ผู้ให้บริการโอนเงิน
  • ผู้ให้บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์
  • ผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัล (ในกรณีที่เกี่ยวข้อง)

การฝากหรือถอนเงินของลูกค้าอาจได้รับผลกระทบจาก

  • ระยะเวลาการประมวลผล
  • ขั้นตอนการตรวจสอบธุรกรรม
  • ความล่าช้าของระบบ
  • มาตรการด้านการป้องกันการฟอกเงิน
  • ข้อกำหนดของสถาบันการเงินหรือผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง

ระยะเวลาดังกล่าวอาจแตกต่างกันไปตามช่องทางการชำระเงินและข้อกำหนดของผู้ให้บริการแต่ละราย

12.5 ผู้ให้บริการด้านการสื่อสาร

บริษัทอาจใช้บริการของบุคคลภายนอกสำหรับการส่ง

  • อีเมล
  • ข้อความสั้น (SMS)
  • การแจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชัน
  • การแจ้งเตือนแบบ Push Notification
  • ช่องทางการติดต่ออิเล็กทรอนิกส์อื่น

การส่งข้อความหรือการแจ้งเตือนอาจเกิดความล่าช้า ไม่สามารถส่งถึงลูกค้า หรือได้รับผลกระทบจากระบบของผู้ให้บริการ

ลูกค้าไม่ควรพึ่งพาการแจ้งเตือนดังกล่าวเป็นวิธีเดียวในการติดตามบัญชีหรือสถานะการซื้อขาย

12.6 ความเสี่ยงจากผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน

การให้บริการของบริษัทอาจขึ้นอยู่กับโครงสร้างพื้นฐานของบุคคลภายนอก เช่น

  • ระบบไฟฟ้า
  • เครือข่ายโทรคมนาคม
  • โครงข่ายอินเทอร์เน็ต
  • ศูนย์ข้อมูล (Data Center)
  • ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์

หากเกิดเหตุขัดข้องกับโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว อาจส่งผลให้บริการของบริษัทหยุดชะงักหรือมีข้อจำกัดในการใช้งาน

12.7 การเปลี่ยนแปลงผู้ให้บริการ

บริษัทอาจเปลี่ยนแปลงผู้ให้บริการภายนอกเมื่อเห็นว่าเหมาะสม เพื่อ

  • เพิ่มประสิทธิภาพของบริการ
  • ยกระดับความมั่นคงปลอดภัย
  • ปรับปรุงคุณภาพการให้บริการ
  • ปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายหรือหน่วยงานกำกับดูแล
  • รองรับการเติบโตของธุรกิจ

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจส่งผลให้มีการบำรุงรักษาระบบ การย้ายข้อมูล หรือการเปลี่ยนแปลงขั้นตอนการให้บริการในบางช่วงเวลา

12.8 ความเสี่ยงจากการพึ่งพาบุคคลภายนอก

แม้ว่าบริษัทจะดำเนินการคัดเลือกผู้ให้บริการด้วยความระมัดระวัง แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบุคคลภายนอก เช่น

  • การหยุดให้บริการ
  • ปัญหาทางการเงิน
  • การละเมิดความมั่นคงปลอดภัย
  • ความผิดพลาดในการดำเนินงาน
  • การถูกจำกัดหรือเพิกถอนใบอนุญาต
  • การเปลี่ยนแปลงนโยบายของผู้ให้บริการ

อาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการของบริษัทในบางส่วน

12.9 หน้าที่ของลูกค้า

ลูกค้าควร

  • ใช้ช่องทางการฝากและถอนเงินที่บริษัทกำหนด
  • ตรวจสอบข้อมูลบัญชีผู้รับเงินก่อนทำธุรกรรม
  • ติดตามสถานะการฝากและถอนเงินของตน
  • แจ้งบริษัทเมื่อพบความผิดปกติในการทำธุรกรรม
  • ปฏิบัติตามขั้นตอนการยืนยันตัวตนหรือการตรวจสอบธุรกรรมตามที่บริษัทหรือผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องกำหนด

12.10 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น

รายละเอียดเกี่ยวกับ

  • การฝากและถอนเงิน
  • การใช้ผู้ให้บริการภายนอก
  • การประมวลผลข้อมูล
  • การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
  • การดำเนินคำสั่งซื้อขาย

ให้เป็นไปตาม

  • Client Agreement
  • Privacy Policy
  • Order Execution Policy
  • AML/KYC Policy
  • เอกสารหรือประกาศอื่นที่บริษัทเผยแพร่เป็นครั้งคราว

12.11 สรุป

การให้บริการของบริษัทอาศัยความร่วมมือกับผู้ให้บริการภายนอกในหลายด้าน เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจและการให้บริการแก่ลูกค้า

ลูกค้าควรตระหนักว่า

  • ผู้ให้บริการภายนอกอาจเกิดเหตุขัดข้องหรือหยุดให้บริการได้
  • ความล่าช้าในการฝาก ถอน หรือการสื่อสาร อาจเกิดจากระบบของบุคคลภายนอก
  • บริษัทอาจเปลี่ยนแปลงผู้ให้บริการเมื่อมีเหตุอันสมควร
  • เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบุคคลภายนอกอาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการ แม้ว่าบริษัทจะได้ใช้ความระมัดระวังในการคัดเลือกและกำกับดูแลตามสมควร
หมวดที่ 13

ความเสี่ยงจากคู่สัญญา

(Counterparty Risk)

13.1 หลักการทั่วไป

ในการให้บริการซื้อขาย บริษัทอาจเข้าทำธุรกรรมหรือใช้บริการจากคู่สัญญาทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน เช่น ผู้ให้บริการสภาพคล่อง สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการเทคโนโลยี หรือคู่สัญญาอื่นที่เกี่ยวข้อง

แม้ว่าบริษัทจะดำเนินการคัดเลือกและประเมินคู่สัญญาตามหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม แต่ลูกค้าควรตระหนักว่าคู่สัญญาเหล่านั้นอาจประสบปัญหาทางการเงิน ปัญหาด้านการดำเนินงาน หรือเหตุการณ์อื่นที่อาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการของบริษัท

13.2 ความเสี่ยงจากการไม่สามารถปฏิบัติตามภาระผูกพัน

คู่สัญญาอาจไม่สามารถปฏิบัติตามภาระผูกพันของตนได้ทั้งหมดหรือบางส่วน อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ เช่น

  • ปัญหาทางการเงิน
  • การขาดสภาพคล่อง
  • การล้มละลาย
  • การถูกเพิกถอนใบอนุญาต
  • การหยุดดำเนินกิจการ
  • เหตุสุดวิสัย
  • เหตุการณ์อื่นที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ

เหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกรรมหรือการให้บริการของบริษัทในบางกรณี

13.3 ความเสี่ยงจากผู้ให้บริการสภาพคล่อง

การดำเนินคำสั่งซื้อขายของลูกค้าอาจเกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการสภาพคล่องหรือแหล่งสภาพคล่องที่บริษัทใช้ในการดำเนินธุรกิจ

หากผู้ให้บริการดังกล่าว

  • ลดหรือระงับการให้บริการ
  • เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการให้บริการ
  • ประสบปัญหาทางการเงิน
  • ประสบปัญหาทางเทคนิค
  • ไม่สามารถดำเนินธุรกรรมได้ตามปกติ

อาจส่งผลต่อการดำเนินคำสั่ง การกำหนดราคา หรือสภาพคล่องของผลิตภัณฑ์บางประเภท

13.4 ความเสี่ยงจากสถาบันการเงิน

บริษัทอาจใช้บริการของธนาคารหรือสถาบันการเงินในการดำเนินธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการฝาก ถอน หรือการบริหารเงิน

หากสถาบันการเงินดังกล่าวเกิดเหตุขัดข้อง ถูกจำกัดการดำเนินงาน หรือประสบปัญหาทางการเงิน อาจส่งผลให้การดำเนินธุรกรรมบางรายการเกิดความล่าช้าหรือไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ

13.5 การกระจายความเสี่ยงของบริษัท

บริษัทอาจใช้มาตรการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม เช่น การประเมินคู่สัญญา การติดตามสถานะของคู่สัญญา และการกระจายความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะสามารถป้องกันผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคู่สัญญาได้ทั้งหมด

13.6 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงคู่สัญญา

บริษัทอาจเปลี่ยนแปลงคู่สัญญาที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจเมื่อมีเหตุอันสมควร เช่น

  • เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ
  • เพื่อยกระดับการบริหารความเสี่ยง
  • เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎหมายหรือหน่วยงานกำกับดูแล
  • เพื่อรักษาความต่อเนื่องของการดำเนินธุรกิจ

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจส่งผลให้มีการปรับปรุงขั้นตอนหรือเงื่อนไขการให้บริการบางประการ

13.7 ความเสี่ยงจากการดำเนินงานร่วมกับหลายฝ่าย

การให้บริการซื้อขายอาจเกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการหลายรายในกระบวนการเดียวกัน เช่น

  • ผู้ให้บริการเทคโนโลยี
  • ผู้ให้บริการข้อมูลราคา
  • ผู้ให้บริการสภาพคล่อง
  • ธนาคาร
  • ผู้ให้บริการชำระเงิน
  • ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน

หากผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่งเกิดเหตุขัดข้อง อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการให้บริการโดยรวม แม้ว่าระบบของบริษัทจะยังคงทำงานตามปกติ

13.8 ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของคู่สัญญา

คู่สัญญาอาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม เช่น

  • การเปลี่ยนแปลงกฎหมาย
  • มาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ
  • ภัยธรรมชาติ
  • ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
  • การโจมตีทางไซเบอร์
  • การหยุดชะงักของระบบการเงิน

เหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลต่อความสามารถของคู่สัญญาในการให้บริการหรือปฏิบัติตามภาระผูกพัน

13.9 หน้าที่ของลูกค้า

ลูกค้าควรเข้าใจว่า การให้บริการซื้อขายในตลาดการเงินเกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการและคู่สัญญาหลายฝ่าย

ลูกค้าควรพิจารณาความเสี่ยงดังกล่าวร่วมกับความเสี่ยงประเภทอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารฉบับนี้ และติดตามประกาศของบริษัทเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจมีผลต่อการให้บริการ

13.10 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น

รายละเอียดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางธุรกิจ สิทธิ หน้าที่ และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ ให้เป็นไปตาม

  • Client Agreement
  • Order Execution Policy
  • Trading Conditions
  • เอกสารหรือประกาศอื่นที่บริษัทเผยแพร่เป็นครั้งคราว

เอกสารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการพึ่งพาคู่สัญญา มิใช่เพื่อเปิดเผยรายละเอียดของโครงสร้างทางธุรกิจหรือความสัมพันธ์ทางสัญญาระหว่างบริษัทกับคู่สัญญา

13.11 สรุป

การให้บริการของบริษัทอาจเกี่ยวข้องกับคู่สัญญาหลายฝ่าย ซึ่งแต่ละฝ่ายอาจมีความเสี่ยงด้านการเงิน การดำเนินงาน หรือเหตุการณ์อื่นที่ส่งผลต่อการปฏิบัติตามภาระผูกพัน

ลูกค้าควรตระหนักว่า

  • บริษัทมีการคัดเลือกและกำกับดูแลคู่สัญญาตามสมควร แต่ไม่สามารถควบคุมการดำเนินงานของคู่สัญญาได้ทั้งหมด
  • เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคู่สัญญาอาจส่งผลต่อการให้บริการบางประการ
  • บริษัทอาจเปลี่ยนแปลงคู่สัญญาเพื่อประโยชน์ในการบริหารความเสี่ยงและการให้บริการ
  • ความเสี่ยงจากคู่สัญญาเป็นความเสี่ยงตามธรรมชาติของการดำเนินธุรกิจในตลาดการเงิน และควรได้รับการพิจารณาร่วมกับความเสี่ยงประเภทอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารฉบับนี้
หมวดที่ 14

ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน

(Currency Risk)

14.1 หลักการทั่วไป

ลูกค้าอาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม ทั้งจากการซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน การฝากหรือถอนเงิน หรือการแปลงสกุลเงินภายในบัญชีซื้อขาย

การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนอาจส่งผลต่อมูลค่าของกำไร ขาดทุน เงินหลักประกัน และมูลค่ารวมของบัญชี แม้ว่าราคาของสินทรัพย์อ้างอิงจะไม่เปลี่ยนแปลงก็ตาม

14.2 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน

อัตราแลกเปลี่ยนอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา จากปัจจัยต่าง ๆ เช่น

  • นโยบายการเงินของธนาคารกลาง
  • การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย
  • ภาวะเศรษฐกิจ
  • เงินเฟ้อ
  • ความเชื่อมั่นของตลาด
  • เหตุการณ์ทางการเมือง
  • ความขัดแย้งระหว่างประเทศ
  • ความต้องการซื้อขายสกุลเงินในตลาดโลก

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและส่งผลต่อมูลค่าของบัญชีซื้อขาย

14.3 ความเสี่ยงจากสกุลเงินของบัญชี

ลูกค้าอาจเลือกเปิดบัญชีซื้อขายในสกุลเงินที่บริษัทกำหนด

หากผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าซื้อขายมีการกำหนดราคาในสกุลเงินที่แตกต่างจากสกุลเงินของบัญชี ผลกำไร ขาดทุน ค่าธรรมเนียม หรือรายการอื่นที่เกี่ยวข้อง อาจต้องมีการแปลงสกุลเงินก่อนบันทึกเข้าบัญชี

การแปลงดังกล่าวอาจทำให้มูลค่าที่ลูกค้าได้รับแตกต่างจากที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน

14.4 ความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงิน

(Currency Conversion Risk)

ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องแปลงสกุลเงิน เช่น

  • การฝากเงิน
  • การถอนเงิน
  • การชำระค่าธรรมเนียม
  • การปรับยอดบัญชี
  • การบันทึกผลกำไรหรือขาดทุน

อัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้ในการแปลงอาจแตกต่างจากอัตราที่ลูกค้าเห็นจากแหล่งข้อมูลภายนอก เนื่องจากช่วงเวลาของการทำรายการ วิธีการคำนวณ และเงื่อนไขของผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง

14.5 ความเสี่ยงจากหลายสกุลเงิน

ลูกค้าที่ถือครองสินทรัพย์หรือทำธุรกรรมหลายสกุลเงิน อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนหลายคู่สกุลเงินพร้อมกัน

ความเสี่ยงดังกล่าวอาจทำให้ผลกำไรจากผลิตภัณฑ์หนึ่งถูกลดทอนหรือชดเชยด้วยผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนของอีกสกุลเงินหนึ่ง

14.6 ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ระหว่างประเทศ

อัตราแลกเปลี่ยนอาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ระหว่างประเทศ เช่น

  • มาตรการควบคุมเงินทุน
  • มาตรการคว่ำบาตร
  • การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงิน
  • วิกฤตเศรษฐกิจ
  • ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
  • การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ
  • เหตุการณ์ฉุกเฉินด้านการเงิน

เหตุการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ค่าเงินผันผวนอย่างรุนแรง หรือเกิดข้อจำกัดในการทำธุรกรรมบางประเภท

14.7 ผลกระทบต่อมาร์จิ้นและสถานะซื้อขาย

การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนอาจส่งผลทางอ้อมต่อ

  • ระดับ Equity
  • ระดับ Margin
  • Free Margin
  • Margin Level

โดยเฉพาะในกรณีที่บัญชีหรือผลิตภัณฑ์เกี่ยวข้องกับหลายสกุลเงิน

ลูกค้าควรพิจารณาความเสี่ยงดังกล่าวควบคู่กับความเสี่ยงด้านเลเวอเรจและมาร์จิ้น

14.8 บริษัทไม่สามารถควบคุมอัตราแลกเปลี่ยน

อัตราแลกเปลี่ยนเป็นไปตามกลไกของตลาดและได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกจำนวนมาก

บริษัทไม่สามารถรับประกันได้ว่า

  • อัตราแลกเปลี่ยนจะคงที่
  • การแปลงสกุลเงินจะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบ
  • ค่าเงินจะเคลื่อนไหวในทิศทางที่ลูกค้าคาดการณ์

14.9 หน้าที่ของลูกค้า

ลูกค้าควร

  • ศึกษาความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนก่อนทำธุรกรรม
  • พิจารณาเลือกสกุลเงินของบัญชีให้เหมาะสมกับลักษณะการซื้อขาย
  • ติดตามความเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนที่เกี่ยวข้อง
  • ประเมินผลกระทบจากการแปลงสกุลเงินต่อมูลค่าของบัญชี
  • ทำความเข้าใจค่าธรรมเนียมและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการแปลงสกุลเงิน (หากมี)

14.10 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น

รายละเอียดเกี่ยวกับ

  • สกุลเงินที่รองรับ
  • วิธีการแปลงสกุลเงิน
  • ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง (หากมี)
  • การฝากและถอนเงิน

ให้เป็นไปตาม

  • Client Agreement
  • Trading Conditions
  • Fee Schedule
  • เอกสารหรือประกาศอื่นที่บริษัทเผยแพร่เป็นครั้งคราว

14.11 สรุป

การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเป็นความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อมูลค่าของบัญชีซื้อขาย แม้ว่าราคาของสินทรัพย์อ้างอิงจะไม่เปลี่ยนแปลง

ลูกค้าควรตระหนักว่า

  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอาจเกิดขึ้นทั้งจากการซื้อขายและการแปลงสกุลเงิน
  • ผลกระทบอาจเกิดขึ้นได้ทั้งในช่วงเวลาที่เปิดสถานะและระหว่างการฝากหรือถอนเงิน
  • การเลือกสกุลเงินของบัญชีและการติดตามความเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยง
  • บริษัทไม่สามารถควบคุมหรือรับประกันทิศทางของอัตราแลกเปลี่ยนได้
หมวดที่ 15

ความเสี่ยงจากการถือสถานะข้ามคืน

(Overnight Risk)

15.1 หลักการทั่วไป

การถือสถานะซื้อขายข้ามคืน (Overnight Position) อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงเพิ่มเติมจากการถือสถานะภายในวัน เนื่องจากลูกค้าอาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของราคา ค่าใช้จ่ายในการถือครองสถานะ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดบางแห่งปิดทำการ

ลูกค้าควรพิจารณาความเสี่ยงดังกล่าวก่อนตัดสินใจถือสถานะข้ามคืน

15.2 ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาในช่วงข้ามคืน

ในช่วงเวลาที่ลูกค้าถือสถานะข้ามคืน ตลาดอาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น

  • การประกาศข้อมูลเศรษฐกิจ
  • การประชุมของธนาคารกลาง
  • เหตุการณ์ทางการเมือง
  • ความขัดแย้งระหว่างประเทศ
  • ภัยธรรมชาติ
  • ข่าวสารสำคัญของบริษัทหรืออุตสาหกรรม

เหตุการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ราคาของผลิตภัณฑ์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปิดตลาดครั้งถัดไป

15.3 ความเสี่ยงจาก Price Gap

เมื่อตลาดเปิดทำการหลังจากช่วงเวลาปิดตลาด ราคาของผลิตภัณฑ์อาจเปิดที่ระดับราคาซึ่งแตกต่างจากราคาปิดก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ (Price Gap)

ในกรณีดังกล่าว

  • คำสั่ง Stop Loss
  • Take Profit
  • Pending Order

อาจได้รับการดำเนินการในราคาที่แตกต่างจากระดับราคาที่ลูกค้ากำหนดไว้

Price Gap อาจเกิดขึ้นได้ทั้งในทิศทางที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ต่อลูกค้า

15.4 ค่าใช้จ่ายในการถือสถานะข้ามคืน

(Overnight Financing / Swap)

การถือสถานะข้ามคืนอาจก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายหรือเครดิตตามลักษณะของผลิตภัณฑ์ ประเภทของสถานะ และเงื่อนไขการซื้อขายที่บริษัทกำหนด

จำนวนเงินดังกล่าวอาจเป็น

  • การเรียกเก็บค่าใช้จ่าย
  • การได้รับเครดิต
  • หรือไม่มีการปรับรายการ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง

ลูกค้าควรศึกษารายละเอียดของผลิตภัณฑ์ก่อนเปิดสถานะ

15.5 การเปลี่ยนแปลงของค่าใช้จ่ายข้ามคืน

อัตราหรือวิธีการคำนวณค่าใช้จ่ายในการถือสถานะข้ามคืนอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามปัจจัยต่าง ๆ เช่น

  • ภาวะตลาด
  • การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย
  • สภาพคล่อง
  • ต้นทุนทางการเงิน
  • การเปลี่ยนแปลงของตลาดอ้างอิง
  • ปัจจัยทางธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง

บริษัทอาจปรับเปลี่ยนอัตราหรือวิธีการคำนวณดังกล่าวตามความเหมาะสม โดยเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในเอกสารที่เกี่ยวข้อง

15.6 วันหยุดและช่วงเวลาที่ตลาดปิด

ตลาดของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทอาจมีวันหยุดหรือเวลาทำการที่แตกต่างกัน

ในช่วงเวลาดังกล่าว

  • ราคาอาจไม่เคลื่อนไหว
  • สภาพคล่องอาจลดลง
  • การดำเนินคำสั่งอาจถูกจำกัด
  • ความผันผวนอาจเพิ่มขึ้นเมื่อเปิดตลาดอีกครั้ง

ลูกค้าควรตรวจสอบปฏิทินการซื้อขายและประกาศของบริษัทก่อนถือสถานะในช่วงวันหยุด

15.7 การปรับรายการในบางวัน

สำหรับผลิตภัณฑ์บางประเภท อาจมีการปรับรายการค่าใช้จ่ายในการถือสถานะข้ามคืนแตกต่างจากวันปกติ เพื่อสะท้อนช่วงวันหยุดหรือระยะเวลาการถือครองที่เกี่ยวข้อง

รายละเอียด วิธีการคำนวณ และช่วงเวลาที่มีการปรับรายการ ให้เป็นไปตาม Trading Conditions หรือประกาศของบริษัท

15.8 ผลกระทบต่อบัญชีซื้อขาย

ค่าใช้จ่ายในการถือสถานะข้ามคืนและการเปลี่ยนแปลงของราคา อาจส่งผลต่อ

  • Balance
  • Equity
  • Free Margin
  • Margin Level

หากลูกค้าถือสถานะเป็นระยะเวลานาน ผลกระทบสะสมจากปัจจัยดังกล่าวอาจมีนัยสำคัญ และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการได้รับ Margin Call หรือการปิดสถานะตามเงื่อนไขของบริษัท

15.9 บริษัทไม่สามารถควบคุมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนอกเวลาซื้อขาย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดปิดทำการหรืออยู่นอกเวลาซื้อขาย เป็นปัจจัยที่บริษัทไม่สามารถควบคุมหรือคาดการณ์ได้

บริษัทไม่สามารถรับประกันได้ว่า

  • ราคาเปิดตลาดจะใกล้เคียงกับราคาปิดก่อนหน้า
  • จะไม่เกิด Price Gap
  • ความผันผวนจะอยู่ในระดับปกติ

15.10 หน้าที่ของลูกค้า

ลูกค้าควร

  • ประเมินความเสี่ยงก่อนถือสถานะข้ามคืน
  • ศึกษาค่าใช้จ่ายในการถือครองสถานะของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท
  • ติดตามข่าวสารและเหตุการณ์สำคัญที่อาจส่งผลต่อตลาด
  • พิจารณาผลกระทบจากวันหยุดของตลาดและช่วงเวลาที่ไม่มีการซื้อขาย
  • บริหารระดับมาร์จิ้นให้เพียงพอสำหรับรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น

15.11 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น

รายละเอียดเกี่ยวกับ

  • ค่าใช้จ่ายในการถือสถานะข้ามคืน
  • เวลาทำการของตลาด
  • ชั่วโมงการซื้อขาย
  • การปรับรายการที่เกี่ยวข้อง
  • วิธีการคำนวณค่าใช้จ่าย

ให้เป็นไปตาม

  • Client Agreement
  • Trading Conditions
  • Fee Schedule
  • Order Execution Policy
  • ประกาศของบริษัทที่เผยแพร่เป็นครั้งคราว

เอกสารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความเสี่ยงจากการถือสถานะข้ามคืน มิใช่เพื่อกำหนดอัตราหรือวิธีการคำนวณค่าใช้จ่ายโดยละเอียด

15.12 สรุป

การถือสถานะข้ามคืนอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงเพิ่มเติมจากการซื้อขายภายในวัน ทั้งจากความผันผวนของราคา ค่าใช้จ่ายในการถือครองสถานะ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดปิดทำการ

ลูกค้าควรตระหนักว่า

  • การถือสถานะข้ามคืนอาจเพิ่มทั้งโอกาสและความเสี่ยง
  • Price Gap อาจส่งผลให้คำสั่ง Stop Loss หรือ Take Profit ได้รับการดำเนินการในราคาที่แตกต่างจากที่คาดหมาย
  • ค่าใช้จ่ายในการถือสถานะข้ามคืนอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาวะตลาดและเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์
  • การติดตามปฏิทินการซื้อขาย ข่าวสารสำคัญ และการบริหารระดับมาร์จิ้นอย่างเหมาะสม เป็นองค์ประกอบสำคัญของการบริหารความเสี่ยงในการถือสถานะข้ามคืน
หมวดที่ 16

ความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่มีผลต่อสินทรัพย์อ้างอิง

(Corporate Actions Risk)

16.1 หลักการทั่วไป

ผลิตภัณฑ์ทางการเงินบางประเภทที่บริษัทให้บริการอาจอ้างอิงมูลค่าหรือราคาจากหุ้น ดัชนี กองทุนรวมดัชนี (ETF) หรือสินทรัพย์อ้างอิงอื่น

ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์สำคัญซึ่งมีผลต่อสินทรัพย์อ้างอิง บริษัทอาจมีความจำเป็นต้องดำเนินการปรับปรุงเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์หรือสถานะซื้อขายของลูกค้า เพื่อให้สะท้อนผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเหมาะสม

16.2 ประเภทของเหตุการณ์

เหตุการณ์ที่อาจส่งผลต่อสินทรัพย์อ้างอิง ได้แก่

  • การจ่ายเงินปันผล (Dividend)
  • การแตกพาร์หุ้น (Stock Split)
  • การรวมหุ้น (Reverse Stock Split)
  • การออกหุ้นเพิ่มทุน
  • การเสนอซื้อกิจการ
  • การควบรวมกิจการ (Merger)
  • การแยกกิจการ (Spin-off)
  • การเพิกถอนหลักทรัพย์ (Delisting)
  • การเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของดัชนี
  • การเปลี่ยนแปลงชื่อหรือรหัสของหลักทรัพย์
  • เหตุการณ์อื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน

16.3 ผลกระทบต่อสถานะซื้อขาย

เหตุการณ์ที่มีผลต่อสินทรัพย์อ้างอิงอาจส่งผลให้บริษัทดำเนินการ เช่น

  • ปรับราคาของผลิตภัณฑ์
  • ปรับจำนวนหน่วยหรือขนาดของสถานะ
  • ปรับราคาเปิดของสถานะ
  • ปรับยอดเงินที่เกี่ยวข้อง
  • จำกัดการเปิดสถานะใหม่
  • ระงับการซื้อขายชั่วคราว
  • ปิดผลิตภัณฑ์บางประเภท
  • ดำเนินมาตรการอื่นที่เหมาะสมเพื่อสะท้อนผลของเหตุการณ์

การดำเนินการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความต่อเนื่องและความเป็นธรรมในการให้บริการแก่ลูกค้า

16.4 เงินปันผล

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับหุ้นหรือดัชนีซึ่งมีการจ่ายเงินปันผล ลูกค้าอาจได้รับผลกระทบจากการปรับรายการที่เกี่ยวข้องตามลักษณะของสถานะและเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์

รายละเอียดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการคำนวณ และช่วงเวลาการปรับรายการ ให้เป็นไปตาม Trading Conditions, Product Specifications หรือประกาศของบริษัท

16.5 การแตกพาร์และการรวมหุ้น

ในกรณีที่สินทรัพย์อ้างอิงมีการแตกพาร์หรือรวมหุ้น บริษัทอาจปรับจำนวนหน่วย ราคา หรือองค์ประกอบอื่นของสถานะซื้อขาย เพื่อให้ผลกระทบทางเศรษฐกิจของสถานะใกล้เคียงกับก่อนเกิดเหตุการณ์มากที่สุดเท่าที่สมควร

การปรับดังกล่าวไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างกำไรหรือขาดทุนเพิ่มเติมให้แก่ลูกค้า

16.6 การเพิกถอนหรือยุติการซื้อขายของสินทรัพย์อ้างอิง

หากสินทรัพย์อ้างอิงถูกเพิกถอน ระงับการซื้อขาย หรือยุติการซื้อขายอย่างถาวร บริษัทอาจดำเนินการตามความเหมาะสม เช่น

  • ระงับการเปิดสถานะใหม่
  • จำกัดการซื้อขาย
  • ปิดสถานะที่คงค้าง
  • ยุติการให้บริการของผลิตภัณฑ์นั้น
  • ใช้มาตรการอื่นตาม Client Agreement และ Trading Conditions

ทั้งนี้ การดำเนินการจะคำนึงถึงสภาวะตลาด ข้อมูลที่มีอยู่ และผลประโยชน์โดยรวมของลูกค้า

16.7 การเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของดัชนี

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่อ้างอิงดัชนี การเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของดัชนี วิธีการคำนวณ หรือผู้จัดทำดัชนี อาจส่งผลต่อราคาหรือมูลค่าของผลิตภัณฑ์

บริษัทไม่สามารถควบคุมการตัดสินใจของผู้จัดทำดัชนีหรือเจ้าของดัชนีดังกล่าวได้

16.8 เหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้

เหตุการณ์บางประเภทอาจเกิดขึ้นโดยไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ หรือไม่มีแนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานในตลาด

ในกรณีดังกล่าว บริษัทอาจใช้ดุลยพินิจโดยสุจริตและสมเหตุสมผลในการกำหนดแนวทางดำเนินการ โดยคำนึงถึง

  • ลักษณะของเหตุการณ์
  • แนวปฏิบัติของตลาด
  • ข้อมูลจากแหล่งอ้างอิงที่เกี่ยวข้อง
  • ผลกระทบต่อลูกค้าโดยรวม
  • ข้อกำหนดตามกฎหมายและกฎระเบียบ

16.9 ลูกค้าไม่ได้ถือครองสินทรัพย์อ้างอิงโดยตรง

ลูกค้าควรเข้าใจว่า การซื้อขาย CFD หรือผลิตภัณฑ์อนุพันธ์อื่นผ่านบริษัท มิใช่การถือครองกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์อ้างอิง

ดังนั้น สิทธิที่เกิดขึ้นจากการถือครองสินทรัพย์อ้างอิงโดยตรง เช่น

  • สิทธิออกเสียง
  • สิทธิในการเข้าประชุมผู้ถือหุ้น
  • สิทธิในการรับเอกสารของผู้ออกหลักทรัพย์
  • สิทธิอื่นตามกฎหมายของผู้ถือหลักทรัพย์

อาจไม่มีผลใช้กับลูกค้าที่ซื้อขายผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ เว้นแต่บริษัทจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

16.10 หน้าที่ของลูกค้า

ลูกค้าควร

  • ศึกษาลักษณะของผลิตภัณฑ์ก่อนซื้อขาย
  • ติดตามข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์อ้างอิง
  • ทำความเข้าใจว่าการเกิด Corporate Actions อาจส่งผลต่อสถานะซื้อขาย
  • ติดตามประกาศของบริษัทเกี่ยวกับมาตรการหรือการปรับปรุงที่เกี่ยวข้อง

16.11 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น

รายละเอียดเกี่ยวกับ

  • หลักเกณฑ์การปรับสถานะ
  • การปรับราคา
  • การปรับยอดบัญชี
  • การระงับหรือยุติการซื้อขาย
  • การจัดการเหตุการณ์ Corporate Actions

ให้เป็นไปตาม

  • Client Agreement
  • Trading Conditions
  • Product Specifications
  • Order Execution Policy
  • ประกาศของบริษัทที่เผยแพร่เป็นครั้งคราว

เอกสารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่มีผลต่อสินทรัพย์อ้างอิง มิใช่เพื่อกำหนดรายละเอียดการปรับสถานะหรือวิธีการคำนวณในแต่ละกรณี

16.12 สรุป

เหตุการณ์ที่มีผลต่อสินทรัพย์อ้างอิงอาจส่งผลต่อราคาของผลิตภัณฑ์ เงื่อนไขการซื้อขาย และสถานะของลูกค้า แม้ว่าลูกค้าจะไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ก็ตาม

ลูกค้าควรตระหนักว่า

  • Corporate Actions อาจส่งผลต่อมูลค่าหรือเงื่อนไขของสถานะซื้อขาย
  • บริษัทอาจปรับราคา ขนาดสถานะ หรือรายการที่เกี่ยวข้องเพื่อสะท้อนผลของเหตุการณ์ดังกล่าว
  • การซื้อขาย CFD ไม่ใช่การถือครองสินทรัพย์อ้างอิงโดยตรง และโดยทั่วไปไม่ก่อให้เกิดสิทธิของผู้ถือหลักทรัพย์
  • รายละเอียดการดำเนินการในแต่ละกรณีให้เป็นไปตาม Client Agreement, Trading Conditions และประกาศของบริษัท
หมวดที่ 17

ความเสี่ยงจากเหตุสุดวิสัย

(Force Majeure Risk)

17.1 หลักการทั่วไป

การให้บริการของบริษัทอาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของบริษัท ซึ่งไม่สามารถคาดการณ์ ป้องกัน หรือหลีกเลี่ยงได้โดยใช้ความระมัดระวังตามสมควร

เหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลต่อการดำเนินคำสั่งซื้อขาย การแสดงราคา การเข้าถึงระบบ การฝากหรือถอนเงิน หรือการให้บริการอื่นของบริษัท

17.2 ตัวอย่างเหตุสุดวิสัย

เหตุสุดวิสัยอาจรวมถึง แต่ไม่จำกัดเพียง

  • ภัยธรรมชาติ
  • แผ่นดินไหว
  • น้ำท่วม
  • พายุ
  • ไฟไหม้
  • การระบาดของโรค
  • สงคราม
  • การก่อการร้าย
  • ความไม่สงบทางการเมือง
  • การจลาจล
  • การประท้วงในวงกว้าง
  • การนัดหยุดงาน
  • การหยุดชะงักของระบบการเงิน
  • การหยุดชะงักของระบบสื่อสาร
  • การขัดข้องของโครงข่ายไฟฟ้า
  • การโจมตีทางไซเบอร์ในวงกว้าง
  • เหตุการณ์อื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกันและอยู่นอกเหนือการควบคุมโดยสมเหตุสมผลของบริษัท

รายการดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่าง มิใช่รายการที่จำกัดเฉพาะเหตุการณ์ที่ระบุไว้

17.3 ผลกระทบต่อการซื้อขาย

ในกรณีเกิดเหตุสุดวิสัย อาจเกิดผลกระทบ เช่น

  • การระงับการซื้อขาย
  • การจำกัดการเปิดสถานะใหม่
  • ความล่าช้าในการดำเนินคำสั่ง
  • การหยุดการแสดงราคา
  • สภาพคล่องลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
  • ความผันผวนของตลาดเพิ่มขึ้น
  • การไม่สามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มซื้อขายได้ชั่วคราว

ผลกระทบดังกล่าวอาจเกิดขึ้นเป็นการชั่วคราวหรือยาวนาน ขึ้นอยู่กับลักษณะของเหตุการณ์

17.4 ผลกระทบต่อคำสั่งซื้อขาย

เมื่อเกิดเหตุสุดวิสัย

คำสั่งซื้อขายที่ลูกค้าส่งไว้แล้วอาจ

  • ดำเนินการล่าช้า
  • ได้รับการดำเนินการบางส่วน
  • ได้รับการดำเนินการในราคาที่แตกต่างจากที่คาดหมาย
  • ไม่สามารถดำเนินการได้ในช่วงเวลาหนึ่ง

ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพตลาดและข้อจำกัดที่เกิดขึ้นในขณะนั้น

17.5 ผลกระทบต่อการฝากและถอนเงิน

เหตุสุดวิสัยอาจส่งผลต่อ

  • การประมวลผลธุรกรรม
  • ระบบธนาคาร
  • ผู้ให้บริการชำระเงิน
  • ระบบโอนเงินระหว่างประเทศ
  • ระบบตรวจสอบธุรกรรม

ส่งผลให้การฝากหรือถอนเงินใช้เวลานานกว่าปกติ

17.6 การดำเนินการของบริษัท

เมื่อเกิดเหตุสุดวิสัย บริษัทอาจใช้มาตรการที่สมเหตุสมผลและได้สัดส่วนกับสถานการณ์ เช่น

  • ระงับผลิตภัณฑ์บางประเภทเป็นการชั่วคราว
  • จำกัดการซื้อขายบางรายการ
  • ปรับเวลาการซื้อขาย
  • ระงับบริการบางส่วน
  • ปรับขั้นตอนการดำเนินงาน
  • ดำเนินมาตรการอื่นที่จำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงและความต่อเนื่องของการให้บริการ

การดำเนินการดังกล่าวจะคำนึงถึงสภาพตลาด ผลประโยชน์ของลูกค้าโดยรวม และข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

17.7 ความพยายามในการลดผลกระทบ

บริษัทจะใช้ความพยายามตามสมควรในการ

  • รักษาความต่อเนื่องของการให้บริการ
  • ลดผลกระทบที่เกิดขึ้น
  • ฟื้นฟูระบบโดยเร็วที่สุดเท่าที่เหมาะสม
  • แจ้งข้อมูลที่จำเป็นแก่ลูกค้าเมื่อสามารถดำเนินการได้

อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่สามารถรับประกันได้ว่าการให้บริการจะดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่เกิดเหตุสุดวิสัย

17.8 การดำเนินการของหน่วยงานรัฐ

เหตุสุดวิสัยอาจเกิดจากมาตรการของหน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงานกำกับดูแล เช่น

  • การประกาศภาวะฉุกเฉิน
  • การจำกัดการเคลื่อนย้ายเงินทุน
  • การปิดตลาดการเงิน
  • การระงับธุรกรรมบางประเภท
  • มาตรการคว่ำบาตร
  • คำสั่งตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ

บริษัทมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายและคำสั่งของหน่วยงานที่มีอำนาจ ซึ่งอาจส่งผลต่อการให้บริการแก่ลูกค้า

17.9 หน้าที่ของลูกค้า

ลูกค้าควร

  • ติดตามข่าวสารที่อาจส่งผลต่อตลาดการเงิน
  • ติดตามประกาศของบริษัท
  • ประเมินความเสี่ยงก่อนถือสถานะในช่วงที่มีเหตุการณ์สำคัญ
  • รักษาระดับมาร์จิ้นให้เหมาะสม
  • เตรียมแผนรองรับกรณีที่ตลาดหรือระบบเกิดความไม่ต่อเนื่อง

17.10 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น

รายละเอียดเกี่ยวกับ

  • สิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา
  • การดำเนินคำสั่งซื้อขาย
  • การระงับบริการ
  • การบริหารเหตุฉุกเฉิน

ให้เป็นไปตาม

  • Client Agreement
  • Order Execution Policy
  • Trading Conditions
  • Business Continuity Policy
  • ประกาศของบริษัทที่เผยแพร่เป็นครั้งคราว

เอกสารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุสุดวิสัย มิใช่เพื่อกำหนดขั้นตอนการบริหารเหตุฉุกเฉินโดยละเอียด

17.11 สรุป

เหตุสุดวิสัยเป็นเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของบริษัทและอาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการในหลายด้าน

ลูกค้าควรตระหนักว่า

  • เหตุสุดวิสัยอาจส่งผลต่อการซื้อขาย การฝากถอนเงิน และการเข้าถึงระบบ
  • บริษัทจะใช้ความพยายามตามสมควรในการลดผลกระทบและฟื้นฟูการให้บริการ
  • มาตรการที่บริษัทใช้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความมั่นคงของระบบและคุ้มครองผลประโยชน์ของลูกค้าโดยรวม
  • เหตุการณ์ดังกล่าวอาจทำให้การให้บริการบางส่วนล่าช้าหรือไม่สามารถดำเนินการได้ในช่วงเวลาหนึ่ง แม้ว่าบริษัทจะได้ดำเนินการอย่างเหมาะสมแล้วก็ตาม
หมวดที่ 18

ความเสี่ยงด้านกฎหมายและกฎระเบียบ

(Legal and Regulatory Risk)

18.1 หลักการทั่วไป

การให้บริการของบริษัทอยู่ภายใต้กฎหมาย กฎระเบียบ ประกาศ คำสั่ง และข้อกำหนดของหน่วยงานที่มีอำนาจในเขตอำนาจศาลที่เกี่ยวข้อง

กฎหมายและกฎระเบียบดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือยกเลิกได้ตลอดเวลา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ เงื่อนไขการให้บริการ สิทธิ หน้าที่ หรือภาระผูกพันของบริษัทและลูกค้า

18.2 การเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย

การเปลี่ยนแปลงของกฎหมายอาจเกิดขึ้นในหลายรูปแบบ เช่น

  • การตรากฎหมายใหม่
  • การแก้ไขกฎหมายเดิม
  • การออกกฎระเบียบหรือประกาศเพิ่มเติม
  • การเปลี่ยนแปลงแนวทางการตีความของหน่วยงานที่มีอำนาจ
  • คำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยที่มีผลต่อการบังคับใช้กฎหมาย

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจมีผลโดยตรงหรือโดยอ้อมต่อการให้บริการของบริษัท

18.3 การเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล

หน่วยงานกำกับดูแลอาจออกข้อกำหนดหรือมาตรการใหม่เกี่ยวกับ

  • การเปิดบัญชี
  • การยืนยันตัวตน
  • การป้องกันการฟอกเงิน
  • การบริหารความเสี่ยง
  • การคุ้มครองลูกค้า
  • ผลิตภัณฑ์ที่สามารถให้บริการได้
  • ข้อจำกัดด้านการตลาดหรือการเสนอผลิตภัณฑ์
  • ระดับเลเวอเรจ
  • ข้อกำหนดด้านเงินทุน

ข้อกำหนดดังกล่าวอาจทำให้บริษัทต้องปรับเปลี่ยนการให้บริการหรือเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์

18.4 ข้อจำกัดตามเขตอำนาจศาล

กฎหมายของแต่ละประเทศอาจกำหนดข้อจำกัดเกี่ยวกับการให้บริการทางการเงินแตกต่างกัน

ลูกค้าควรรับผิดชอบในการตรวจสอบว่าการใช้บริการของบริษัท การซื้อขายผลิตภัณฑ์ หรือการโอนเงินของตน เป็นไปตามกฎหมายของประเทศที่ตนมีถิ่นที่อยู่ สัญชาติ หรือเขตอำนาจศาลที่เกี่ยวข้อง

18.5 มาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดระหว่างประเทศ

การดำเนินธุรกิจของบริษัทอาจได้รับผลกระทบจากมาตรการทางกฎหมายหรือมาตรการระหว่างประเทศ เช่น

  • มาตรการคว่ำบาตร
  • การจำกัดการโอนเงิน
  • การจำกัดการให้บริการทางการเงิน
  • มาตรการด้านการป้องกันการฟอกเงิน
  • มาตรการด้านการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย
  • มาตรการที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐหรือองค์การระหว่างประเทศ

มาตรการดังกล่าวอาจส่งผลให้บริษัทจำเป็นต้องจำกัดหรือยุติการให้บริการแก่ลูกค้าบางรายหรือบางเขตอำนาจศาล ตามที่กฎหมายกำหนด

18.6 การเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์และบริการ

เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายหรือข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล บริษัทอาจมีความจำเป็นต้อง

  • ปรับปรุงผลิตภัณฑ์
  • ยกเลิกผลิตภัณฑ์บางประเภท
  • เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการซื้อขาย
  • จำกัดการเข้าถึงบริการบางประเภท
  • กำหนดมาตรการเพิ่มเติมด้านการตรวจสอบลูกค้า
  • ปรับปรุงเอกสารหรือกระบวนการให้บริการ

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวจะเป็นไปตามกฎหมายที่ใช้บังคับและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

18.7 ความร่วมมือกับหน่วยงานที่มีอำนาจ

บริษัทอาจมีหน้าที่ตามกฎหมายในการให้ความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานกำกับดูแล หรือหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย

ความร่วมมือดังกล่าวอาจรวมถึงการเปิดเผยข้อมูล การระงับธุรกรรม การอายัดบัญชี หรือการดำเนินการอื่นตามที่กฎหมายกำหนด โดยบริษัทจะดำเนินการภายในขอบเขตที่กฎหมายอนุญาตและกำหนด

18.8 ความเสี่ยงจากการตีความกฎหมาย

กฎหมายและกฎระเบียบบางประการอาจมีความซับซ้อน หรือมีการตีความที่แตกต่างกันตามเขตอำนาจศาลหรือแนวทางของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

บริษัทไม่สามารถรับประกันได้ว่าการตีความกฎหมายจะคงที่ตลอดเวลา และการเปลี่ยนแปลงแนวทางการตีความอาจส่งผลต่อการให้บริการหรือการใช้สิทธิของลูกค้า

18.9 หน้าที่ของลูกค้า

ลูกค้าควร

  • ปฏิบัติตามกฎหมายที่ใช้บังคับกับตน
  • ให้ข้อมูลและเอกสารที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน
  • แจ้งบริษัทเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลสำคัญที่อาจมีผลต่อการใช้บริการ
  • ปฏิบัติตามขั้นตอนการยืนยันตัวตนหรือการตรวจสอบเพิ่มเติมเมื่อบริษัทร้องขอภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมาย
  • ศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินในเขตอำนาจศาลของตน

18.10 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น

รายละเอียดเกี่ยวกับ

  • สิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา
  • การยืนยันตัวตน
  • การป้องกันการฟอกเงิน
  • การระงับหรือยุติการให้บริการ
  • การแก้ไขเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์

ให้เป็นไปตาม

  • Client Agreement
  • AML/KYC Policy
  • Privacy Policy
  • Trading Conditions
  • เอกสารหรือประกาศอื่นที่บริษัทเผยแพร่เป็นครั้งคราว

เอกสารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมายและกฎระเบียบ มิใช่เป็นคำแนะนำทางกฎหมายแก่ลูกค้า

18.11 สรุป

การให้บริการทางการเงินอยู่ภายใต้กฎหมายและกฎระเบียบที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

ลูกค้าควรตระหนักว่า

  • การเปลี่ยนแปลงของกฎหมายหรือข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแลอาจส่งผลต่อผลิตภัณฑ์หรือบริการของบริษัท
  • บริษัทอาจจำเป็นต้องปรับปรุงขั้นตอนการให้บริการหรือเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย
  • ลูกค้ามีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายที่ใช้บังคับกับตนเอง และให้ความร่วมมือในการดำเนินการตามข้อกำหนดของกฎหมาย
  • เอกสารฉบับนี้ไม่ถือเป็นคำแนะนำด้านกฎหมาย และลูกค้าควรขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของตนตามกฎหมาย
หมวดที่ 19

ความเสี่ยงด้านภาษี

(Tax Risk)

19.1 หลักการทั่วไป

การซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินอาจก่อให้เกิดผลกระทบด้านภาษีแก่ลูกค้า ซึ่งขึ้นอยู่กับกฎหมายภาษีอากรของประเทศ เขตอำนาจศาล สถานะทางภาษีของลูกค้า และลักษณะของธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง

กฎหมายภาษีอากรอาจแตกต่างกันในแต่ละประเทศ และอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

19.2 ความรับผิดชอบด้านภาษีของลูกค้า

ลูกค้าเป็นผู้รับผิดชอบในการ

  • ปฏิบัติตามกฎหมายภาษีที่ใช้บังคับกับตน
  • ยื่นแบบแสดงรายการภาษี (หากกฎหมายกำหนด)
  • ชำระภาษี ค่าธรรมเนียม หรือภาระอื่นที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมของตน
  • จัดเตรียมเอกสารหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับภาระภาษีของตน

บริษัทไม่สามารถประเมินภาระภาษีของลูกค้าเป็นรายบุคคลได้

19.3 ความแตกต่างของกฎหมายภาษี

กฎหมายภาษีอาจแตกต่างกันตาม

  • ประเทศที่ลูกค้ามีถิ่นที่อยู่
  • ประเทศที่ลูกค้ามีถิ่นที่อยู่เพื่อวัตถุประสงค์ทางภาษี
  • สัญชาติของลูกค้า
  • ลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่ซื้อขาย
  • ประเภทของรายได้ที่ได้รับ

ลูกค้าควรศึกษากฎหมายภาษีที่เกี่ยวข้องกับตนก่อนใช้บริการของบริษัท

19.4 การเปลี่ยนแปลงของกฎหมายภาษี

กฎหมายภาษีอาจมีการเปลี่ยนแปลง เช่น

  • อัตราภาษี
  • วิธีการจัดเก็บภาษี
  • หลักเกณฑ์การคำนวณภาษี
  • สิทธิประโยชน์ทางภาษี
  • ภาระหน้าที่ในการรายงานข้อมูล

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจส่งผลต่อผลตอบแทนสุทธิของลูกค้า แม้ว่าผลการซื้อขายจะไม่เปลี่ยนแปลงก็ตาม

19.5 การหักภาษีตามกฎหมาย

ในบางกรณี บริษัทอาจมีหน้าที่ตามกฎหมายในการ

  • หักภาษี ณ ที่จ่าย
  • รายงานข้อมูลต่อหน่วยงานที่มีอำนาจ
  • เปิดเผยข้อมูลตามกฎหมาย
  • ดำเนินการอื่นที่กฎหมายกำหนด

หากบริษัทมีหน้าที่ดังกล่าว บริษัทจะดำเนินการตามกฎหมายที่ใช้บังคับ โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมเพิ่มเติมจากลูกค้าในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ต้องดำเนินการ

19.6 การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ

กฎหมายของบางประเทศหรือความตกลงระหว่างประเทศ อาจกำหนดให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษีหรือข้อมูลทางการเงินระหว่างหน่วยงานที่มีอำนาจ

ในกรณีที่กฎหมายกำหนด บริษัทอาจมีหน้าที่จัดเก็บ ตรวจสอบ หรือเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องแก่หน่วยงานที่มีอำนาจตามขอบเขตที่กฎหมายกำหนด

19.7 บริษัทไม่ได้ให้คำแนะนำด้านภาษี

ข้อมูลหรือเอกสารที่บริษัทจัดเตรียมให้แก่ลูกค้า มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการใช้บริการของบริษัทเท่านั้น

บริษัทไม่ได้ให้คำแนะนำด้านภาษี บัญชี หรือกฎหมาย และไม่รับรองว่าการใช้บริการของบริษัทจะก่อให้เกิดผลทางภาษีในลักษณะใด

หากลูกค้ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับภาระภาษีของตน ควรขอคำปรึกษาจากที่ปรึกษาด้านภาษี นักบัญชี หรือผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณสมบัติเหมาะสม

19.8 หน้าที่ของลูกค้า

ลูกค้าควร

  • ศึกษากฎหมายภาษีที่เกี่ยวข้องกับตน
  • เก็บรักษาประวัติการซื้อขายและเอกสารที่เกี่ยวข้อง
  • ให้ข้อมูลด้านภาษีที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันเมื่อบริษัทร้องขอ
  • แจ้งบริษัทเมื่อข้อมูลด้านภาษีที่สำคัญมีการเปลี่ยนแปลง
  • ขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเมื่อจำเป็น

19.9 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น

รายละเอียดเกี่ยวกับ

  • การจัดเก็บข้อมูลลูกค้า
  • การเปิดเผยข้อมูลตามกฎหมาย
  • การยืนยันตัวตน
  • การปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ให้เป็นไปตาม

  • Client Agreement
  • Privacy Policy
  • AML/KYC Policy
  • เอกสารหรือประกาศอื่นที่บริษัทเผยแพร่เป็นครั้งคราว

เอกสารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความเสี่ยงด้านภาษีโดยทั่วไป มิใช่คำแนะนำด้านภาษี บัญชี หรือกฎหมาย

19.10 สรุป

ภาระภาษีที่เกิดจากการซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินขึ้นอยู่กับกฎหมายที่ใช้บังคับและสถานการณ์เฉพาะของลูกค้าแต่ละราย

ลูกค้าควรตระหนักว่า

  • ผลกำไรหรือธุรกรรมของตนอาจก่อให้เกิดภาระภาษี
  • กฎหมายภาษีอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
  • บริษัทอาจมีหน้าที่หักภาษีหรือเปิดเผยข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนด
  • บริษัทไม่ได้ให้คำแนะนำด้านภาษี และลูกค้าควรขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเมื่อจำเป็น
หมวดที่ 20

ความขัดแย้งทางผลประโยชน์

(Conflict of Interest Risk)

20.1 หลักการทั่วไป

ในการให้บริการทางการเงิน อาจเกิดสถานการณ์ที่ผลประโยชน์ของบริษัท ลูกค้า พนักงาน ผู้บริหาร บริษัทในเครือ หรือบุคคลภายนอก มีความแตกต่างหรืออาจขัดแย้งกัน

บริษัทตระหนักถึงความเสี่ยงดังกล่าว และมีนโยบายและมาตรการที่เหมาะสมในการระบุ ป้องกัน บริหารจัดการ และเปิดเผยความขัดแย้งทางผลประโยชน์ตามที่กฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกำหนด

20.2 ตัวอย่างของความขัดแย้งทางผลประโยชน์

ความขัดแย้งทางผลประโยชน์อาจเกิดขึ้นได้ในหลายลักษณะ เช่น

  • ระหว่างบริษัทกับลูกค้า
  • ระหว่างลูกค้ารายหนึ่งกับลูกค้าอีกราย
  • ระหว่างพนักงานกับลูกค้า
  • ระหว่างบริษัทกับผู้ให้บริการภายนอก
  • ระหว่างบริษัทกับบริษัทในเครือ
  • ระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ

การเกิดขึ้นของสถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้หมายความว่ามีการกระทำที่ไม่เหมาะสมหรือไม่เป็นธรรมเสมอไป

20.3 การบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์

บริษัทอาจใช้มาตรการที่เหมาะสม เช่น

  • กำหนดนโยบายภายใน
  • แยกหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • กำหนดกระบวนการกำกับดูแล
  • ติดตามและประเมินความเสี่ยง
  • จัดให้มีการควบคุมภายใน
  • ดำเนินการเปิดเผยข้อมูลเมื่อกฎหมายหรือสถานการณ์กำหนด

มาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อผลประโยชน์ของลูกค้า

20.4 ค่าตอบแทนและแรงจูงใจ

บริษัทอาจกำหนดโครงสร้างค่าตอบแทน โบนัส หรือแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง

บริษัทจะดำเนินการออกแบบโครงสร้างดังกล่าวโดยคำนึงถึงการปฏิบัติต่อลูกค้าอย่างเป็นธรรม การปฏิบัติตามกฎหมาย และการบริหารความขัดแย้งทางผลประโยชน์ตามสมควร

20.5 ผู้ให้บริการภายนอกและบริษัทในเครือ

บริษัทอาจใช้บริการของผู้ให้บริการภายนอก หรือดำเนินธุรกรรมกับบริษัทในเครือหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ในกรณีดังกล่าว บริษัทจะดำเนินการภายใต้หลักเกณฑ์และกระบวนการที่เหมาะสม เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของลูกค้าและการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

20.6 การดำเนินคำสั่งซื้อขาย

บริษัทอาจได้รับคำสั่งซื้อขายจากลูกค้าหลายรายในช่วงเวลาเดียวกัน

บริษัทจะดำเนินการจัดการคำสั่งซื้อขายตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ใน Order Execution Policy และขั้นตอนการดำเนินงานภายใน โดยมุ่งหมายให้ลูกค้าได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมและสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

20.7 การเปิดเผยข้อมูล

หากบริษัทเห็นว่าความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสมด้วยมาตรการภายในเพียงอย่างเดียว บริษัทอาจดำเนินการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องแก่ลูกค้า ตามที่กฎหมายหรือข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกำหนด เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม

20.8 บริษัทไม่ได้รับประกันว่าจะไม่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์

แม้ว่าบริษัทจะมีมาตรการในการป้องกันและบริหารจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ แต่บริษัทไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่เกิดสถานการณ์ดังกล่าวในทุกกรณี

อย่างไรก็ตาม บริษัทจะดำเนินการตามสมควรเพื่อระบุ ประเมิน และบริหารจัดการความเสี่ยงดังกล่าวให้สอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง

20.9 หน้าที่ของลูกค้า

ลูกค้าควร

  • ศึกษาเอกสารและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับบริการของบริษัท
  • สอบถามบริษัทเมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการให้บริการหรือผลประโยชน์ที่อาจเกี่ยวข้อง
  • แจ้งบริษัทเมื่อพบเหตุการณ์ที่อาจมีผลต่อความเป็นธรรมในการให้บริการ
  • ใช้ข้อมูลที่ได้รับจากบริษัทประกอบการตัดสินใจอย่างรอบคอบ

20.10 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น

รายละเอียดเกี่ยวกับ

  • การบริหารความขัดแย้งทางผลประโยชน์
  • การดำเนินคำสั่งซื้อขาย
  • การเปิดเผยข้อมูล
  • การกำกับดูแลภายใน

ให้เป็นไปตาม

  • Client Agreement
  • Order Execution Policy
  • Conflict of Interest Policy
  • Internal Governance Policies
  • เอกสารหรือประกาศอื่นที่บริษัทเผยแพร่เป็นครั้งคราว

เอกสารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางผลประโยชน์โดยทั่วไป มิใช่เพื่ออธิบายรายละเอียดของกระบวนการกำกับดูแลภายในของบริษัท

20.11 สรุป

ความขัดแย้งทางผลประโยชน์เป็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ตามปกติในการประกอบธุรกิจบริการทางการเงิน

ลูกค้าควรตระหนักว่า

  • ความขัดแย้งทางผลประโยชน์อาจเกิดขึ้นระหว่างบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ
  • การเกิดความขัดแย้งดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจะเกิดการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมเสมอไป
  • บริษัทมีนโยบายและมาตรการในการระบุ ป้องกัน บริหารจัดการ และเปิดเผยความขัดแย้งทางผลประโยชน์ตามสมควร
  • หากจำเป็น บริษัทอาจเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องแก่ลูกค้าตามกฎหมายหรือข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ลูกค้าใช้ประกอบการตัดสินใจ
หมวดที่ 21

หน้าที่และความรับผิดชอบของลูกค้า

(Customer Responsibilities)

21.1 หลักการทั่วไป

ลูกค้ามีหน้าที่ใช้บริการของบริษัทด้วยความสุจริต รอบคอบ และเป็นไปตามกฎหมาย ข้อกำหนด และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง

ลูกค้าควรทำความเข้าใจลักษณะของผลิตภัณฑ์ ความเสี่ยง และเงื่อนไขการให้บริการก่อนเปิดบัญชีหรือทำธุรกรรมกับบริษัท

21.2 การทำความเข้าใจผลิตภัณฑ์

ก่อนเริ่มซื้อขาย ลูกค้าควร

  • ศึกษาลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่สนใจ
  • ทำความเข้าใจกลไกการซื้อขาย
  • ประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง
  • พิจารณาว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเหมาะสมกับวัตถุประสงค์และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของตน

ลูกค้าไม่ควรทำธุรกรรมในผลิตภัณฑ์ที่ตนยังไม่เข้าใจอย่างเพียงพอ

21.3 การตัดสินใจลงทุน

การตัดสินใจซื้อขายเป็นความรับผิดชอบของลูกค้า

ลูกค้าควรประเมินข้อมูล ข่าวสาร และปัจจัยที่เกี่ยวข้องด้วยตนเอง หรือขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณสมบัติเหมาะสมก่อนตัดสินใจ

บริษัทไม่ได้ให้คำแนะนำด้านการลงทุน เว้นแต่จะระบุไว้เป็นลายลักษณ์อักษรภายใต้บริการที่เกี่ยวข้อง

21.4 ความถูกต้องของข้อมูล

ลูกค้ามีหน้าที่ให้ข้อมูลที่

  • ถูกต้อง
  • ครบถ้วน
  • เป็นปัจจุบัน

รวมถึงแจ้งบริษัทโดยไม่ชักช้าเมื่อข้อมูลสำคัญมีการเปลี่ยนแปลง เช่น

  • ชื่อ
  • ที่อยู่
  • ข้อมูลการติดต่อ
  • สถานะทางภาษี
  • เอกสารแสดงตัวตน
  • ข้อมูลอื่นที่มีผลต่อการใช้บริการ

21.5 การรักษาความปลอดภัยของบัญชี

ลูกค้าควรใช้ความระมัดระวังในการรักษา

  • ชื่อผู้ใช้
  • รหัสผ่าน
  • รหัสยืนยันตัวตน
  • อุปกรณ์ที่ใช้เข้าสู่ระบบ
  • วิธีการยืนยันตัวตนอื่น

ลูกค้าไม่ควรเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวแก่บุคคลอื่น เว้นแต่กฎหมายกำหนดหรือบริษัทอนุญาตโดยชัดแจ้ง

หากลูกค้าสงสัยว่าบัญชีอาจถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ควรแจ้งบริษัทโดยเร็วที่สุด

21.6 การบริหารความเสี่ยง

ลูกค้าควร

  • บริหารเงินลงทุนอย่างเหมาะสม
  • ใช้เลเวอเรจด้วยความระมัดระวัง
  • ติดตามระดับ Margin อย่างสม่ำเสมอ
  • พิจารณาใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยง เช่น Stop Loss ตามความเหมาะสม
  • หลีกเลี่ยงการลงทุนด้วยเงินที่ไม่สามารถรับความสูญเสียได้

21.7 การติดตามบัญชีและธุรกรรม

ลูกค้าควรตรวจสอบ

  • รายการซื้อขาย
  • ยอดเงินในบัญชี
  • การเคลื่อนไหวของบัญชี
  • รายงานที่บริษัทจัดส่ง
  • การแจ้งเตือนที่เกี่ยวข้อง

หากพบข้อผิดปกติ ลูกค้าควรแจ้งบริษัทภายในระยะเวลาที่กำหนดใน Client Agreement หรือโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะกระทำได้

21.8 การปฏิบัติตามกฎหมาย

ลูกค้ามีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดที่ใช้บังคับกับตน รวมถึง

  • กฎหมายด้านการเงิน
  • กฎหมายภาษี
  • กฎหมายป้องกันการฟอกเงิน
  • กฎหมายเกี่ยวกับมาตรการคว่ำบาตร
  • กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการใช้บริการ

21.9 การให้ความร่วมมือกับบริษัท

ลูกค้าควรให้ความร่วมมือกับบริษัทเมื่อมีการร้องขอข้อมูลหรือเอกสารที่จำเป็น เช่น

  • การยืนยันตัวตนเพิ่มเติม
  • การตรวจสอบแหล่งที่มาของเงิน
  • การปรับปรุงข้อมูลลูกค้า
  • การตรวจสอบธุรกรรม
  • การปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมาย

การไม่ให้ความร่วมมืออาจส่งผลให้บริษัทไม่สามารถให้บริการบางประการได้ หรือจำเป็นต้องดำเนินการตามที่กฎหมายหรือ Client Agreement กำหนด

21.10 การติดตามประกาศของบริษัท

บริษัทอาจเผยแพร่

  • ข่าวสาร
  • ประกาศ
  • การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข
  • การแจ้งเตือนด้านเทคนิค
  • การเปลี่ยนแปลงเวลาซื้อขาย
  • ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์

ผ่านช่องทางที่บริษัทกำหนด

ลูกค้าควรติดตามข้อมูลดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถใช้บริการได้อย่างเหมาะสม

21.11 ความสัมพันธ์กับเอกสารอื่น

หน้าที่และความรับผิดชอบของลูกค้าตามเอกสารฉบับนี้ ให้พิจารณาร่วมกับ

  • Client Agreement
  • Trading Conditions
  • Order Execution Policy
  • Privacy Policy
  • AML/KYC Policy
  • เอกสารหรือประกาศอื่นที่บริษัทเผยแพร่เป็นครั้งคราว

ในกรณีที่มีความแตกต่างในรายละเอียด ให้เป็นไปตามเอกสารที่กำหนดสิทธิและหน้าที่ในเรื่องนั้นโดยเฉพาะ และภายใต้กฎหมายที่ใช้บังคับ

21.12 สรุป

การใช้บริการทางการเงินอย่างเหมาะสมต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างบริษัทและลูกค้า

ลูกค้าควรตระหนักว่า

  • การตัดสินใจซื้อขายเป็นความรับผิดชอบของลูกค้า
  • การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันเป็นสิ่งสำคัญต่อการให้บริการ
  • การรักษาความปลอดภัยของบัญชีและการติดตามสถานะบัญชีเป็นหน้าที่ของลูกค้า
  • การบริหารความเสี่ยงและการศึกษาผลิตภัณฑ์ก่อนลงทุนจะช่วยลดความเสี่ยงจากการซื้อขาย
  • การปฏิบัติตามกฎหมายและความร่วมมือกับบริษัทมีความสำคัญต่อการใช้บริการอย่างต่อเนื่องและปลอดภัย
หมวดที่ 22

บทสรุป การแก้ไขเอกสาร และการมีผลใช้บังคับ

(Final Provisions)

22.1 วัตถุประสงค์ของเอกสาร

Risk Disclosure Statement ฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ลูกค้าได้รับข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้บริการและการซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินของบริษัท

เอกสารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถประเมินความเสี่ยงและตัดสินใจใช้บริการของบริษัทโดยมีข้อมูลประกอบอย่างเหมาะสม

เอกสารฉบับนี้มิใช่คำแนะนำด้านการลงทุน กฎหมาย ภาษี หรือบัญชี และไม่ควรใช้แทนคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา

22.2 ความไม่ครบถ้วนของรายการความเสี่ยง

ความเสี่ยงที่ระบุไว้ในเอกสารฉบับนี้เป็นการอธิบายความเสี่ยงที่สำคัญและพบได้โดยทั่วไปในการซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน

อย่างไรก็ตาม เอกสารฉบับนี้ไม่สามารถระบุความเสี่ยงได้ครบถ้วนทุกประการ และอาจมีความเสี่ยงอื่นที่ยังไม่เกิดขึ้น ไม่สามารถคาดการณ์ได้ หรือเกิดจากสถานการณ์เฉพาะของลูกค้า ตลาด หรือกฎหมายที่ใช้บังคับ

ลูกค้าควรใช้วิจารณญาณและประเมินความเสี่ยงเพิ่มเติมตามสถานการณ์ของตนเองก่อนตัดสินใจซื้อขาย

22.3 การอ่านร่วมกับเอกสารอื่น

Risk Disclosure Statement เป็นส่วนหนึ่งของชุดเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการใช้บริการของบริษัท

ลูกค้าควรอ่านเอกสารฉบับนี้ร่วมกับเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

  • Client Agreement
  • Trading Conditions
  • Order Execution Policy
  • Privacy Policy
  • AML/KYC Policy
  • Cookie Policy
  • Fee Schedule
  • Product Specifications
  • ประกาศหรือเอกสารอื่นที่บริษัทเผยแพร่เป็นครั้งคราว

การพิจารณาเอกสารทั้งหมดร่วมกันจะช่วยให้ลูกค้าเข้าใจสิทธิ หน้าที่ เงื่อนไขการใช้บริการ และความเสี่ยงได้อย่างครบถ้วนยิ่งขึ้น

22.4 การปรับปรุงเอกสาร

บริษัทอาจปรับปรุงหรือแก้ไขเอกสารฉบับนี้เป็นครั้งคราว เพื่อให้สอดคล้องกับ

  • การเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย
  • ข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล
  • การเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์หรือบริการ
  • การเปลี่ยนแปลงของสภาพตลาด
  • การปรับปรุงแนวปฏิบัติในการบริหารความเสี่ยง
  • เหตุผลอื่นที่สมควรเพื่อให้ข้อมูลแก่ลูกค้าได้อย่างถูกต้องและเป็นปัจจุบัน

การปรับปรุงดังกล่าวจะดำเนินการตามขั้นตอนและการแจ้งให้ลูกค้าทราบตามที่กำหนดไว้ใน Client Agreement หรือกฎหมายที่ใช้บังคับ

22.5 การตีความเอกสาร

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการตีความข้อความในเอกสารฉบับนี้ ให้พิจารณาร่วมกับ Client Agreement และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง

ในกรณีที่มีความแตกต่างระหว่าง Risk Disclosure Statement กับเอกสารที่กำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาโดยเฉพาะ ให้เอกสารดังกล่าวมีผลบังคับในเรื่องนั้น ภายใต้กฎหมายที่ใช้บังคับ

22.6 ภาษา

บริษัทอาจจัดทำ Risk Disclosure Statement เป็นมากกว่าหนึ่งภาษาเพื่อความสะดวกของลูกค้า

ในกรณีที่มีความแตกต่างจากการแปลหรือการตีความระหว่างฉบับภาษาต่าง ๆ ให้เป็นไปตามภาษาที่กำหนดไว้ใน Client Agreement หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องว่าเป็นฉบับที่ใช้บังคับ เว้นแต่กฎหมายที่ใช้บังคับจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

22.7 การมีผลใช้บังคับ

Risk Disclosure Statement ฉบับนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่บริษัทกำหนด และให้ใช้กับลูกค้าที่ใช้บริการของบริษัทภายใต้ขอบเขตที่เกี่ยวข้อง

การแก้ไขหรือปรับปรุงในภายหลังจะมีผลใช้บังคับตามวันที่ที่บริษัทกำหนดหรือวันที่แจ้งให้ลูกค้าทราบ ตามที่กฎหมายหรือ Client Agreement กำหนด

22.8 การรับทราบของลูกค้า

การเปิดบัญชี การใช้บริการ หรือการทำธุรกรรมกับบริษัท อาจถือเป็นการยืนยันว่าลูกค้าได้มีโอกาสเข้าถึงและศึกษาข้อมูลใน Risk Disclosure Statement รวมทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้อง ตามกระบวนการที่บริษัทกำหนด

ทั้งนี้ การรับทราบเอกสารดังกล่าว มิได้หมายความว่าบริษัทรับประกันผลตอบแทน หรือรับรองว่าจะไม่เกิดความสูญเสียจากการลงทุน และ มิได้เป็นการจำกัดสิทธิของลูกค้าตามกฎหมายที่ใช้บังคับ

22.9 สรุป

การซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินมีความเสี่ยงโดยธรรมชาติ และไม่มีการลงทุนหรือธุรกรรมใดที่สามารถรับประกันผลตอบแทนหรือปราศจากความเสี่ยงได้

บริษัทส่งเสริมให้ลูกค้า

  • ศึกษาผลิตภัณฑ์ก่อนการซื้อขาย
  • ทำความเข้าใจความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง
  • ใช้การบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
  • ลงทุนภายในระดับความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้
  • ขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเมื่อจำเป็น

ลูกค้าควรพิจารณาอย่างรอบคอบว่าการใช้บริการและการซื้อขายผลิตภัณฑ์ของบริษัทเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ ประสบการณ์ ฐานะทางการเงิน และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของตนหรือไม่ ก่อนตัดสินใจใช้บริการ

ภาคผนวก A

คำจำกัดความ

(Definitions)

เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน คำต่อไปนี้มีความหมายดังนี้ เว้นแต่บริบทจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

Account บัญชีซื้อขายที่บริษัทเปิดให้ลูกค้าใช้บริการ

Balance ยอดเงินสุทธิในบัญชีซื้อขายก่อนคำนวณกำไรหรือขาดทุนที่ยังไม่ปิดสถานะ (Unrealized Profit/Loss)

Equity มูลค่ารวมของบัญชีซื้อขาย ซึ่งรวมกำไรหรือขาดทุนที่ยังไม่ปิดสถานะ

Margin หลักประกันที่ต้องใช้ในการเปิดและรักษาสถานะซื้อขาย

Free Margin เงินคงเหลือที่ยังสามารถใช้เปิดสถานะใหม่หรือรองรับความผันผวนของตลาด

Margin Level อัตราส่วนระหว่าง Equity และ Margin ซึ่งใช้ประเมินสถานะความเสี่ยงของบัญชี

Margin Call สถานการณ์ที่ระดับ Margin ลดลงจนอยู่ในระดับที่บริษัทกำหนด และลูกค้าอาจจำเป็นต้องเพิ่มหลักประกันหรือดำเนินการอื่นตามเงื่อนไขของบริษัท

Stop Out การปิดสถานะซื้อขายโดยอัตโนมัติเมื่อระดับ Margin ลดลงถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ใน Trading Conditions

Leverage กลไกที่ทำให้ลูกค้าสามารถเปิดสถานะที่มีมูลค่าสูงกว่าเงินทุนที่ใช้เป็นหลักประกัน

Spread ส่วนต่างระหว่างราคา Bid และ Ask

Slippage ความแตกต่างระหว่างราคาที่ลูกค้าคาดหมายกับราคาที่คำสั่งได้รับการดำเนินการจริง

Liquidity ระดับความสามารถของตลาดในการรองรับการซื้อขายโดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อราคาอย่างมีนัยสำคัญ

CFD สัญญาซื้อขายส่วนต่าง (Contract for Difference)

Underlying Asset สินทรัพย์อ้างอิงที่ใช้ในการกำหนดราคาของผลิตภัณฑ์

Market Order คำสั่งซื้อขายที่ดำเนินการตามราคาที่สามารถซื้อขายได้ในขณะนั้น

Pending Order คำสั่งซื้อขายที่มีผลเมื่อราคาเป็นไปตามเงื่อนไขที่ลูกค้ากำหนด

Corporate Action เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น การจ่ายเงินปันผล การแตกพาร์ การควบรวมกิจการ หรือการเพิกถอนหลักทรัพย์

Force Majeure เหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมโดยสมเหตุสมผลของบริษัท ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการ

Trading Platform ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่บริษัทใช้ให้บริการซื้อขายแก่ลูกค้า

ภาคผนวก B

ตารางสรุปความเสี่ยง

(Risk Summary Matrix)

ประเภทความเสี่ยงความรุนแรงลูกค้าควบคุมได้
Market Riskสูงบางส่วน
Leverage Riskสูงมากได้
Margin Riskสูงมากได้
Liquidity Riskสูงไม่ทั้งหมด
Volatility Riskสูงไม่ได้
Execution Riskปานกลางถึงสูงบางส่วน
Pricing Riskปานกลางไม่ได้
Technology Riskปานกลางบางส่วน
Third Party Riskปานกลางไม่ได้
Counterparty Riskปานกลางไม่ได้
Currency Riskปานกลางบางส่วน
Overnight Riskสูงไม่ได้
Corporate Action Riskปานกลางไม่ได้
Force Majeure Riskสูงไม่ได้
Legal & Regulatory Riskปานกลางบางส่วน
Tax Riskปานกลางได้
Conflict of Interest Riskต่ำถึงปานกลางไม่ได้
ภาคผนวก C

ข้อควรพิจารณาก่อนเริ่มซื้อขาย

(Pre-Trading Checklist)

ก่อนเริ่มซื้อขาย ลูกค้าควรพิจารณาประเด็นต่อไปนี้

  • เข้าใจผลิตภัณฑ์ที่ซื้อขาย
  • เข้าใจผลของ Leverage
  • เข้าใจ Margin Call และ Stop Out
  • ยอมรับความเสี่ยงของการสูญเสียเงินลงทุนได้
  • ศึกษา Trading Conditions
  • ศึกษา Fee Schedule
  • ศึกษา Client Agreement
  • ศึกษา Order Execution Policy
  • ศึกษา Privacy Policy
  • ศึกษา AML/KYC Policy
  • เข้าใจค่าธรรมเนียมและต้นทุนการซื้อขาย
  • เข้าใจความเสี่ยงของตลาด
  • เข้าใจความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี
  • เข้าใจความเสี่ยงด้านกฎหมายและภาษี
ภาคผนวก D

แหล่งข้อมูลสำหรับลูกค้า

(Useful Resources)

ลูกค้าสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจาก

  • เว็บไซต์ของบริษัท
  • Client Portal
  • Trading Platform
  • Product Specifications
  • Trading Conditions
  • Fee Schedule
  • Market Announcements
  • Customer Support
  • Educational Materials ของบริษัท

บริษัทแนะนำให้ลูกค้าติดตามข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้และใช้วิจารณญาณในการประเมินข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

ภาคผนวก E

คำรับรองการรับทราบความเสี่ยง

(Risk Acknowledgement)

ก่อนเริ่มใช้บริการ ลูกค้าควรรับทราบและยืนยันว่า

  • ได้รับหรือสามารถเข้าถึง Risk Disclosure Statement แล้ว
  • ได้อ่านหรือมีโอกาสอ่านเอกสารดังกล่าว
  • เข้าใจว่าการซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินมีความเสี่ยง
  • เข้าใจว่าอาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมดหรือบางส่วน
  • เข้าใจว่าผลการดำเนินงานในอดีตไม่ใช่สิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต
  • ตัดสินใจใช้บริการของบริษัทโดยสมัครใจและบนพื้นฐานของข้อมูลที่ตนพิจารณาแล้ว

การรับทราบดังกล่าวเป็นการยืนยันว่าลูกค้าได้รับข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับความเสี่ยงของการใช้บริการ ทั้งนี้ ไม่เป็นการจำกัดสิทธิของลูกค้าหรือความรับผิดของบริษัทตามกฎหมายที่ใช้บังคับ

เว็บไซต์ www.gofx.com เป็นส่วนหนึ่ง รวมถึงดำเนินงานและบริหารจัดการโดย GOFX LIMITED ข้อมูลทั้งหมดบนเว็บไซต์นี้ สงวนลิขสิทธิ์ สามารถคัดลอกหรือเผยแพร่ได้เฉพาะเมื่อได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจาก GOFX LIMITED เท่านั้น

GOFX LIMITED เป็นบริษัทจดทะเบียนในประเทศเซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ หมายเลขจดทะเบียนคือ 25865 BC 2020 ได้รับอนุญาตโดย สำนักงานกำกับดูแลการให้บริการทางการเงินแห่งประเทศเซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ (SVGFSA) สำนักงานจดทะเบียนของ GOFX LIMITED ตั้งอยู่ที่ Beachmont Business Centre, 330, Kingstown, Saint Vincent and the Grenadines

GOFX LIMITED มีที่อยู่สำนักงานคือ Kavalas 24, Flat 301, 2044 Strovolos, Nicosia, Cyprus

GOFX LIMITED ไม่ให้บริการแก่บุคคลหรือนิติบุคคลที่มีถิ่นพำนักหรืออยู่ในเขตอำนาจศาลดังต่อไปนี้ : สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, สหราชอาณาจักร, ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป, อิหร่าน, เกาหลีเหนือ, ซีเรีย, ซูดาน, คิวบา, รัสเซีย, ไทย, เบลารุส, เมียนมา, อัฟกานิสถาน, เยเมน, ซิมบับเว, มอริเชียส, เฮติ, ซูรินาเม, เปอร์โตริโก, บราซิล, พื้นที่ยึดครองของไซปรัส, ฮ่องกง รวมถึงเขตอำนาจศาลอื่นใดที่อยู่ภายใต้การคว่ำบาตร มีข้อจำกัดหรือมาตรการห้ามที่กำหนดโดยองค์การสหประชาชาติ (United Nations), สหภาพยุโรป (European Union), สหรัฐอเมริกา (United States of America) หรือหน่วยงานกำกับดูแลที่มีอำนาจอื่น

คำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยง :

บริการของเรามีความเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ที่มีความซับซ้อน ซึ่งเรียกว่าสัญญาซื้อขายส่วนต่าง (Contracts for Difference – CFDs) โดยมีการซื้อขายในรูปแบบการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์ (Over-the-Counter – OTC) ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีความเสี่ยงสูงต่อการสูญเสียเงินลงทุนส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการซื้อขายโดยใช้อัตราทดหรือเลเวอเรจ (Leverage) และอาจไม่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนทุกคน

สัญญาซื้อขายส่วนต่าง (CFDs) ในคู่สกุลเงินหลัก เช่น XAU/USD, EUR/USD, GBP/USD, USD/JPY, USD/CHF, USD/CAD, AUD/USD และ NZD/USD มีความผันผวนสูง และอาจส่งผลให้เกิดการขาดทุนทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญ

ไม่ว่ากรณีใด GOFX LIMITED จะไม่รับผิดชอบต่อบุคคลหรือนิติบุคคลใด สำหรับการสูญเสียเงินลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียบางส่วนหรือทั้งหมด ที่เกิดขึ้นจากหรือเกี่ยวข้องกับกิจกรรมการลงทุนใดๆ

การซื้อขายสัญญาส่วนต่าง CFDs มีความเสี่ยงสูง และคุณอาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด โปรดศึกษาและทำความเข้าใจความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องอย่างถี่ถ้วนก่อนเริ่มทำการซื้อขาย

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ :

การสื่อสารระหว่างคุณกับเว็บไซต์นี้ถือเป็นการกระทำโดยสมัครใจและเป็นเรื่องส่วนบุคคลของผู้ที่เข้าถึงเว็บไซต์ โปรดทราบว่าเว็บไซต์นี้และเนื้อหาทั้งหมด มิได้ถือเป็นการเชิญชวนให้ทำสัญญา และ หรือ การเสนอขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินของ GOFX LIMITED แต่อย่างใด

ช่องทางการติดต่อ GOFX LIMITED อย่างเป็นทางการ

  • ฝ่ายกฎหมายและข้อปฏิบัติ : legal@gofx.com
  • ฝ่ายการใช้งานที่ผิดปกติ : abuse@gofx.com
  • ติดต่อเรื่องทั่วไป : contact@gofx.com
  • โทรศัพท์ : +357 22 250 352
GoFX

Global Multi-Asset CFD Trading Platform

เทรดสินทรัพย์ทั่วโลกบนแพลตฟอร์มเดียว
ทองคำ · ดัชนี · พลังงาน · CFD สกุลเงิน

เปิดบัญชีฟรี

ผลิตภัณฑ์เทรด

  • ทองคำ & โลหะมีค่า
  • Currency CFDs
  • ดัชนี
  • พลังงาน

บริษัท

  • ประเภทบัญชี
  • แพลตฟอร์ม
  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา

ข้อมูลทางกฎหมาย

  • นโยบายความเป็นส่วนตัว
  • ข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้บริการลูกค้า
  • นโยบายการดำเนินคำสั่ง
  • การเปิดเผยความเสี่ยง

แพลตฟอร์มการซื้อขาย

  • MT4 / MT5 สำหรับ PC
  • MT4 / MT5 สำหรับ iPhone
  • MT4 / MT5 สำหรับ Android

© 2026 GOFX LIMITED. สงวนลิขสิทธิ์