logo

ข่าวเศรษฐกิจรอบโลกประจำวันที่ 28 ธันวาคม 2566

  • ราคาบิตคอยน์ดีดตัวขึ้นเหนือระดับ 42,000 ดอลลาร์ในช่วงเช้าเมื่อวานนี้ ขานรับการคาดการณ์ที่ว่า คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ (SEC) จะอนุญาตให้บริษัทหลายแห่งจัดตั้ง Spot Bitcoin ETF ภายในเดือนม.ค.ปีหน้า ซึ่งจะเป็นการจัดตั้ง Spot Bitcoin ETF ครั้งแรกในสหรัฐ
  • MicroStrategy รายงานว่าได้ซื้อ Bitcoin เพิ่มกว่า 14,620 BTC ก่อนที่การตัดสิน Bitcoin ETF กำลังจะเกิดขึ้น
  • QCP Capital คาด ราคา Bitcoin อาจร่วงลงมาแตะ 36,000 ดอลลาร์ หาก Bitcoin ETF ได้รับความนิยมน้อยกว่าที่คาด
  • นายโรเบิร์ต แคปแลน อดีตประธานเฟดสาขาดัลลัส คาดว่าเฟดจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในไม่ช้า เนื่องจากเฟดต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอย และเฟดต้องการหลีกเลี่ยงการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากเกินไป ทำให้เฟดจำเป็นต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงหากเงินเฟ้อยังคงชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง
  • ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเผยรายงานสรุปความคิดเห็นของกรรมการ BOJ โดยระบุว่า ในการประชุมนโยบายการเงินเมื่อวันที่ 18-19 ธ.ค.ที่ผ่านมานั้น กรรมการ BOJ บางคนได้เรียกร้องให้มีการอภิปรายเพิ่มเติมและหารือกันในระดับลึก เกี่ยวกับการยุตินโยบายผ่อนคลายการเงินแบบพิเศษ (Ultra-loose Monetary Policy) ในอนาคต ในขณะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นจนทำให้ BOJ ใกล้บรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อ
  • ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) เปิดเผยว่า จะลดจำนวนรวมในปฏิบัติการซื้อพันธบัตรตามปกติในไตรมาสเดือนม.ค.-มี.ค. โดยบีโอเจมีแผนจะซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 5 ปี และ 10 ปีมูลค่าระหว่าง 4.00 แสนล้านเยน ถึง 9.00 แสนล้านเยนในการประมูลแต่ละครั้งในไตรมาสที่จะถึงนี้ เทียบกับกรอบ 4.50-9.00 แสนล้านเยนในไตรมาสก่อน
  • นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะถดถอยในปีนี้ แต่สุดท้ายก็ยังไม่เกิดขึ้น และในช่วงใกล้สิ้นปี 2566 บรรดาผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐยังมีสิทธิ์ถดถอยในปีหน้า อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์บางส่วนยังมีมุมมองเชิงบวกว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะสามารถเลี่ยงภาวะถดถอยได้ในปี 2567 โดยแบงก์ ออฟ อเมริกาคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะชะลอตัวลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป หรือซอฟต์แลนดิ้ง (soft landing) แทนที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย แม้ว่ายังมีปัจจัยเสี่ยงขาลงก็ตาม
  • จากการสำรวจของสมาคมเศรษฐศาสตร์ธุรกิจแห่งชาติของสหรัฐ (NABE) ในเดือนธ.ค. พบว่า นักเศรษฐศาสตร์มากกว่า 3 ใน 4 หรือ 76% คิดว่าโอกาสที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วง 12 เดือนข้างหน้าคือ 50% หรือน้อยกว่านั้น ส่วนบรรดานักเศรษฐศาสตร์ที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะถอดถอยนั้น พบว่า 40% เชื่อว่าเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐจะเริ่มต้นในไตรมาสแรกของปีหน้า ขณะที่ 34% คิดว่าอาจเริ่มในไตรมาสที่ 2 ของปีหน้า
  • สำนักงานสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของรัฐบาลกลางสหรัฐเปิดเผยว่า ราคาบ้านในเดือนต.ค.ปรับเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ซึ่งบ่งชี้ถึงการฟื้นตัวต่อเนื่องของตลาดที่อยู่อาศัย โดยราคาบ้านเพิ่มขึ้น 6.3% เมื่อเทียบรายปี จาก 6.2% ในเดือนก.ย.
  • จีนเปิดเผยว่า ผลกำไรภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเป็นเลขสองหลักในเดือนพ.ย. ขณะที่การผลิตโดยรวมปรับตัวดีขึ้น แต่ภาวะอุปสงค์อ่อนแอยังคงจำกัดการคาดการณ์การขยายธุรกิจ ซึ่งสนับสนุนการเรียกร้องให้มีการออกนโยบายเชิงสนับสนุนมากขึ้น ทั้งนี้ ผลกำไรเพิ่มขึ้น 29.5% ในเดือนพ.ย. หลังจากที่เพิ่มขึ้น 2.7% ในเดือนต.ค. ขณะที่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นในเดือนพ.ย.เช่นกัน แต่ภาคส่วนอื่นๆยังคงต่ำกว่าคาด
  • สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นในวันพุธ โดยได้ปัจจัยหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ และการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า
  • ราคาทองคำตลาดโลก ปรับตัวขึ้น 9.41 เหรียญ หรือ 0.46% อยู่ที่ระดับ 2,077.12 เหรียญ
  • สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนก.พ. เพิ่มขึ้น 23.30 เหรียญ หรือ 1.13% ปิดที่ 2,093.10 เหรียญ
  • สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนมี.ค. เพิ่มขึ้น 24.50 เซนต์ หรือ 1% ปิดที่ 24.641 เหรียญ
  • สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนม.ค. เพิ่มขึ้น 19 เหรียญ หรือ 1.91% ปิดที่ 1,014.60 เหรียญ
  • กองทุนทองคำ SPDR วันก่อนหน้าซื้อเข้า 3.46 ตัน ปัจจุบันถือครองที่ 881.71 ตันภาพรวมเดือนธันวาคม ซื้อสุทธิ 5.2 ตัน ขณะที่ปีนี้ ตั้งแต่ 1 ม.ค. – ปัจจุบัน ขายสุทธิ 35.93 ตัน
  • ตลาดทองคำยังได้ปัจจัยบวกจากการคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะยุติวงจรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า หลังจากดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ออกมาต่ำกว่าคาดในเดือนพ.ย. โดยล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 73.9% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนมี.ค. 2567
  • สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเกือบ 2% ในวันพุธ หลังจากมีรายงานว่าเรือขนส่งสินค้าจะเริ่มกลับมาเดินเรือในทะเลแดงอีกครั้ง ซึ่งทำให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ในทะเลแดง
  • สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนก.พ. ลดลง 1.46 ดอลลาร์ หรือ 1.93% ปิดที่ 74.11 ดอลลาร์/บาร์เรล
  • สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนก.พ. ลดลง 1.42 ดอลลาร์ หรือ 1.75% ปิดที่ 79.65 ดอลลาร์/บาร์เรล
  • เมอส์ก (Maersk) ซึ่งเป็นบริษัทขนส่งสินค้าทางเรือรายใหญ่สัญชาติเดนมาร์ก, ซีเอ็มเอ ซีจีเอ็ม (CMA CGM) ซึ่งเป็นบริษัทขนส่งรายใหญ่ของฝรั่งเศส และบริษัทฮาแพค-ลอยด์ (Hapag-Lloyd) ของเยอรมนี ประกาศว่าจะกลับมาเดินเรือในทะเลแดงอีกครั้ง หลังจากสหรัฐและชาติพันธมิตรอีกกว่า 10 ประเทศได้เปิดปฏิบัติการผู้พิทักษ์ความเจริญรุ่งเรือง (Operation Prosperity Guardian) เพื่อปกป้องเส้นทางเดินเรือในทะเลแดงจากการโจมตีของกลุ่มฮูตี
  • กระทรวงพลังงานสหรัฐเปิดเผยว่า สหรัฐได้ซื้อน้ำมันดิบจำนวน 3 ล้านบาร์เรลเพื่อเติมเต็มคลังสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐ (SPR) หลังรัฐบาลสหรัฐได้จำหน่ายน้ำมันครั้งใหญ่สุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2565
  • สถาบันปิโตรเลียมอเมริกา (API) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐลดลง 1.84 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่นักลงทุนจับตาตัวเลขสต็อกน้ำมันดิบอย่างเป็นทางการจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) ในวันนี้
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของรัสเซีย กล่าวว่า ปีนี้รัสเซียส่งออกน้ำมันและปิโตรเลียมประมาณครึ่งหนึ่งไปยังจีน ในขณะที่ใช้เวลาเพียง 2 ปี ปัจจุบันการส่งออกไปยังอินเดียได้เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 40% โดยการส่งออกน้ำมันดิบรัสเซียไปยังยุโรปได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยลดลงจากประมาณ 40%-50% เหลือเพียง 4%-5% เท่านั้น
Facebook
Twitter
Email

ข่าวสารเพิ่มเติม